
เช้าวันฝนจัดในคาบสมุทรสทิงพระ เด็ก ๆ เดินลุยน้ำขังเข้าโรงเรียนริมทะเลสาบสงขลา ลมเค็มจากอ่าวไทยพัดกลิ่นดินเปียกเข้ามาถึงครัวเล็ก ๆ ที่แม่ครัวกำลังต้มข้าวสังข์หยดจากนาพื้นถิ่น ข้าวในหม้อใบนี้ไม่ได้มาจากโรงสีอุตสาหกรรม หากมาจากชาวนาที่เผชิญฝนสุดขั้ว น้ำหลาก และดินเสื่อมโทรมซ้ำแล้วซ้ำเล่าในยุคโลกรวน จานข้าวของเด็กดูเหมือนเรื่องเล็กน้อย แต่แท้จริงแล้วมันกำลังบรรจบเอาโลกทั้งใบเข้ามาไว้ในชีวิตประจำวัน ดิน น้ำ ภูมิอากาศ ตลาดโลก นโยบายรัฐ และอนาคตของคนรุ่นถัดไป
ในสายตามานุษยวิทยาการเมือง อาหารไม่เคยเป็นเพียงสิ่งที่กินเพื่ออยู่ หากเป็นสนามของอำนาจและความหมาย Sidney Mintz แสดงให้เห็นผ่านประวัติศาสตร์ของน้ำตาลว่า อาหารคือร่องรอยของระบบโลกสมัยใหม่ที่ฝังความไม่เท่าเทียมไว้ในชีวิตประจำวัน (Mintz, 1985) ข้าวหนึ่งจานในวันนี้ก็เช่นเดียวกัน มันสะท้อนโครงสร้างเศรษฐกิจ การเมือง และนิเวศวิทยาของศตวรรษที่ 21
FAO ระบุว่าโลกผลิตอาหารเพียงพอสำหรับทุกคน แต่ยังมีผู้คนนับร้อยล้านเผชิญความไม่มั่นคงอาหาร ขณะเดียวกันระบบอาหารกลับเป็นหนึ่งในแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกหลัก และเป็นแรงขับสำคัญของการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ (FAO et al., 2020; IPCC, 2019)
Amartya Sen ชี้ว่า ความหิวไม่ได้เกิดจากการขาดอาหาร หากเกิดจากการขาดสิทธิและอำนาจในการเข้าถึงอาหาร (Sen, 1981) ความมั่นคงอาหารจึงเป็นเรื่องของความเป็นธรรมมากกว่าปริมาณ
ภาพนี้ปรากฏชัดในคาบสมุทรสทิงพระ เมื่อชาวสวนมังคุดต้องเผชิญราคาผลผลิตตกต่ำเหลือเพียง 10 บาทต่อกิโลกรัม จากฝนหนักที่ทำให้ผลไม้ผิวลาย ไม่ผ่านมาตรฐานส่งออก ขณะที่ชาวนาพื้นถิ่นต้องแข่งขันกับข้าวจากระบบเกษตรอุตสาหกรรมที่ได้เปรียบทั้งทุนและนโยบาย
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่ไม่ได้จบลงที่ความสิ้นหวัง เครือข่ายกลุ่มออมทรัพย์ชุมชนเลือกใช้กองทุนสังคมรับซื้อมังคุดในราคายุติธรรม 20 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อนำมากระจายสู่โรงเรียนและตลาดชุมชน พร้อมกันนั้น โรงเรียน 10 แห่งในอำเภอสิงหนครได้จัดการข้าวสังข์หยดปลอดสารจากชุมชน เฉลี่ยโรงเรียนละ 800 กิโลกรัมต่อปี จนเกิดการรับซื้อข้าวรวมถึง 45 ตันต่อปี ในราคายุติธรรม 27 บาทต่อกิโลกรัม ลดการพึ่งพาข้าวจากกลุ่มทุนใหญ่ และทำให้เงินหมุนเวียนกลับสู่ชุมชนโดยตรง
ผลลัพธ์เหล่านี้ไม่ใช่เพียงตัวเลข แต่คือการแปลแนวคิด food sovereignty ให้เป็นความจริงในชีวิตประจำวัน เมื่อชุมชนยืนยันสิทธิในการกำหนดว่าอาหารของตนจะมาจากไหนและเพื่อใคร (La Via Campesina, 2007) มันยังสะท้อนสิ่งที่ E. P. Thompson เรียกว่าเศรษฐกิจศีลธรรม เมื่อชุมชนมีบรรทัดฐานว่าการจัดสรรอาหารอย่างไรจึงจะยุติธรรม (Thompson, 1971)
ในเชิงเศรษฐกิจชุมชน โมเดลนี้ช่วยลดค่าใช้จ่ายครัวเรือนของสมาชิกกว่า 5,000 ครัวเรือนได้ราว 10% ผ่านสวัสดิการข้าวสารที่แต่ละครัวเรือนได้รับปีละ 36–45 กิโลกรัม พร้อมทั้งกระตุ้นให้เกิดชาวนาใหม่เพิ่มขึ้นราว 30% ในบางตำบล เพราะการทำเกษตรกลับมามีศักดิ์ศรีและความมั่นคงอีกครั้ง
หากมองในระดับมหภาค การจำลองผลตอบแทนจากการลงทุนของการรับซื้อมังคุดชี้ว่า หากรัฐลงทุนจัดซื้อ 1,250 ล้านบาท เพื่อดึงอุปทานออกจากตลาดราว 25% จะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจคืนกลับสู่เกษตรกรทั้งระบบได้ถึงราว 4,000 ล้านบาท จากการพยุงราคาตลาดโดยรวม
ในเชิงสุขภาพและโภชนาการ เด็กในโรงเรียนต้นแบบ 10 แห่งได้รับข้าวปลอดสารและผลไม้ที่มีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง การนำมังคุดล้นตลาดเข้าสู่โรงเรียนช่วยตอบโจทย์ปัญหาที่เด็กไทยกว่า 67% บริโภคผลไม้ต่ำกว่าเกณฑ์
เมื่อสำรวจพฤติกรรมบริโภคก่อนและหลังการดำเนินงาน พบว่าการกินอาหารกลุ่มข้าวแป้ง ผัก เนื้อสัตว์สุก และนมจืดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นี่คือการทำให้คำว่าโภชนาการที่ดีมีตัวตนในชีวิตเด็ก ไม่ใช่เพียงตัวชี้วัดในเอกสาร ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นบนฐานของความสัมพันธ์และเครือข่าย
เครือข่ายกลุ่มออมทรัพย์ไม่เพียงทำหน้าที่การเงิน หากเป็นทุนทางสังคมที่ทำให้ชุมชนสามารถแทรกแซงราคาผลผลิตได้ก่อนรอรัฐ เกิดพื้นที่ตลาดเขียวชุมชนและการดูแลพื้นที่เสี่ยงต่าง ๆ จนค่อย ๆ ก่อรูปเป็นนิเวศสุขภาวะในความหมายกว้างของชีวิตร่วมกัน
ลึกไปกว่านั้นคือมิติทางนิเวศ คาบสมุทรสทิงพระตั้งอยู่บนระบบนิเวศชายฝั่งที่เปราะบาง ทั้งทุ่งนา พื้นที่ชุ่มน้ำ ทะเลสาบ และสวนผลไม้ที่พึ่งพาวัฏจักรน้ำฝนและน้ำกร่อย ความผันผวนของภูมิอากาศจึงไม่ได้กระทบเพียงผลผลิต หากสั่นคลอนสมดุลของดิน น้ำ และความสัมพันธ์ระหว่างเกษตรกับธรรมชาติ
การเลือกใช้ข้าวสังข์หยดและระบบสวนผสมของชุมชนจึงไม่ใช่เพียงเรื่องวัฒนธรรม หากเป็นรูปแบบของ agroecology ที่อาศัยความหลากหลายของพันธุ์พืช การฟื้นฟูอินทรียวัตถุในดิน และการพึ่งพาวัฏจักรธรรมชาติ มากกว่าปัจจัยภายนอก
Altieri เสนอว่า agroecology คือการผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นกับวิทยาศาสตร์นิเวศ เพื่อสร้างความยืดหยุ่นของระบบอาหารต่อวิกฤตภูมิอากาศ (Altieri, 2002)
การนำผลผลิตล้นตลาดอย่างมังคุดเข้าสู่โรงเรียน ยังช่วยลด food loss ซึ่ง FAO ชี้ว่าเป็นปัญหาหลักที่ซ้ำเติมทั้งความไม่มั่นคงอาหารและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (FAO, 2019) ในมุมมองนิเวศ การลดการสูญเสียอาหารคือการเคารพพลังชีวิตที่ถูกใช้ไปในทุกลูกมังคุด ตั้งแต่ดิน น้ำ แรงงาน และเวลาของธรรมชาติ
เมื่อพิจารณาผ่านกรอบ Kunming–Montreal การฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพไม่อาจแยกจากการใช้ประโยชน์ของมนุษย์ได้ ระบบอาหารที่ทำให้พันธุ์พื้นถิ่นยังคงถูกปลูก ถูกกิน และถูกส่งต่อในรสนิยมของเด็ก คือการทำให้ความหลากหลายมีชีวิตอยู่ในสังคมจริง ไม่ใช่เพียงในเขตอนุรักษ์ (CBD, 2022)
Tim Ingold เสนอว่า มนุษย์ไม่ได้อยู่บนธรรมชาติ หากอยู่ในสายใยความสัมพันธ์ของภูมิทัศน์และสิ่งมีชีวิต (Ingold, 2000) จานข้าวของเด็กในสทิงพระจึงคือจุดตัดของเรื่องราวนิเวศทั้งหมด ตั้งแต่จุลินทรีย์ในดิน น้ำฝน ไปจนถึงทะเลสาบและป่าชายเลนที่หล่อเลี้ยงพื้นที่นี้มาอย่างยาวนาน
กรณีมังคุดล้นตลาดยังสะท้อนแนวคิด loss and damage ภายใต้ UNFCCC เมื่อความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสร้างความเสียหายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง การที่ชุมชนใช้กองทุนรับซื้อและกระจายผลผลิตเข้าสู่โรงเรียน คือการทำให้ความเป็นธรรมสภาพภูมิอากาศมีรูปธรรมในระดับฐานราก แทนที่จะเป็นเพียงถ้อยคำในเวที COP (UNFCCC, 2022)
เมื่อมองผ่านกรอบ FAO ความมั่นคงอาหารในสทิงพระไม่ได้เกิดจากการเพิ่มผลผลิต แต่จากความสามารถของชุมชนในการเข้าถึง จัดการ และกำหนดอาหารของตนเอง สอดคล้องกับแนวคิด territorial food systems ที่เห็นว่าความยั่งยืนเริ่มจากระดับพื้นที่ (FAO, 2019)
เมื่อมองผ่านกรอบ Kunming–Montreal ความหลากหลายไม่ได้ถูกแยกไว้ในพื้นที่อนุรักษ์ แต่ดำรงอยู่ในจานข้าวของเด็ก และเมื่อมองผ่านกรอบ UNFCCC ความเป็นธรรมสภาพภูมิอากาศไม่ได้อยู่เพียงในห้องเจรจา แต่ถูกปรุงขึ้นในครัวของโรงเรียนทุกวัน
บทเรียนจากคาบสมุทรสทิงพระจึงตั้งคำถามเชิงโครงสร้างต่อการพัฒนาของรัฐไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เหตุใดนโยบายอาหารและเกษตรยังคงผูกกับเกษตรเชิงเดี่ยวและการส่งออก เหตุใดงบอาหารกลางวันจึงยังถูกมองเป็นเพียงสวัสดิการเด็ก ไม่ใช่เครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ของการเปลี่ยนผ่านระบบอาหาร
เหตุใดความหลากหลายทางชีวภาพจึงยังถูกมองเป็นต้นทุน ไม่ใช่ฐานของความยั่งยืน และเหตุใดความเป็นธรรมสภาพภูมิอากาศจึงยังไม่ลงมาถึงจานข้าวของผู้ที่แบกรับผลกระทบมากที่สุด
หากรัฐไทยจริงจังกับเป้าหมายความมั่นคงอาหาร ความหลากหลายทางชีวภาพ และการรับมือโลกรวน อาหารกลางวันโรงเรียนควรถูกยกระดับเป็นนโยบายสาธารณะที่บูรณาการ 3 มิตินี้เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ
การกำหนดให้การจัดซื้ออย่างน้อย 30–50% เชื่อมกับเกษตรกรรายย่อยและวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ จะทำให้เงินงบประมาณสาธารณะหมุนเวียนกลับไปสู่ผู้ผลิตที่เปราะบางที่สุด พร้อมทั้งสร้างความยืดหยุ่นของระบบอาหารในระดับท้องถิ่น
พร้อมกันนั้น รัฐควรเปลี่ยนนโยบายการแก้ปัญหาราคาพืชผลตกต่ำจากการจ่ายชดเชย มาเป็นนโยบายการจัดซื้อเพื่อประโยชน์สาธารณะ นำผลผลิตที่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของภูมิอากาศเข้าสู่โรงเรียน โรงพยาบาล และหน่วยงานรัฐในฐานะผู้บริโภคเชิงสถาบัน
แนวทางนี้ไม่เพียงสอดคล้องกับหลัก loss and damage หากยังมีศักยภาพสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจหลายเท่าตัวจากการพยุงราคาทั้งระบบ
ดังที่บทเรียนจากการรับซื้อมังคุดในพื้นที่ชี้ให้เห็น ในมิติความหลากหลายทางชีวภาพ นโยบายอาหารควรถูกบูรณาการเข้ากับยุทธศาสตร์ตามกรอบ Kunming–Montreal โดยตรง ผ่านการสนับสนุนพันธุ์พื้นถิ่น เกษตรผสมผสาน โรงสีชุมชน และระบบขนส่งท้องถิ่น เพื่อทำให้ความหลากหลายยังมีชีวิตอยู่ในระบบอาหารจริง ไม่ใช่เพียงในเอกสารหรือพื้นที่อนุรักษ์
นอกจากนี้ อาหารโรงเรียนควรถูกยกระดับเป็นนโยบายความเป็นธรรมสภาพภูมิอากาศระหว่างรุ่น โดยยอมรับว่าเด็กวันนี้คือผู้ที่จะต้องอยู่กับผลของระบบอาหารและภูมิอากาศที่เราสร้างขึ้นในระยะยาว
การลงทุนในอาหารที่ฟื้นฟูดิน น้ำ และความหลากหลาย จึงเป็นการลงทุนเพื่อลดต้นทุนทางสังคมและสิ่งแวดล้อมในอนาคต ไม่ใช่เพียงค่าใช้จ่ายในปัจจุบัน
ท้ายที่สุด บทบาทของรัฐต้องเปลี่ยนจากผู้จัดสรรงบประมาณรายหัว มาเป็นผู้ออกแบบกติกาและโครงสร้างตลาดอาหารที่เป็นธรรมต่อเกษตรกรรายย่อย ชุมชนท้องถิ่น และธรรมชาติ การยอมรับว่าอาหารคือโครงสร้างพื้นฐานของสังคม ไม่ต่างจากพลังงานหรือคมนาคม คือหัวใจของการเปลี่ยนผ่านเชิงนโยบายที่กรณีสทิงพระกำลังชี้ให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม
ข้าวหนึ่งจานในโรงเรียนเล็ก ๆ ริมทะเลอาจดูเล็กน้อยในสายตานโยบายมหภาค แต่ในความจริง มันคือจุดที่ดิน น้ำ ภูมิอากาศ วัฒนธรรม และความหวังของคนรุ่นถัดไปมาบรรจบกัน หากรัฐยังมองไม่เห็นการเมืองของชีวิตที่ซ่อนอยู่ในจานข้าวนี้ การเปลี่ยนผ่านระบบอาหารก็จะยังเป็นเพียงถ้อยคำในเอกสาร แต่หากรัฐกล้าฟังเสียงจากพื้นที่อย่างคาบสมุทรสทิงพระ จานข้าวของเด็กอาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความยุติธรรมที่โลกกำลังเรียกร้อง
รายการอ้างอิง
Altieri, M. A. (2002). Agroecology: The science of natural resource management for poor farmers in marginal environments. Agriculture, Ecosystems & Environment, 93(1–3), 1–24.
Bourdieu, P. (1984). Distinction: A social critique of the judgement of taste. Harvard University Press.
CBD. (2022). Kunming–Montreal Global Biodiversity Framework. Convention on Biological Diversity.
FAO. (2019). The State of Food and Agriculture 2019: Moving forward on food loss and waste reduction. Rome: FAO.
FAO. (2019). Territorial approaches to food systems governance. Rome: FAO.
FAO, IFAD, UNICEF, WFP, & WHO. (2020). The State of Food Security and Nutrition in the World 2020. Rome: FAO.
Ingold, T. (2000). The perception of the environment: Essays on livelihood, dwelling and skill. Routledge.
IPCC. (2019). Climate Change and Land: An IPCC Special Report. Geneva: IPCC.
La Via Campesina. (2007). Declaration of Nyéléni: Forum for Food Sovereignty.
Mintz, S. (1985). Sweetness and power: The place of sugar in modern history. Penguin.
Sen, A. (1981). Poverty and famines: An essay on entitlement and deprivation. Oxford University Press.
Thompson, E. P. (1971). The moral economy of the English crowd in the eighteenth century. Past & Present, 50, 76–136.
Tsing, A. L. (2015). The mushroom at the end of the world: On the possibility of life in capitalist ruins. Princeton University Press.
UNFCCC. (2022). Report of the Conference of the Parties on its twenty-seventh session (COP 27).
บทความชิ้นนี้ปรับปรุงมาจาก รายงานการวิเคราะห์ผลการดำเนินงานพัฒนาโรงเรียนต้นแบบการจัดการอาหารโรงเรียนโดยชุมชนคาบสมุทรสทิงพระ 5 แห่ง และขยายผลการดำเนินงานอีก 5 แห่ง มูลนิธิชีววิถี