THAI CLIMATE JUSTICE for All

อุดมสมบูรณ์บนความเหลื่อมล้ำ

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ระบบอาหารของโลกเปลี่ยนไปอย่างมาก ตั้งแต่วิธีปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ การแปรรูปในโรงงาน การขนส่งข้ามประเทศ ไปจนถึงสิ่งที่เราเลือกกินในแต่ละวัน ข้อมูลจากรายงานของ FAO (Food and Agriculture Organization of the United Nations) ที่ศึกษาประเทศ 155 แห่ง ครอบคลุมประชากรเกือบทั้งโลก แบ่งระบบอาหารออกเป็น 5 แบบ

ตั้งแต่ประเทศที่ยังพึ่งพาเกษตรแบบดั้งเดิม ไปจนถึงประเทศที่มีระบบอุตสาหกรรมอาหารครบวงจร การแบ่งกลุ่มนี้ช่วยให้เห็นชัดว่าแต่ละประเทศกำลังอยู่ตรงจุดไหนของการพัฒนา และสิ่งนั้นส่งผลต่อชีวิตผู้คนอย่างไร ทั้งเรื่องรายได้ สุขภาพ ความเหลื่อมล้ำ และสิ่งแวดล้อม

สิ่งที่เห็นได้ชัดอย่างหนึ่งคือ โอกาสในการเข้าถึงอาหารที่ดีต่อสุขภาพ หากใช้นิยามว่าอาหารที่ “เข้าถึงได้” ต้องมีราคาไม่เกินประมาณ 63% ของรายได้เฉลี่ยของคนในประเทศ จะพบว่าประเทศที่ยังมีระบบอาหารแบบชนบท มีประชากรเพียงราว 15% เท่านั้นที่สามารถซื้ออาหารตามหลักโภชนาการได้

ในทางตรงกันข้าม ประเทศที่มีระบบอุตสาหกรรมอาหารพัฒนาแล้ว คนเกือบทั้งหมดสามารถเข้าถึงอาหารที่หลากหลายและมีคุณภาพดีขึ้นได้ กล่าวง่าย ๆ คือ เมื่อเศรษฐกิจเติบโต รายได้เพิ่มขึ้น คนส่วนใหญ่ก็มีโอกาสเลือกกินอาหารดีขึ้นตามไปด้วย

ความยากจนยังคงเป็นปัจจัยสำคัญ เส้นความยากจนสากลของ World Bank กำหนดไว้ที่ 1.90 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัน (ประมาณ 67 บาท), 3.20 ดอลลาร์ (ประมาณ 112 บาท) และ 5.50 ดอลลาร์ (ประมาณ 193 บาท) ต่อวัน

แม้หลายประเทศจะพัฒนาและมีสัดส่วนคนยากจนลดลง แต่ความแตกต่างภายในประเทศยังมีอยู่มาก บางประเทศในกลุ่มชนบทยังมีคนจำนวนมากที่มีรายได้ต่ำมาก ขณะที่ประเทศอุตสาหกรรมแม้สถานการณ์ดีขึ้น แต่ก็ยังมีคนจำนวนหนึ่งที่เข้าไม่ถึงอาหารที่ดีพอ ดังนั้น ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ราคาอาหารเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับรายได้ งาน และนโยบายของรัฐด้วย

อีกประเด็นหนึ่งคือ ความหลากหลายของอาหาร ประเทศที่ผลิตอาหารได้หลายชนิดในประเทศตัวเองมักได้เปรียบ แต่ประเทศที่นำเข้าอาหารก็สามารถทำให้ประชาชนเข้าถึงอาหารที่ดีได้ หากมีนโยบายการค้าที่เหมาะสม บางครั้งอาหารที่ราคาแพงขึ้นอาจหมายถึงคุณภาพที่ดีขึ้น ไม่ใช่แค่ภาระที่เพิ่มขึ้นเสมอไป

รูปแบบการบริโภคก็เปลี่ยนตามระดับการพัฒนา ประเทศที่พัฒนาแล้วมีการบริโภคโปรตีนจากสัตว์สูงขึ้นมาก ในระบบอุตสาหกรรม โปรตีนจากสัตว์คิดเป็นราว 62% ของโปรตีนทั้งหมด ขณะที่ประเทศชนบทแบบดั้งเดิมพึ่งพาโปรตีนจากพืช (plant based) มากกว่า และมีสัดส่วนโปรตีนจากสัตว์เพียงประมาณ 21% เท่านั้น ถั่วเมล็ดแห้งซึ่งเคยเป็นแหล่งโปรตีนสำคัญกลับมีบทบาทลดลงเมื่อรายได้เพิ่มขึ้น ผักและผลไม้เพิ่มขึ้นในช่วงแรกของการพัฒนา แต่ในบางประเทศก็เริ่มลดลงเมื่ออาหารแปรรูปเข้ามาแทนที่มากขึ้น

เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้คือโครงสร้างเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป คนทำงานจำนวนมากย้ายออกจากภาคเกษตรไปสู่อุตสาหกรรมและบริการ เทคโนโลยีทำให้ผลิตอาหารได้มากขึ้นด้วยแรงงานที่น้อยลง แต่ในอีกด้านหนึ่ง งานจำนวนมากในระบบอาหารยังมีรายได้ต่ำและไม่มั่นคง ทำให้แม้ทำงานอยู่ในห่วงโซ่อาหารเอง ก็อาจยังเข้าไม่ถึงอาหารที่ดีพอ

ในแง่สิ่งแวดล้อม ระบบอาหารมีส่วนปล่อยก๊าซเรือนกระจกตั้งแต่ขั้นตอนผลิตจนถึงการขนส่งและบรรจุภัณฑ์ ประเทศที่ยังขยายพื้นที่เกษตรจะปล่อยก๊าซจากการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินสูง ส่วนประเทศอุตสาหกรรมจะปล่อยจากพลังงานและการขนส่งมากขึ้น การผลิตเนื้อสัตว์บางชนิดปล่อยก๊าซสูงมาก เช่น เนื้อวัวหรือแกะอาจปล่อยได้ถึงประมาณ 52 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อกิโลกรัม ขณะที่เนื้อหมูหรือไก่เฉลี่ยประมาณ 4 กิโลกรัม

ขณะเดียวกัน เมื่ออาหารแปรรูป น้ำตาล เกลือ และไขมันอิ่มตัวถูกบริโภคมากขึ้น ปัญหาสุขภาพก็เพิ่มขึ้นตาม สัดส่วนการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการกินเพิ่มจากราว 5.7% ในประเทศชนบท ไปถึงประมาณ 16% ในประเทศที่ระบบอาหารทันสมัยมากขึ้น

โลกจึงอยู่ในภาวะที่น่าเป็นห่วง แม้เราจะผลิตอาหารได้เพียงพอ แต่ยังมีคนกว่า 3 พันล้านคนที่ไม่สามารถซื้ออาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการได้ ความหิว ความยากจน โรคอ้วน และโรคไม่ติดต่อ จึงเกิดขึ้นพร้อมกันในโลกใบเดียวกัน

คำถามสำคัญในอนาคตจึงไม่ใช่แค่ “จะผลิตอาหารให้มากขึ้นได้อย่างไร” แต่คือ “จะทำอย่างไรให้ทุกคนเข้าถึงอาหารที่ดีได้อย่างเป็นธรรมและไม่ทำลายโลก”

นโยบายที่ช่วยคนรายได้น้อย โครงการอาหารในโรงเรียน การสร้างงานที่มั่นคง การผลิตที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และการส่งเสริมการบริโภคที่ดีต่อสุขภาพ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของคำตอบ เพราะความมั่นคงทางอาหารที่แท้จริง ไม่ได้วัดแค่ปริมาณอาหารที่ผลิตได้ แต่ต้องวัดจากความเป็นธรรมในการเข้าถึงด้วย

แหล่งอ้างอิง

Ramya Ambikapathi, Kate R. Schneider, Benjamin Davis, Mario Herrero, Paul Winters and Jessica C. Fanzo. (2022 Sep 19). Global food systems transitions have enabled affordable diets but had less favourable outcomes for nutrition, environmental health, inclusion and equity. Retrieve from https://www.nature.com/articles/s43016-022-00588-7

Scroll to Top