THAI CLIMATE JUSTICE for All

ผืนไร่ ความทรงจำ และคนรุ่นใหม่

ในห้วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญวิกฤตสิ่งแวดล้อม ผู้คนจำนวนมากเริ่มหันกลับมาตั้งคำถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติอีกครั้ง เราอาจคุ้นชินกับวิธีคิดแบบสมัยใหม่ที่มองป่าเป็นทรัพยากร มองแม่น้ำเป็นแหล่งน้ำใช้ และมองผืนดินเป็นพื้นที่สำหรับการผลิตหรือการพัฒนา

แต่สำหรับกลุ่มชาติพันธุ์ ธรรมชาติไม่เคยเป็นเพียงวัตถุที่รอให้มนุษย์เข้าไปจัดการ หากเป็นโลกของความสัมพันธ์ เป็นพื้นที่ที่มีชีวิต มีความทรงจำ มีจิตวิญญาณ และมีหน้าที่ของตนเอง มนุษย์จึงไม่ได้ยืนอยู่นอกธรรมชาติหรืออยู่เหนือธรรมชาติ หากเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายชีวิตเดียวกัน

ความเชื่อเช่นนี้มิได้มีความหมายเพียงเชิงจิตวิญญาณ หากยังสะท้อนออกมาเป็นระบบการใช้ทรัพยากร กฎเกณฑ์ชุมชน พิธีกรรม และวิถีการดำรงชีพที่พยายามรักษาสมดุลระหว่างคนกับโลกที่เขาอาศัยอยู่

การลงพื้นที่บ้านสะเนพ่อง (หรือ สะนี่พุ่ง) และเกาะสะเดิ่ง ในตำบลไล่โว่ จังหวัดกาญจนบุรี ทำให้เห็นภาพดังกล่าวอย่างชัดเจน วิถีชีวิตของชุมชนกะเหรี่ยงโผล่วที่นี่ผูกพันอยู่กับป่า น้ำ ดิน ฤดูกาล และไร่หมุนเวียนมาอย่างยาวนาน ป่าไม่ได้เป็นเพียงฉากหลังของหมู่บ้าน หากคือบ้านอีกชั้นหนึ่งที่โอบอุ้มชีวิตผู้คนไว้

ไร่หมุนเวียนก็ไม่ได้เป็นเพียงวิธีทำกิน หากเป็นระบบความรู้ที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และนิเวศเข้าไว้ด้วยกันอย่างแยกไม่ออก ทุกขั้นตอนของการทำไร่ตั้งแต่การเลือกพื้นที่ การเตรียมดิน การใช้ไฟอย่างรู้จังหวะ การหว่านเมล็ด การดูแลข้าว ไปจนถึงการเก็บเกี่ยวและแบ่งปันผลผลิต ล้วนตั้งอยู่บนความเข้าใจว่ามนุษย์ต้องดำรงอยู่ร่วมกับธรรมชาติ ไม่ใช่ใช้ธรรมชาติจนหมดสิ้น

ชาวบ้านอธิบายความสัมพันธ์นี้ผ่านภาษาของความเคารพ การเข้าป่าต้องบอกกล่าว การใช้ประโยชน์จากพืชหรือสัตว์ต้องรู้ขอบเขต การเผาไร่ต้องเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสมและจัดการไฟอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายเกินจำเป็น พื้นที่ไร่เมื่อใช้เสร็จแล้วต้องปล่อยให้พักฟื้นกลับคืนเป็นป่าอีกครั้ง

จังหวะเช่นนี้ทำให้ไร่หมุนเวียนไม่ใช่การรุกป่าอย่างที่คนนอกจำนวนมากเข้าใจ หากเป็นการหมุนเวียนความอุดมสมบูรณ์ระหว่างคนกับผืนดิน พื้นที่หนึ่งให้ผลผลิตในช่วงเวลาหนึ่ง ก่อนจะได้พัก ฟื้นตัว และกลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้งในอนาคต

เมื่อมองผ่านแนวคิดร่วมสมัยอย่าง “สิทธิของธรรมชาติ” จะยิ่งเห็นชัดว่า วิถีเช่นนี้ดำรงอยู่มาก่อนการบัญญัติศัพท์เสียอีก เพราะชุมชนยอมรับโดยปฏิบัติว่า ป่า ดิน น้ำ และสรรพชีวิตอื่นมิได้มีคุณค่าเพียงเพราะเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์

หากมีคุณค่าในตัวเอง มีสิทธิที่จะดำรงอยู่ ฟื้นตัว และดำเนินไปตามจังหวะของตนเอง การไม่ใช้เกินขอบเขต การปล่อยพื้นที่ให้ฟื้นคืน การกันเขตอนุรักษ์ปลา หรือการเคารพพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ล้วนสะท้อนการยอมรับว่าธรรมชาติมิใช่สิ่งที่มนุษย์จะครอบครองได้ตามใจ

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญของไร่หมุนเวียนในวันนี้อาจไม่ได้มาจากกฎหมายป่าไม้หรือมาตรการของรัฐเพียงด้านเดียว แม้สิ่งเหล่านี้จะสร้างข้อจำกัดต่อชุมชนมาอย่างยาวนาน แต่สิ่งที่น่ากังวลไม่แพ้กันคือแรงดึงดูดของสังคมเมืองและระบบทุนนิยมที่ค่อย ๆ หล่อหลอมให้คนรุ่นใหม่ห่างออกจากผืนดินของตนเอง

เมืองถูกสร้างภาพให้เป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จ รายได้มั่นคง และชีวิตที่ก้าวหน้า ขณะที่ไร่หมุนเวียนถูกมองว่าเหน็ดเหนื่อย ล้าหลัง และไม่มีอนาคต เด็กรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยจึงเติบโตมากับความเชื่อว่า หากอยากมีชีวิตที่ดีต้องเดินออกจากหมู่บ้าน ต้องเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแบบตลาด และทิ้งวิถีเดิมไว้เบื้องหลัง

ภัยเช่นนี้น่ากลัวยิ่งกว่าการถูกกฎดันจากป่าไม้ เพราะกฎหมายยังเป็นแรงกดจากภายนอกที่มองเห็น ต่อรอง หรือเปลี่ยนแปลงได้ แต่เมื่อความคิดของคนรุ่นใหม่ถูกเปลี่ยนจากภายใน วิถีชีวิตทั้งระบบอาจค่อย ๆ เลือนหายไปอย่างเงียบงัน

ความรู้เรื่องฤดูกาล การเลือกพื้นที่ไร่ การจัดการไฟ พันธุ์ข้าวพื้นบ้าน สมุนไพร และพิธีกรรมต่าง ๆ อาจสูญไปพร้อมกับคนรุ่นที่ยังจดจำได้ หากไม่มีผู้สืบทอด ความสูญเสียเช่นนี้ไม่ใช่เพียงการหายไปของวัฒนธรรม หากคือการหายไปของระบบความรู้ที่ช่วยดูแลผืนป่ามาเนิ่นนาน

กระนั้นก็ตาม สิ่งที่ยังเห็นได้ชัดจากบ้านสะเนพ่องและเกาะสะเดิ่ง คือวัฒนธรรมที่ยังมีชีวิตยังคงเป็นหัวเชื้อสำคัญที่ยึดโยงชุมชนไม่ให้แตกสลาย กฎเกณฑ์ร่วม พิธีกรรม ความสัมพันธ์เครือญาติ การแบ่งปันแรงงาน การช่วยเหลือกันยามขาดแคลน

ตลอดจนกิจกรรมเรียนรู้ระหว่างรุ่น ล้วนเป็นกลไกที่ทำให้เยาวชนยังมีรากให้ยืนอยู่บนแผ่นดินของตนเอง วัฒนธรรมจึงไม่ใช่เพียงเรื่องประเพณีหรือความทรงจำ หากคือระบบคุ้มกันทางสังคมที่ช่วยพยุงชุมชนท่ามกลางแรงสั่นสะเทือนจากโลกภายนอก

แต่การรักษารากเหง้าจากภายในเพียงอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ หากโลกภายนอกยังเดินสวนทาง ชุมชนจึงจำเป็นต้องได้รับการหนุนเสริมควบคู่กันไป ภายในต้องสร้างพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้คุณค่าของไร่หมุนเวียนอย่างร่วมสมัย ได้เห็นว่านี่ไม่ใช่อดีตที่ควรถูกทิ้ง

หากเป็นภูมิปัญญาที่มีคำตอบต่อวิกฤตอาหาร วิกฤตไฟป่า และวิกฤตสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกัน ภายนอกต้องมีนโยบาย การศึกษา และระบบเศรษฐกิจที่เคารพวิถีชุมชน ไม่ผลักให้เยาวชนต้องเลือกระหว่างความก้าวหน้ากับบ้านเกิดของตนเอง

บทเรียนจากไล่โว่จึงไม่ได้มีความหมายเฉพาะต่อชุมชนกะเหรี่ยงเท่านั้น หากยังสะท้อนคำถามใหญ่ต่อสังคมไทยว่า เราจะนิยามความเจริญอย่างไร หากความเจริญนั้นทำให้คนตัดขาดจากผืนดิน ทำให้ชุมชนอ่อนแอ และทำให้ธรรมชาติถูกลดเหลือเพียงทรัพยากร

บางทีสิ่งที่ถูกมองว่าล้าหลังอย่างไร่หมุนเวียน อาจเป็นรูปแบบความก้าวหน้าอีกชนิดหนึ่ง เป็นความก้าวหน้าที่ตั้งอยู่บนการรู้ขอบเขต การแบ่งปัน และการอยู่ร่วมกับโลกอย่างเคารพ และในยุคที่โลกกำลังร้อนขึ้นทุกวัน นี่อาจเป็นภูมิปัญญาที่สังคมสมัยใหม่ควรกลับมาฟังอย่างจริงจังอีกครั้ง

โดย ณัฐนนท์ นาคคง TCJA

Scroll to Top