
กำเนิดของความคิดใหม่ในสังคมฝรั่งเศส และแรงผลักที่นำไปสู่รัฐธรรมนูญด้านสิ่งแวดล้อม
รัฐธรรมนูญฝรั่งเศสไม่ได้เป็นเพียงกฎหมายสูงสุดของรัฐ แต่สะท้อนจิตวิญญาณของสาธารณรัฐที่มีรากฐานจากเสรีภาพ ความเสมอภาค และภราดรภาพ เมื่อสังคมฝรั่งเศสเผชิญวิกฤตสิ่งแวดล้อมในช่วงปลายศตวรรษที่ยี่สิบ ความหมายของเสรีภาพและภราดรภาพถูกตั้งคำถามใหม่ว่า จะมีความหมายได้อย่างไร หากอากาศไม่อาจหายใจ น้ำไม่อาจดื่ม และเด็กเกิดมาในโลกที่เสื่อมโทรมลงทุกวัน
กระแสนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากเหตุการณ์เดียว แต่เกิดจากการสั่งสมของสามพลังสำคัญที่หล่อหลอมทิศทางใหม่ของสาธารณรัฐ ได้แก่ งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่ชี้ว่าสภาพภูมิอากาศกำลังเปลี่ยนแปลงเร็วผิดปกติ
การเคลื่อนไหวของขบวนการสิ่งแวดล้อมฯฝรั่งเศสที่เรียกร้องให้รัฐต้องรับผิดชอบต่ออากาศและน้ำของประชาชนและความก้าวหน้าของกรอบกฎหมายระหว่างประเทศตั้งแต่การประชุมริโอปี 1992 ไปจนถึงการเติบโตของหลักความระมัดระวังล่วงหน้าในกฎหมายยุโรป
แรงผลักเหล่านี้ผลิดอกออกผลในช่วงต้นศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด เมื่อรัฐบาลตระหนักว่าหากรัฐธรรมนูญยังคงจำกัดสิทธิด้านสิ่งแวดล้อมไว้ในระดับนโยบาย ก็ไม่อาจรับมือความเสี่ยงที่ยาวนานหลายชั่วอายุคนได้ การปกป้องธรรมชาติต้องกลายเป็นพันธะสาธารณะ ไม่ใช่คำสัญญาทางการเมืองที่เปลี่ยนไปตามรัฐบาล
การตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์จึงเกิดขึ้นในปี 2004 เมื่อฝรั่งเศสประกาศรับรอง กฎบัตรสิ่งแวดล้อม ให้เป็นส่วนหนึ่งของรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือเป็นการปรับโครงสร้างรัฐสมัยใหม่ให้ยอมรับว่าธรรมชาติไม่ใช่เพียงทรัพยากร แต่เป็นเงื่อนไขพื้นฐานของชีวิตมนุษย์ เสรีภาพ และประชาธิปไตย
ถ้อยคำสำคัญของกฎหมายสูงสุดฝรั่งเศสด้านสิ่งแวดล้อม กฎบัตรสิ่งแวดล้อมของฝรั่งเศสมีสถานะเทียบเท่าในระดับรัฐธรรมนูญ โดยวางหลักการเชิงปรัชญาและเชิงกฎหมายที่เป็นรากฐานใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ ประชาชน และธรรมชาติ ข้อความสำคัญที่สุดระบุว่า
“ทุกคนมีสิทธิที่จะอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่สมดุลและเอื้อต่อสุขภาพ”
และต่อด้วยการกำหนดความรับผิดชอบร่วมกันว่า
“ทุกคนมีหน้าที่ในการเข้ามีส่วนร่วมในกา!รรักษาและพัฒนาสิ่งแวดล้อม”
หลักการนี้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงสิทธิและหน้าที่ของบุคคล แต่ขยายไปถึงรัฐเองซึ่งต้องให้ความสำคัญกับหลักความระมัดระวังล่วงหน้าในทุกการตัดสินใจระยะยาว ข้อความหนึ่งซึ่งกลายเป็นฐานของกฎหมายสิ่งแวดล้อมยุคใหม่คือ
“เมื่อผลกระทบร้าย=ไม่อาจย้อนกลับได้อาจเกิดขึ้น รัฐต้องใช้มาตรการป้องกันแม้ว่าความไม่แน่นอนทางวิทยาศาสตร์จะยังดำรงอยู่ก็ตาม”
หลักการนี้พลิกความคิดด้านนโยบายสาธารณะของฝรั่งเศสโดยสิ้นเชิง และกลายเป็นแม่แบบให้ระบบกฎหมายของสหภาพยุโรปนำไปใช้ต่อ
แต่มิติที่ทำให้กฎหมายฉบับนี้โดดเด่นและลึกซึ้งที่สุด คือถ้อยคำที่ประกาศสิทธิของคนรุ่นต่อไปอย่างชัดเจนว่า
“การพัฒนาต้องตอบสนองต่อความต้องการของคนรุ่นปัจจุบัน โดยไม่ทำลายความสามารถของคนรุ่นอนาคตในการตอบสนองต่อความต้องการของตนเอง”
นี่คือครั้งแรกที่รัฐธรรมนูญฝรั่งเศสวางอนาคตไว้เป็นหัวใจของสัญญาทางการเมือง และยอมรับว่าภัยภูมิอากาศไม่ใช่เรื่องเฉพาะหน้า แต่คือภาระทางจริยธรรมที่จะผูกพันรัฐไปอีกหลายยุคสมัย
ผลของการบังคับใช้ และการเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจระหว่างรัฐ ประชาชน และธรรมชาติ
หลังประกาศใช้ในปี 2004 หลักการในกฎบัตรสิ่งแวดล้อมเริ่มถูกนำเข้าสู่คดีจริงอย่างต่อเนื่อง ศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครองสูงสุดของฝรั่งเศสได้ตีความว่ารัฐมีหน้าที่ต้องพิจารณาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมในทุกโครงการที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรม พลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน และผังเมือง
คดีสำคัญเกิดขึ้นเมื่อประชาชนท้าทายกฎหมายและโครงการที่ไม่สอดคล้องกับหลักความระมัดระวังล่วงหน้า ศาลยอมรับว่ารัฐไม่อาจอ้างความไม่แน่นอนทางวิทยาศาสตร์เพื่อเลื่อนการป้องกันสิ่งแวดล้อมออกไปได้อีกต่อไป ในทศวรรษหลังการประกาศใช้ กฎบัตรสิ่งแวดล้อมถูกใช้เพื่อ
- ควบคุมสารมลพิษอันตราย
- จำกัดกิจกรรมอุตสาหกรรมในพื้นที่เปราะบาง
- ปกป้องสุขภาพสาธารณะในพื้นที่ชุมชน
- บังคับให้รัฐบาลจัดทำนโยบายด้านพลังงานและภูมิอากาศที่มีแผนระยะยาวและตรวจสอบได้
สิ่งที่เปลี่ยนแปลงอย่างลึกที่สุด ไม่ใช่แค่คำพิพากษา แต่คือวัฒนธรรมการปกครอง ฝรั่งเศสเริ่มมองธรรมชาติไม่ใช่ภาระที่ต้องจัดการ แต่เป็นรากของความเป็นรัฐสมัยใหม่ การปกป้องแม่น้ำ ป่าไม้ และความหลากหลายทางชีวภาพจึงไม่ใช่งานเฉพาะของกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง แต่เป็นพันธะทางจริยธรรมที่ทุกหน่วยงานต้องร่วมรับผิดชอบ
นี่คือการเปลี่ยนทิศทางของทั้งสาธารณรัฐ บทเรียนสำหรับประเทศไทย และการวางรากฐานรัฐธรรมนูญใหม่บนความหมายของอนาคตร่วมกัน แบบอย่างของฝรั่งเศสชี้ให้เห็นว่าการวางระบบนิเวศไว้ในรัฐธรรมนูญไม่ใช่เพียงการปักหมุดหลักการสิ่งแวดล้อม แต่เป็นการนิยามใหม่ว่ารัฐรับผิดชอบต่อชีวิตของประชาชนอย่างไร
รัฐธรรมนูญที่วางสิ่งแวดล้อมเป็นสิทธิพื้นฐาน ทำให้การปกป้องธรรมชาติไม่ใช่งานเฉพาะกิจ แต่เป็นโครงสร้างของประชาธิปไตย เป็นเครื่องมือที่ประชาชนใช้ตรวจสอบรัฐ และเป็นรากของสังคมที่ต้องรับผิดชอบต่อคนรุ่นถัดไปอย่างเป็นธรรม
สำหรับประเทศไทยซึ่งกำลังเผชิญฝุ่นพิษ น้ำท่วมและแล้งสลับกัน การสูญเสียฐานทรัพยากร และความเสี่ยงด้านภูมิอากาศที่ทวีขึ้น ทำให้เห็นความจำเป็นของรัฐธรรมนูญใหม่ที่ให้ระบบนิเวศเป็นแกนกลางย่อมชัดเจนยิ่งขึ้น
แบบอย่างฝรั่งเศสชี้ว่า การปกป้องสิ่งไม่อาจบรรลุได้ด้วยกฎหมายทั่วไป แต่ต้องอาศัยกฎหมายสูงสุดที่ผูกพันรัฐอย่างลึกซึ้ง
รัฐธรรมนูญไทยจึงควรยกระดับสิ่งแวดล้อมขึ้นเป็นสิทธิมนุษยชน ควรกำหนดความรับผิดชอบของรัฐอย่างชัดเจน และควรยอมรับว่าความยั่งยืนไม่ใช่คำขวัญ แต่เป็นพันธะต่อชีวิตของคนรุ่นที่ยังมาไม่ถึง
นี่คือทิศทางที่สังคมไทยควรเริ่มต้น หากต้องการสร้างรัฐที่พร้อมรับมือโลกยุควิกฤตนิเวศ และเคียงข้างประชาชนด้วยหลักประกันที่มั่นคงที่สุดคือรัฐธรรมนูญที่เห็นคุณค่าของชีวิตและธรรมชาติร่วมกัน