THAI CLIMATE JUSTICE for All

วิกฤตพืชสูญพันธุ์ไม่ใช่แค่ธรรมชาติ แต่คือ ความสัมพันธ์ของมนุษย์

งานวิจัยล่าสุดในวารสาร Science คาดการณ์ว่า พืชราว 7–16% ของชนิดพันธุ์พืชทั้งหมดบนโลก หรือประมาณ 35,000–50,000 ชนิด อาจสูญเสียพื้นที่อยู่อาศัยมากกว่า 90% ภายในปี 2100 ภายใต้สถานการณ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกระดับปานกลาง ไม่ใช่แม้แต่ฉากทัศน์เลวร้ายที่สุดของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

งานวิจัยชี้ว่า ปัจจัยสำคัญไม่ใช่เพราะพืชอพยพช้า แต่คือ “พื้นที่ที่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตกำลังหายไป” แม้พืชจะเคลื่อนย้ายได้เต็มศักยภาพตามธรรมชาติ ก็อาจไม่สามารถตามทันโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

หากอ่านในมุมชีววิทยา นี่คือวิกฤตความหลากหลายทางชีวภาพขนาดใหญ่ หากอ่านในมุมภูมิอากาศ นี่คือผลลัพธ์ของโลกที่ร้อนขึ้น แต่หากมองผ่านสายตาของมานุษยวิทยา สิ่งที่กำลังสูญเสียอาจไม่ใช่เพียงชนิดพันธุ์

แต่อาจรวมถึงภาษา ความทรงจำ วัฒนธรรม ความรู้ และวิธีที่มนุษย์เคยใช้ชีวิตร่วมกับโลก

พืชไม่ใช่ทรัพยากร แต่คือผู้ร่วมสร้างโลก

ภายใต้วิธีคิดสมัยใหม่ พืชมักถูกอธิบายผ่านภาษาทางเศรษฐกิจและวิทยาศาสตร์ พืชคือไม้เศรษฐกิจ แหล่งอาหาร วัตถุดิบ ยา หรือแหล่งดูดซับคาร์บอน

ภาษานี้ดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่แท้จริงแล้วมันเป็นผลผลิตของโลกทัศน์แบบหนึ่ง ที่แยกมนุษย์ออกจากสิ่งมีชีวิตอื่น

Philippe Descola อธิบายว่า โลกสมัยใหม่สร้างเส้นแบ่งชัดเจนระหว่าง “ธรรมชาติ” และ “สังคม” มนุษย์ถูกวางให้เป็นผู้จัดการ ขณะที่สิ่งมีชีวิตอื่นกลายเป็นทรัพยากรที่รอการใช้ประโยชน์

แต่ในหลายสังคมทั่วโลก ความสัมพันธ์ลักษณะนี้ไม่เคยมีอยู่ ต้นไม้บางชนิดเป็นญาติ บางชนิดเป็นบรรพบุรุษ บางชนิดเป็นผู้คุ้มครอง และบางชนิดเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน

ในสังคมเช่นนี้ การสูญพันธุ์ของพืชจึงไม่ใช่การสูญเสียทรัพยากร แต่คือการสูญเสียสมาชิกของโลกทางสังคม การสูญพันธุ์ของพืชคือการสูญพันธุ์ของความทรงจำ

นักวิชาการจำนวนมากใช้แนวคิด “ความหลากหลายเชิงชีววัฒนธรรม” หรือ biocultural diversity เพื่ออธิบายว่า ความหลากหลายทางชีวภาพและความหลากหลายทางวัฒนธรรมไม่ได้ดำรงอยู่อย่างแยกขาด

งานของ Luisa Maffi พบว่าพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง มักเป็นพื้นที่ที่มีภาษาและองค์ความรู้ท้องถิ่นจำนวนมากเช่นกัน

เหตุผลสำคัญคือ ภาษาไม่ได้ทำหน้าที่เพียงสื่อสาร แต่มันเก็บรักษาความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับโลก

ชื่อพืชพื้นบ้านแต่ละชนิดไม่ได้มีความหมายแค่การจำแนกประเภท บางชื่อบอกฤดูกาล บางชื่อบอกสัตว์ที่อยู่ร่วมกัน บางชื่อสะท้อนตำนานและความเชื่อ บางชื่อสะสมประสบการณ์จากผู้คนหลายชั่วอายุคน

ดังนั้น เมื่อพืชค่อยๆ หายไป สิ่งที่หายไปพร้อมกันอาจเป็นองค์ความรู้ที่ถูกสร้างและส่งต่อมาหลายร้อยปี

การสูญพันธุ์จำนวนมากจึงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในป่า แต่มันกำลังเกิดขึ้นในความทรงจำของมนุษย์ด้วย

Anthropocene หรือโลกที่ซ่อนโครงสร้างอำนาจไว้เบื้องหลัง

วิกฤตโลกร้อนมักถูกอธิบายว่าเป็นยุค Anthropocene หรือยุคที่มนุษย์กลายเป็นแรงเปลี่ยนแปลงระดับดาวเคราะห์

แต่คำอธิบายนี้มีข้อจำกัดสำคัญ เพราะมันทำให้ดูเหมือนมนุษย์ทุกคนสร้างปัญหาเท่าๆ กัน

Jason W. Moore เสนอว่า ปัญหาอาจไม่ได้มาจาก “มนุษย์” โดยรวม แต่เกี่ยวข้องกับระบบเศรษฐกิจและรูปแบบการพัฒนาที่ค่อยๆ เปลี่ยนธรรมชาติให้เป็นวัตถุดิบสำหรับการสะสมทุน

ขณะที่ Kathryn Yusoff ตั้งคำถามว่า เรื่องเล่า Anthropocene หลายแบบทำให้ประวัติศาสตร์อาณานิคม ความเหลื่อมล้ำ และความไม่เท่าเทียมถูกมองไม่เห็น

คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่มนุษย์ทำให้พืชสูญพันธุ์หรือไม่ แต่คือ ระบบแบบใดกำลังทำให้มนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่นไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้

คำถามนี้เชื่อมโยงโดยตรงกับความเป็นธรรมทางภูมิอากาศ เพราะผู้ที่พึ่งพาป่า เกษตรพื้นบ้าน และความหลากหลายทางชีวภาพ มักได้รับผลกระทบก่อน ทั้งที่มีส่วนสร้างวิกฤตน้อยที่สุด

ภูมิประเทศไม่ใช่ฉากหลังของชีวิต

Tim Ingold เสนอว่า มนุษย์ไม่ได้ดำรงอยู่บนโลกเหมือนผู้ชมที่นั่งมองเวทีจากภายนอก มนุษย์เติบโตไปพร้อมกับภูมิประเทศ ผ่านการเดิน การเก็บเกี่ยว การทำพิธีกรรม และการสร้างความทรงจำร่วมกับสิ่งมีชีวิตอื่น

ภูมิประเทศจึงไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่

แต่มันเป็นผู้ร่วมสร้างชีวิต เมื่อพืชกำลังอพยพและจัดระเบียบใหม่ สิ่งที่เปลี่ยนจึงไม่ใช่แค่ภูมิศาสตร์ทางกายภาพ

แต่รวมถึงภูมิศาสตร์ของความหมาย อาหารพื้นบ้านอาจหายไป สมุนไพรอาจเปลี่ยนไป ฤดูกาลที่ผู้คนคุ้นเคยอาจไม่กลับมาเหมือนเดิม ความรู้ที่สั่งสมกันมาหลายชั่วอายุคนอาจใช้ไม่ได้อีก และความรู้สึกของการมี “บ้าน” เองก็อาจเปลี่ยนแปลง

การสูญพันธุ์ของพืชอาจเป็นการสูญพันธุ์ของจินตนาการ

นักมานุษยวิทยาและมนุษยศาสตร์สิ่งแวดล้อมจำนวนมากชี้ว่า สิ่งมีชีวิตไม่ได้สร้างเพียงระบบนิเวศ แต่มันสร้างความสามารถของมนุษย์ในการจินตนาการโลก นิทาน ภาษา บทเพลง พิธีกรรม ศิลปะ และความทรงจำจำนวนมหาศาล เกิดขึ้นจากการอยู่ร่วมกับภูมิประเทศและสิ่งมีชีวิตรอบตัว

Anna Tsing เสนอว่า โลกไม่ได้เกิดจากการออกแบบของมนุษย์เพียงฝ่ายเดียว แต่เกิดจากการประสานกันของสิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิด

เมื่อสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ค่อย ๆ หายไป สิ่งที่หายไปอาจไม่ใช่เพียงความหลากหลายทางชีวภาพ

แต่อาจรวมถึงความสามารถในการจินตนาการอนาคตแบบอื่น

จากการอนุรักษ์ธรรมชาติสู่การฟื้นฟูความสัมพันธ์

วิกฤตพืชสูญพันธุ์จึงอาจไม่ใช่เพียงปัญหาสิ่งแวดล้อม

แต่มันคือวิกฤตของความสัมพันธ์

เป็นวิกฤตของวิธีคิดที่แยกมนุษย์ออกจากสิ่งมีชีวิตอื่น และทำให้เราค่อย ๆ ลืมว่าชีวิตทั้งหมดดำรงอยู่ในเครือข่ายเดียวกัน

เราจะรักษาพืชไว้ได้กี่ชนิด แต่เราจะฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับโลกที่มีชีวิตอย่างไร เพราะบางที สิ่งที่กำลังสูญพันธุ์ไปพร้อมกับพืช อาจไม่ใช่เพียงธรรมชาติ แต่เป็นวิธีการเป็นมนุษย์แบบหนึ่งด้วย


เอกสารอ้างอิง

Wang, J., Dong, X., Oliveira, B., Moore, F., Kozar, D., & Fu, Y. Habitat loss, not range shifts, drives plant extinctions under climate change. Science, 2026.

Descola, Philippe. Beyond Nature and Culture. University of Chicago Press, 2013.

Ingold, Tim. The Perception of the Environment.Routledge, 2000.

Maffi, Luisa. On Biocultural Diversity. Smithsonian0Institution Press, 2001.

Moore, Jason W. Capitalism in the Web of Life. Verso, 2015.

Tsing, Anna. The Mushroom at the End of the World. Princeton University Press, 2015.

Yusoff, Kathryn. A Billion Black Anthropocenes or None. University of Minnesota Press, 2018.

Royal Botanic Gardens, Kew. State of the World’s Plants and Fungi Reports.

Scroll to Top