
เรานิยามคำว่า “บ้าน” จากอะไร
จากเสาเข็มที่ตอกลึกลงไปในดิน
จากโฉนดกระดาษที่มีตราครุฑ
หรือจากรั้วกำแพงที่ล้อมรอบ
สำหรับคนบนฝั่งอย่างเรา บ้านอาจถูกกำหนดอาณาเขตด้วยสิ่งปลูกสร้างที่หยั่งรากบนผืนดิน แต่สำหรับชาวอุรักลาโว้ย ความหมายของคำว่าบ้าน ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงแค่หลังคาหรือผืนดินที่พวกเขาใช้อยู่อาศัย เพราะมาตุภูมิที่กว้างใหญ่และหล่อหลอมตัวตนของพวกเขา คือเกลียวคลื่นและผืนน้ำอันดามัน
เช้ามืดวันหนึ่ง ท่ามกลางความงัวเงียของผม ขณะที่กำลังนั่งเรือประมงไม้ลำเล็กของชาวบ้าน ที่พาเรามุ่งหน้าออกจากชายฝั่งเกาะจำ เพื่อเก็บข้อมูลวิจัยเรื่องสิทธิของธรรมชาติ เป็นเวลากว่าชั่วโมงที่เรือแล่นฝ่าความสลัว ท่ามกลางเวิ้งน้ำที่มองไปทางไหนก็ไร้จุดสังเกต บนเรือไม่มีหน้าจอกะพริบแสงของ GPS ไม่มีเรดาร์ หรือเครื่องวัดความลึกใด ๆ

ความสงสัยหนึ่งผุดขึ้นมาในความคิดของผม พวกเขารู้ได้อย่างไรว่าอวนปูที่ทิ้งจมไว้เมื่อสองวันก่อน ซ่อนตัวอยู่ตรงพิกัดไหน
คำตอบคือ ชาวอุรักลาโว้ยมีสิ่งที่เรียกว่า “หมาย” หรือ “หมัก” มันคือศาสตร์แห่งการอ่านพิกัดจากธรรมชาติ พวกเขาใช้สายตากะระยะความใกล้ไกลของสันเขา สังเกตความเว้าแหว่งของเกาะแก่ง
และในอดีตก่อนที่จะมีมลพิษทางแสงมากเท่าปัจจุบัน พวกเขาอาศัยดวงดาวเพื่อสังเกตทิศทางบนผืนน้ำ นอกจากดวงตา พวกเขายังใช้ประสาทสัมผัสอื่นในการทำความเข้าใจทะเล อาทิ
ขณะออกเรือชาวประมง เล่าว่าเพียงหย่อนมือแตะผืนน้ำ ถ้ารับรู้ถึงอุณหภูมิอุ่นในช่วงน้ำหนุนก็บอกให้รู้ว่าฝูงปลากำลังจะว่ายเข้ามา พวกเขาอ่านทิศทางลมเพื่อวางอวน และเข้าใจจังหวะสายน้ำอย่างน่าสนใจ เช่น ปรากฏการณ์ “น้ำตาย” ในเดือน 8 ที่ระดับน้ำนิ่งงัน ขึ้นและลงไม่สุด ซึ่งเป็นช่วงที่สรรพสัตว์พากันหลบซ่อน

ในภาษาทางวิชาการของพวกนักมานุษยวิทยา เรียกสภาวะที่ผัสสะและธรรมชาติสอดประสานกันเช่นนี้เรียกว่า Embodiment (ความกลืนกลาย)
ธรรมชาติไม่ได้เป็นเพียงสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัว แต่ได้ซึมซาบและหลอมรวมกลายเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายและวิถีชีวิตไปแล้วอย่างแยกไม่ออก
วิถีชีวิตที่ลุ่มลึกนี้ สอดคล้องกับข้อเสนอในงานเรื่อง At Home on the Waves ที่ฉายภาพให้เห็นว่า มนุษย์ไม่ได้มองทะเลเป็นเพียง “พื้นที่ทำกิน” แต่เรา “อยู่อาศัย” และถักทอตัวตนให้เป็นหนึ่งเดียวกับจังหวะของคลื่นลมและระบบนิเวศ ทะเลจึงเป็นดั่งบ้านอีกหลังของเผ่าพันธุ์มนุษย์
David W. Hogan เคยบันทึกงานศึกษาชิ้นสำคัญเรื่อง Men of the Sea ไว้ในวารสารสยามสมาคม (1972) ว่า คำว่า “อุรักลาโว้ย” นั้นแปลตรงตัวได้ว่า “ชาวเล หรือ ชาวทะเล” (เทียบเท่ากับคำว่า Orang Laut ในภาษามลายู) การเรียกขานเผ่าพันธุ์ด้วยชื่อนี้ ยืนยันว่าพวกเขาไม่เคยสถาปนาตนเองแยกขาดจากธรรมชาติ
Hogan ชี้ให้เห็นว่า แม้ภาพจำในปัจจุบัน ชาวอุรักลาโว้ยมักถูกมองว่าเป็นคนขี้อาย รักสงบ และยอมโอนอ่อนต่ออำนาจรัฐ แต่ในหน้าประวัติศาสตร์ พวกเขาคือกลุ่ม “คนเร่ร่อนทางทะเล” (Sea-faring nomads) ผู้มีอิสระเสรี ไม่ตกอยู่ภายใต้กติกาของรัฐใด

การรอนแรมและตั้งถิ่นฐานริมชายฝั่ง (Strand-dwellers) ได้บ่มเพาะ “ภูมิปัญญาทางทะเล” (Maritime wisdom) ให้แก่พวกเขา ทั้งทักษะการดำน้ำลึกด้วยมือเปล่า และการอ่านทิศทางลม ซึ่งยังคงหยั่งรากให้เราเห็นได้ที่เกาะจำจนถึงทุกวันนี้
ทว่าในปัจจุบัน สายลมแห่งความเปลี่ยนแปลงได้พัดพาเอาวิกฤตมาสู่หน้าบ้านของพวกเขา แม้ทะเลจะเป็นทั้งจิตวิญญาณและรากฐานวัฒนธรรม แต่สิทธิของชาวอุรักลาโว้ยกลับถูกลิดรอนอย่างหนัก การประกาศพื้นที่อุทยานแห่งชาติทางทะเลด้วยกฎหมายอนุรักษ์ ได้ผลักให้พวกเขาไม่สามารถเข้าไปจับปลาในน่านน้ำดั้งเดิมของบรรพบุรุษได้ ในขณะเดียวกัน พื้นที่ชายหาดที่เคยเป็นที่ตั้งชุมชน ก็ถูกกลุ่มทุนกว้านซื้อเพื่อเนรมิตเป็นรีสอร์ตหรูรองรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยว หรือเรื่องของที่ดินที่อยู่อาศัยที่ก็ไม่ได้มีความมั่นคงแน่นอน
กลุ่มคนที่มีความเชื่อที่ผูกโยงกับเรื่องการคุ้มครองทะเลมาหลายชั่วอายุคน จึงถูกผลักไสและบีบให้ถอยร่นเข้าไปอยู่ห่างไกลจากเกลียวคลื่นที่พวกเขาคุ้นเคย
การล่องเรือออกไปสังเกตการณ์ในเช้าวันนั้น จึงไม่ใช่แค่การลงพื้นที่เพื่อสำรวจวิถีชีวิต หรือทรัพยากร แต่มันคือทำให้เราเห็นถึง “ชีวิต” ที่กำลังถูกเบียดขับ
การสูญเสียพื้นที่ทางทะเลและชายฝั่งของชาวอุรักลาโว้ย จึงไม่ใช่แค่ข้อพิพาทเรื่องที่ดินทำกิน แต่มันคือการพราก “ตัวตน” และ “มาตุภูมิ” ของกลุ่มคนที่รู้จักและรักทะเลแห่งนี้ไป
โดย : วงศธร แก้ววิลัย
เอกสารอ้างอิง
- David W. Hogan. (1972) “Men of the Sea: Coastal Tribes of South Thailand’s West Coast” ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of the Siam Society ปี 1972 สืบค้นจาก: Https://thesiamsociety.org/wp-content/uploads/1972/03/JSS_060_1h_Hogan_MenOfSeaCoastalTribesOfThailandsWestCoast.pdf
- Tanya J. King and Gary Robinson (2022) “AT HOME ON THE WAVES: Human Habitation the Sea from Mesolithic to Today” สืบค้นจาก: At Home on the Waves: Human Habitation of the Sea from the Mesolithic to Today | BERGHAHN BOOKS