
กรณีของ Douglas Tompkins และ Kristine McDivitt Tompkins ในภูมิภาคปาตาโกเนียของ Chile และ Argentina มักถูกยกย่องว่าเป็นแบบอย่างของการใช้ทุนเพื่ออนุรักษ์ธรรมชาติ เมื่อพื้นที่กว่า 800,000 เฮกตาร์ถูกซื้อ ฟื้นฟู และท้ายที่สุดบริจาคคืนให้รัฐ จนกลายเป็นเครือข่ายอุทยานแห่งชาติขนาดใหญ่
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในพื้นที่ว่างเปล่า หากแทรกอยู่ด้วยความขัดแย้งกับชุมชนท้องถิ่น ซึ่งสะท้อนทั้งปัญหาความเป็นธรรมและข้อจำกัดของการอนุรักษ์เอง
หลักฐานจากงานวิจัยภาคสนามใน Patagonia Park ชี้ให้เห็นว่าการเปลี่ยนพื้นที่จากระบบปศุสัตว์ไปสู่การฟื้นฟูระบบนิเวศ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อวิถีชีวิตของชุมชน
งานของ Louder และ Bosak ระบุว่าชาวบ้านจำนวนหนึ่งรู้สึกถึงการสูญเสียและความไม่เป็นธรรม ขณะที่มีข้อกล่าวหาในบางพื้นที่เกี่ยวกับแรงกดดันให้ขายที่ดิน
แม้ไม่ใช่ข้อสรุปทั่วไป แต่สะท้อนความไม่สมดุลของอำนาจในกระบวนการเปลี่ยนแปลงพื้นที่
ความตึงเครียดนี้ไม่ได้หยุดอยู่ที่ระดับสังคม หากย้อนกลับมากระทบเป้าหมายการอนุรักษ์โดยตรง ในพื้นที่ที่ชุมชนไม่ไว้วางใจ ความร่วมมือในการดูแลทรัพยากรลดลง มาตรการอนุรักษ์ถูกตั้งคำถาม และในบางกรณีเกิดแรงต้านเชิงปฏิบัติ
ปรากฏการณ์นี้สอดคล้องกับวรรณกรรมด้านการจัดการทรัพยากรที่ชี้ว่า การอนุรักษ์ที่ไม่ยึดโยงกับสิทธิของผู้คน มักเผชิญข้อจำกัดด้านความยั่งยืน
แม้ในระยะต่อมา การบริจาคที่ดินให้รัฐและการพัฒนาเป็นอุทยานสาธารณะจะช่วยลดความตึงเครียด และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ผ่านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ แต่กระบวนการทั้งหมดก็ยังตั้งอยู่บนโครงสร้างเดิมที่เปิดให้ทุนเข้าถึงและกำหนดทิศทางของทรัพยากรก่อน แล้วจึงค่อยส่งต่อให้สาธารณะภายหลัง
ในความหมายนี้ ปาตาโกเนียจึงไม่ใช่เพียงเรื่องราวของความสำเร็จ หากเป็นบทเรียนเชิงโครงสร้างว่า การอนุรักษ์ที่แยกขาดจากความเป็นธรรม ย่อมบั่นทอนตัวเองในระยะยาว
สิ่งที่กรณีนี้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนคือ การออกแบบการอนุรักษ์ในอนาคตจำเป็นต้องเปลี่ยนจากฐานคิดเดิมที่ให้ความสำคัญกับ “พื้นที่” ไปสู่การให้ความสำคัญกับ “ความสัมพันธ์” กล่าวคือ ไม่ใช่เพียงการกำหนดว่าใครถือครองที่ดิน แต่ต้องตั้งคำถามว่าใครมีสิทธิในการกำหนดอนาคตของพื้นที่นั้นตั้งแต่ต้น
กระบวนการที่ชุมชนเข้ามามีบทบาทหลังจากการตัดสินใจหลักเกิดขึ้นแล้ว ไม่เพียงไม่เพียงพอ แต่ยังเป็นหนึ่งในสาเหตุของความขัดแย้ง
แนวทางที่มีศักยภาพมากกว่าจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มการมีส่วนร่วมในภายหลัง หากต้องเริ่มจากการรับรองสิทธิในที่ดินและทรัพยากรของชุมชนอย่างชัดเจน ควบคู่กับการออกแบบกลไกการจัดการร่วมที่ให้ชุมชน รัฐ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่น ๆ มีอำนาจในการตัดสินใจอย่างแท้จริงตั้งแต่ต้นทาง พร้อมทั้งพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นที่สอดคล้องกับการฟื้นฟูระบบนิเวศ ไม่ใช่แทนที่วิถีชีวิตเดิมอย่างฉับพลัน
ในโลกที่วิกฤตสภาพภูมิอากาศกำลังเร่งตัวขึ้น บทเรียนจากปาตาโกเนียจึงชี้ให้เห็นว่า คำถามสำคัญไม่ใช่เพียงว่าเราจะปกป้องธรรมชาติได้อย่างไร แต่คือเราจะสร้างระบบที่ทำให้การปกป้องธรรมชาติเกิดขึ้นบนฐานของความเป็นธรรมได้อย่างไร โดยไม่ต้องพึ่งพาการตัดสินใจของมหาเศรษฐีเป็นเงื่อนไขตั้งต้น
อ้างอิง
Louder, E. & Bosak, K. (2019). Private conservation and the lived experiences of local communities in Chilean Patagonia.
Journal of Political Ecology Tompkins Conservation. Our Milestones
National Geographic (2018). Inside the historic land donation that created Chile’s newest national parks
The New York Times (2018). Chile Declares New National Parks in Historic Land Donation
The Guardian. Douglas Tompkins The billionaire who bought up Patagonia and gave it back
Mongabay (2021). Rewilding public lands in Patagonia Q and A with Kris Tompkins