
เมื่อความแปรปรวนของอุณหภูมิ ปริมาณน้ำฝน และสภาพอากาศสุดขั้วต่างเกิดขึ้นถี่ขึ้นและรุนแรงขึ้นจนส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบอาหารโลก สิ่งที่เห็นได้ชัดคือความเปราะบางของพืชอาหารหลายชนิด โดยเฉพาะพืชที่เป็นฐานสำคัญของอาหารในแต่ละพื้นที่
ทว่ามีพืชตระกูลถั่วอยู่กลุ่มหนึ่ง ที่มักปรากฏอยู่ในภูมิทัศน์การเกษตรของประเทศต่าง ๆ ในฐานะทั้งแหล่งโปรตีนราคาถูกและพืชที่ช่วยฟื้นฟูดิน และยังเชื่อมโยงกับแนวโน้มการบริโภคอาหารจากพืชหรือ “แพลนต์เบส (plant-based)” ที่กำลังเติบโตมากขึ้น จากสามกรณีในเคนยา เยอรมนี และอินเดีย จะเห็นภาพเดียวกันว่าพืชถั่วกำลังเป็นด่านหน้าในการต่อสู้กับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงนี้
ในเคนยาตอนกลางโดยเฉพาะเขต Baringo การขาดแคลนน้ำและความแห้งแล้งเป็นปัญหาต่อเนื่องมาหลายปี ดินเสื่อมโทรมและกักเก็บน้ำได้ยาก ทำให้พืชหลายชนิดเติบโตได้ไม่ดี แต่ที่นี่ “cowpea” หรือถั่วพุ่มท้องถิ่นกลับยังคงยืนหยัดได้
Cowpea มีความสามารถทนแล้งสูง มีระบบรากลึก และยังช่วยตรึงไนโตรเจนจากชั้นอากาศเข้าสู่ดิน ทำให้พื้นที่เพาะปลูกที่เสื่อมโทรมสามารถฟื้นความอุดมสมบูรณ์กลับขึ้นมาได้ในระดับหนึ่ง เกษตรกรในพื้นที่จึงเลือกรักษาและแลกเปลี่ยนพันธุ์ cowpea ท้องถิ่นในชุมชน พร้อมทั้งใช้วิธีจัดการดินเพื่อรักษาความชื้น เช่นการคลุมดินด้วยอินทรียวัตถุ เพื่อให้พืชสามารถอยู่รอดได้แม้ในปีที่ฝนน้อยอย่างหนัก
ความสัมพันธ์ระหว่าง cowpea และชุมชนจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องการผลิตอาหาร แต่ยังเป็นเรื่องความยืดหยุ่นในการอยู่รอดต่อสภาพแวดล้อมที่ไม่แน่นอน ซึ่งเป็นแกนหลักเดียวกันกับการสร้างระบบอาหารแพลนต์เบสที่ยั่งยืน
ในทางตรงกันข้าม เยอรมนีซึ่งเป็นประเทศในเขตอบอุ่นไม่ได้เผชิญปัญหาภัยแล้งแบบเรื้อรังมานาน แต่ในช่วงปี 2022 สถานการณ์กลับเปลี่ยนไป ปริมาณฝนลดลงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ ดินในหลายรัฐเกิดรอยแตกแห้ง การกระจายของฝนก็ไม่สม่ำเสมอ
ฤดูปลูกซึ่งเคยพึ่งพารูปแบบฤดูกาลที่แน่นอนกลายเป็นสิ่งที่คาดการณ์ได้ยากขึ้น พืชตระกูลถั่วในเยอรมนีตอบสนองต่อความแห้งแล้งแตกต่างกัน บางชนิด เช่น lentil, chickpea หรือ cowpea มีความทนแล้งค่อนข้างดี ในขณะที่พืชอย่าง faba bean และ soybean กลับตอบสนองต่อความร้อนและการขาดน้ำได้ไม่ดีนัก ทำให้ผลผลิตลดลง โดยเฉพาะหากช่วงออกดอกและสร้างเมล็ดซ้อนทับกับช่วงที่ดินขาดน้ำเก็บไว้ไม่ได้
ที่เยอรมนีจึงเกิดความสนใจเพิ่มขึ้นต่อการคัดเลือกพันธุ์พืชถั่วที่ทนสภาพแห้งแล้ง และการปรับเวลาเพาะปลูกให้หลีกเลี่ยงช่วงวิกฤต นอกจากนี้ยังมีการเน้นเพิ่มอินทรียวัตถุในดินเพื่อลดการสูญเสียน้ำ และใช้ระบบการจัดการดินเพื่อลดการอัดแน่นซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการหยั่งรากลึกของพืช สิ่งนี้กำลังนำมาซึ่งการตั้งคำถามใหม่เกี่ยวกับความมั่นคงทางอาหารในประเทศที่เคยพึ่งพาการผลิตทางอุตสาหกรรมที่มีเสถียรภาพมาก่อน และยังโยงต่อไปถึงบทบาทของพืชถั่วในห่วงโซ่อาหารแพลนต์เบสระดับโลก
ในอินเดีย สถานการณ์อีกด้านหนึ่งปรากฏขึ้นอย่างเด่นชัด คือการเพิ่มขึ้นของ “คลื่นความร้อน” ซึ่งเริ่มเร็วและยาวนานกว่าปกติ โดยเฉพาะในรัฐ Rajasthan, Punjab และ Uttar Pradesh ที่ความร้อนทะลุ 40°C ติดต่อกันหลายวัน ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความร้อนเพียงอย่างเดียว แต่คือจังหวะที่คลื่นความร้อนเกิดตรงกับช่วงที่พืชถั่วกำลังออกดอกหรือสร้างเมล็ด
ทำให้ดอกร่วงและเมล็ดไม่พัฒนา ผลผลิตจึงลดลงในสัดส่วนประมาณ 15–25% ในหลายพื้นที่ แม้ภาพรวมการผลิตถั่วของอินเดียในปี 2021–22 จะสูงสุดในรอบหลายปี แต่ความเสี่ยงของการสูญเสียผลผลิตจากความร้อนที่ยาวนานยังคงเป็นภัยคุกคามหลัก
อินเดียจึงเร่งพัฒนาสายพันธุ์ถั่วที่ทนความร้อนมากขึ้น และวางระบบเตือนภัยอากาศให้เกษตรกรสามารถปรับการเพาะปลูกได้ล่วงหน้า ขณะเดียวกันก็พยายามพัฒนาการจัดการน้ำในไร่นา เช่น การทำสระน้ำเก็บน้ำขนาดเล็กและระบบให้น้ำเฉพาะจุดเพื่อลดการสูญเสียน้ำในช่วงแล้งจัด
ทั้งสามกรณีสะท้อนประเด็นร่วมที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ พืชตระกูลถั่วไม่ได้เป็นเพียงอาหารโปรตีนราคาประหยัด แต่ยังเป็น “พืชเชิงกลยุทธ์” ในการสร้างความยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ ถั่วสามารถตรึงไนโตรเจนช่วยฟื้นฟูดิน มีบางชนิดทนแล้งหรือทนความร้อน และสามารถเติบโตได้ในสภาพแวดล้อมที่พืชชนิดอื่นเริ่มขาดความสามารถที่จะอยู่รอด ซึ่งทำให้พืชถั่วเป็นส่วนสำคัญของอนาคตระบบอาหารแพลนต์เบสที่ยั่งยืนและเข้าถึงได้
ดังนั้น การลงทุนในการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชถั่ว การสนับสนุนเกษตรกรในพื้นที่ต้นทางของพันธุ์ท้องถิ่น และการวิจัยเพื่อพัฒนาสายพันธุ์ที่ตอบสนองต่อสภาพภูมิอากาศใหม่ จึงเป็นสิ่งจำเป็นในระดับทั้งท้องถิ่น ประเทศ และโลก
ท้ายที่สุด การพึ่งพาระบบอาหารที่แข็งแรงไม่ใช่แค่เรื่องผลผลิตในปีใดปีหนึ่ง แต่คือความสามารถของระบบนั้นในการรับมือกับความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พืชตระกูลถั่วจึงอาจเป็นหนึ่งใน “ผู้เล่นสำคัญที่เงียบงัน” แต่ทรงพลังในอนาคตของความมั่นคงทางอาหาร
ไม่ว่าจะในพื้นที่แห้งแล้งของเคนยา พื้นที่เกษตรอุตสาหกรรมในเยอรมนี หรือพื้นที่เพาะปลูกขนาดใหญ่ในอินเดีย พืชถั่วกำลังแสดงให้เห็นว่าพืชอาหารเองก็มีบทบาทในการต่อสู้กับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง และเราอาจต้องฟังบทเรียนจากมันมากขึ้นกว่าเดิม
แหล่งอ้างอิง
Edible Routes. (2022). Heat wave impacts legume yields in India. https://www.globalbean.eu/…/heat-wave-impacts-legume…/
Daniel Wanjama. (2022). A case of cowpeas in Baringo County, Kenya. https://www.globalbean.eu/…/a-case-of-cowpeas-in…/
Anne Moïta and Irina Borisenko. (2022). Drought equals lower legume yields in Germany?. https://www.globalbean.eu/…/drought-equals-lower…/