
ไม่มีสิ่งใดในโลกที่ควรจะ “เป็นฝ่าย” ฝ่ายหนึ่งทางการเมืองน้อยไปกว่าธรรมชาติ
แต่ในศตวรรษที่ 21“สิ่งแวดล้อม” กลับกลายเป็นสนามสู้รบทางอุดมการณ์ที่ร้อนแรงที่สุด ทั้งที่มันคือเรื่องอากาศที่เราหายใจ น้ำที่เราดื่ม และสภาพนิเวศที่บ่มเพาะชีวิตมนุษย์มายาวนานกว่าสังคมการเมืองใดๆ บนโลก
ในสหรัฐอเมริกา ความขัดแย้งนี้ปรากฏชัดเจน
ที่สุดเมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศถอนสหรัฐออกจากองค์การด้านสิ่งแวดล้อมนานาชาติหลายแห่ง ทั้ง UNFCCC, IPCC, IUCN และ IRENA พร้อมเหตุผลว่าองค์กรเหล่านี้ “ขัดต่อผลประโยชน์ของสหรัฐ” และมาจากวาระของฝ่ายเสรีนิยมระดับโลก
เขาเคยกล่าวในปี 2012 ว่า “แนวคิดโลกร้อนถูกสร้างขึ้นโดยจีนเพื่อทำให้การผลิตของสหรัฐไม่สามารถแข่งขันได้” ซึ่งเป็นคำกล่าวที่สะท้อนการมองโลกผ่านเลนส์ของการแข่งขันระหว่างรัฐ มากกว่าการมองความเป็นจริงทางวิทยาศาสตร์ของโลกธรรมชาติ (Twitter/X, 6 November 2012)
ความคิดเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของผู้นำคนเดียว แต่มันแสดงถึงระบบการตีความใหม่ที่ทำให้ธรรมชาติถูกประกอบสร้างให้เป็น “เสรีนิยม” โดยไม่รู้ตัว
การจะทำความเข้าใจสถานการณ์นี้ จำเป็นต้องอ่านผ่านสามกรอบคิดสำคัญที่ร่วมกันหล่อรูปความจริงนี้ขึ้นมา นั่นคือ ทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ปรัชญาการเมือง และมานุษยวิทยา
สิ่งแวดล้อมในระเบียบโลก
เมื่อสถาปัตยกรรมสิ่งแวดล้อมถูกสร้างบนพื้นของเสรีนิยม
หลังการประชุม Earth Summit ที่ริโอในปี 1992 สถาปัตยกรรมสิ่งแวดล้อมโลกเริ่มก่อรูปขึ้นภายใต้กรอบความคิดแบบเสรีนิยม ทั้งในเชิงเศรษฐกิจและเชิงสถาบัน
นักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่าง Stephen Bernstein เรียกโครงสร้างนี้ว่า “เสรีนิยมเชิงสิ่งแวดล้อม” ในงาน The Compromise of Liberal Environmentalism (2001) โดยเขาอธิบายว่าการจัดการสิ่งแวดล้อมระดับโลกถูกออกแบบภายใต้ความเชื่อหลักสามประการ คือ
1.การเติบโตทางเศรษฐกิจสามารถอยู่ร่วมกับการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมได้
2.ตลาดและเทคโนโลยีคือหัวใจสำคัญของการแก้ปัญหา
3.สถาบันพหุภาคีคือเวทีกลางที่มนุษย์ต้องพึ่งพา
ข้อตกลงอย่าง UNFCCC, Kyoto Protocol และ Paris Agreement ล้วนตั้งอยู่บนความเชื่อแบบนี้โดยปริยาย จึงเกิดระบบการนับคาร์บอน การซื้อขายเครดิต การตั้งเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก และกลไกด้านนโยบายหลายอย่างที่สอดคล้องกับกระบวนทัศน์เสรีนิยม
ทั้งหมดนี้ทำให้ฝ่ายอนุรักษนิยมในสหรัฐมองว่าสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เพียงเรื่องธรรมชาติ แต่เป็น “โครงการทางอุดมการณ์ของเสรีนิยมระดับโลก” แม้ตัวชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากโลกร้อนจะไม่ได้มีส่วนร่วมในการออกแบบนโยบายเหล่านี้ก็ตาม
Clapp และ Dauvergne (2005) วิเคราะห์อย่างลุ่มลึกใน Paths to a Green World ว่ากลุ่มอำนาจหลักที่นิยามนโยบายสิ่งแวดล้อมโลกคือ ตลาดเสรีและสถาบันนานาชาติ ซึ่งเป็นรากฐานของเสรีนิยมโดยแท้
เมื่อโครงสร้างโลกถูกออกแบบเช่นนี้ การต่อต้านจากฝ่ายอนุรักษนิยมจึงมีพื้นที่เติบโตทางการเมือง เพราะพวกเขารับรู้ว่าสิ่งแวดล้อมเป็นส่วนขยายของโลกทัศน์เสรีนิยมมากกว่าจะเป็นความจริงสากลของธรรมชาติ
ปรัชญาการเมือง เสรีนิยมอยากปกป้องโลก แต่แพ้ให้กับเวลา ผลประโยชน์ และระบบที่ตนสร้าง
เสรีนิยมยืนอยู่บนฐานของวิทยาศาสตร์ เหตุผล และสิทธิของมนุษย์ แต่ paradox ของมันคือการติดกับเงื่อนไขทางเวลา Anthony Giddens อธิบายในหนังสือ The Politics of Climate Change (2009) ว่า ระบอบประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมจะไม่ลงมือแก้ปัญหาระยะยาวจนกว่าผลกระทบจะเห็นชัด และเมื่อเห็นชัดจริงๆ มันมักสายเกินไป
เขาเขียนไว้อย่างคมชัดว่า “ถ้าเราใช้เหตุผลจริง ปัญหาโลกร้อนคงถูกแก้ไปนานแล้ว แต่สังคมเสรีนิยมไม่ลงมือทำ ตราบใดที่ผลกระทบยังไม่แตะชีวิตของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในวันนี้”
ประโยคนี้ไม่ใช่เพียงคำวิจารณ์ต่อการเมือง แต่สะท้อนข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของเสรีนิยมเอง เพราะมันให้ความสำคัญกับเสรีภาพทางเศรษฐกิจ การเติบโตระยะสั้น และการมีรัฐเล็ก สิ่งเหล่านี้ล้วนสวนทางกับการแก้ปัญหาโลกร้อนที่ต้องใช้การควบคุม การวางแผน และการลงทุนขนาดใหญ่
นี่คือสาเหตุที่ทำให้ฝ่ายอนุรักษนิยมเชื่อว่า climate policy เป็นการขยายรัฐของเสรีนิยม
ทั้งที่ในความเป็นจริง เสรีนิยมเองก็ไม่สบายใจกับรัฐใหญ่เช่นกัน การเกลียดชังจึงเกิดไม่ใช่เพราะความขัดแย้งโดยตรง แต่เพราะความไม่เข้าใจซึ่งกันและกันในระดับลึกของอุดมการณ์
มานุษยวิทยา ‘ธรรมชาติ’ เวอร์ชัน UN คือโลกทัศน์แบบตะวันตก มิใช่ของมนุษย์ทั้งโลก
เมื่อมองผ่านสายตาของมานุษยวิทยา ความขัดแย้งทางการเมืองเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมยิ่งชัด
Arturo Escobar ใน Political Ecology: A Latin American Perspective (2012) เสนอว่า “ธรรมชาติ” ที่โลกสมัยใหม่พูดถึง ไม่ได้เป็นความจริงสากล แต่มันถูกสร้างขึ้นผ่านวาทกรรมแบบตะวันตกที่แยกมนุษย์ออกจากธรรมชาติและทำให้ธรรมชาติกลายเป็น “ทรัพยากร” หรือ “ระบบนิเวศ” ที่ต้องจัดการ
ในหลายสังคมพื้นเมือง ป่าไม่ได้เป็น “คาร์บอนสต็อก” แต่เป็นญาติ แม่น้ำไม่ใช่ทรัพยากรน้ำ แต่เป็นบรรพบุรุษ ภูเขาไม่ใช่ระบบภูมิประเทศ แต่เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีสถานะทางจิตวิญญาณ
การทำให้ธรรมชาติเป็นวัตถุทางการบริหารจึงเป็นความรุนแรงทางวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง หรืออย่างน้อยก็เป็นการบันทึกธรรมชาติลงสู่กรอบคิดแบบเดียว ซึ่งต่างจากวิถีของผู้คนจำนวนมหาศาลบนโลก
เมื่อองค์การระหว่างประเทศกำหนดธรรมชาติด้วยนิยามแบบตะวันตก ไม่แปลกที่ฝ่ายอนุรักษนิยมจะรู้สึกว่าตนกำลังถูกยัดเยียด “วิธีคิดของอีกฝ่ายหนึ่ง” ทั้งที่ความจริงมันเป็นวิธีคิดชุดหนึ่งของโลกสมัยใหม่ ไม่ใช่ของเสรีนิยมโดยตรง
การประกอบสร้างร่วมกัน เหตุใดสิ่งแวดล้อมจึงถูกทำให้กลายเป็นเสรีนิยม
เมื่อมองสามกรอบพร้อมกัน ภาพจึงชัดเจนขึ้น สิ่งแวดล้อมกลายเป็นเสรีนิยมเพราะระเบียบโลกเสรีนิยมเป็นผู้สร้างภาษา นโยบาย และสถาบันที่พูดแทนธรรมชาติ พร้อมกับที่ฝ่ายอนุรักษนิยมมีฐานผลประโยชน์ในภาคฟอสซิลซึ่งถูกคุกคามโดย climate policy
เมื่อมานุษยวิทยาชี้ให้เห็นว่าสิ่งแวดล้อมแบบ UN ไม่สอดคล้องกับโลกทัศน์ของผู้คนบางกลุ่ม ความไม่ไว้วางใจจึงปะทุขึ้นทั้งจากเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรมอย่างพร้อมกัน
ผลคือสิ่งแวดล้อมถูกลากเข้าไปเป็น “ฝ่ายหนึ่ง” ทั้งที่มันไม่ใช่ฝ่ายใดเลย
ธรรมชาติไม่ได้เป็นเสรีนิยม
ธรรมชาติก็ไม่ได้เป็นอนุรักษนิยม
มนุษย์ต่างหากที่ใช้มันเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ทางอำนาจ
เส้นทางสู่การปลดปล่อยธรรมชาติออกจากสงครามอุดมการณ์
การถอนสิ่งแวดล้อมออกจากความขัดแย้งทางอุดมการณ์ ไม่ใช่การบอกให้ทุกฝ่ายหยุดทะเลาะ แต่คือการออกแบบคำอธิบายใหม่ให้สิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องของชีวิต ไม่ใช่เรื่องของฝ่ายการเมืองใด
ในระดับระเบียบโลก แนวคิดเรื่องความมั่นคงเชิงนิเวศ (ecological security) และสิทธิของธรรมชาติ (rights of nature) อาจช่วยให้เวทีโลกหลุดพ้นจากกรอบเสรีนิยมอย่างเบ็ดเสร็จ และเปิดพื้นที่ให้สังคมหลากหลายโลกทัศน์ร่วมกำหนดอนาคตร่วมกัน
ในระดับปรัชญา สิ่งแวดล้อมต้องถูกนำเสนอเป็นคำถามพื้นฐานของการเป็นมนุษย์ ไม่ใช่โจทย์เชิงเทคนิคของการจัดการระหว่างประเทศ การถามว่าลูกหลานในอีกสามสิบปีจะมีดิน น้ำ และอากาศแบบไหน เป็นคำถามเชิงคุณค่าที่ทุกฝ่ายสามารถตอบร่วมกันได้โดยไม่ต้องเลือกข้าง
ในระดับมานุษยวิทยา การยอมรับความหมายหลายแบบของธรรมชาติ เป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้สถาบันระหว่างประเทศไม่ผูกขาดนิยามของธรรมชาติไว้ในกรอบเดียว การให้ชนพื้นเมือง ชุมชนท้องถิ่น และผู้ที่อยู่แนวหน้าของวิกฤตได้สร้างวาทกรรมของตนเองคือวิธีคืนธรรมชาติให้กลับมาเป็นของสังคมทั้งหมด
ทำให้ธรรมชาติกลับสู่ฐานเดิมของมัน ฐานของชีวิตร่วมกัน
ธรรมชาติถูกทำให้เป็นเสรีนิยม เพราะระเบียบโลกที่พูดแทนธรรมชาติเป็นเสรีนิยม
แต่ธรรมชาติไม่ใช่อุดมการณ์
ธรรมชาติเป็นเงื่อนไขของการดำรงอยู่ของมนุษย์ทุกคน
การปลดปล่อยสิ่งแวดล้อมจากสงครามอุดมการณ์จึงไม่ใช่การทำให้การเมืองเงียบลง
แต่เป็นการทำให้ธรรมชาติกลับมามีสถานะเป็นพื้นที่ร่วมของมนุษย์
ไม่ใช่สนามรบ
ไม่ใช่สัญลักษณ์ของฝ่ายใด
และไม่ใช่อาวุธของผู้นำคนใดที่จะใช้ต่อต้านอีกฝ่าย
มันต้องกลับมาเป็น “บ้าน” ที่เราอยู่ร่วมกัน
อ้างอิง
Bernstein, S. (2001). The Compromise of Liberal Environmentalism. Columbia University Press.
Clapp, J., & Dauvergne, P. (2005). Paths to a Green World: The Political Economy of the Global Environment. MIT Press.
Escobar, A. (2012). Political Ecology: A Latin American Perspective. Duke University Press.
Giddens, A. (2009). The Politics of Climate Change. Polity Press.
Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC). (2014, 2021, 2023). Assessment Reports.
United Nations Framework Convention on Climate Change (UNFCCC). (1992). UNFCCC Text. United Nations.
United Nations. (2015). Paris Agreement. United Nations.
United Nations. (1992). Rio Declaration on Environment and Development. United Nations.
Twitter / X. (2012, November 6). Trump claims climate change invented by China. (ข้อความต้นฉบับเปิดเผยต่อสาธารณะ)