
เมื่อระบบโปรตีนโลกกลายเป็นจุดตัดของวิกฤตสิ่งแวดล้อม
ในตอนแรก เราได้เห็นแล้วว่า วิกฤตคาร์บอน วิกฤตไนโตรเจน และการสูญเสียคาร์บอนในดิน ไม่ใช่ปัญหาแยกส่วน หากแต่เชื่อมโยงกันผ่านระบบอาหารอย่างไรก็ตาม ยังมีคำถามสำคัญที่ต้องตอบหากไนโตรเจนส่วนเกินกำลังกลายเป็นหนึ่งในวิกฤตใหญ่ของโลก ไนโตรเจนเหล่านั้นถูกใช้ไปเพื่ออะไร
.
เหตุใดมนุษย์จึงต้องผลิตปุ๋ยไนโตรเจนในปริมาณมหาศาล เหตุใดพื้นที่เกษตรกรรมของโลกจึงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
และเหตุใดการตัดไม้ทำลายป่า การปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ จึงมักเชื่อมโยงกับระบบอาหารอยู่เสมอ
คำตอบส่วนใหญ่สามารถย้อนกลับมาสู่คำเพียงคำเดียว นั่นคือ “โปรตีน” มนุษย์ไม่ได้ขาดอาหาร แต่กำลังจัดสรรโปรตีนในรูปแบบที่ใช้ทรัพยากรมหาศาล ในความเข้าใจทั่วไป ปัญหาความมั่นคงทางอาหารมักถูกมองว่าเกิดจากการผลิตอาหารไม่เพียงพอ
แต่หากพิจารณาข้อมูลขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และงานวิเคราะห์ของ Our World in Data จะพบว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่การผลิตอาหารไม่พอ โลกผลิตอาหารได้มากพอที่จะเลี้ยงประชากรทั้งหมดได้อยู่แล้ว ปัญหาอยู่ที่วิธีการจัดสรรทรัพยากร โดยเฉพาะการจัดสรรพลังงานและโปรตีนผ่านระบบปศุสัตว์อุตสาหกรรม
ปัจจุบันพื้นที่เกษตรกรรมของโลกประมาณครึ่งหนึ่งถูกใช้เพื่อการเลี้ยงสัตว์โดยตรง ขณะที่พื้นที่เพาะปลูกขนาดใหญ่จำนวนมากถูกใช้เพื่อผลิตอาหารสัตว์ ไม่ใช่อาหารมนุษย์ (Poore & Nemecek, 2018)
ถั่วเหลืองของโลกประมาณ 75–80 เปอร์เซ็นต์ ถูกใช้เป็นอาหารสัตว์ ข้าวโพดจำนวนมากถูกใช้เป็นอาหารสัตว์ พื้นที่ป่าในอเมซอนจำนวนมหาศาลถูกเปลี่ยนเป็นพื้นที่ปลูกถั่วเหลืองและทุ่งหญ้าเลี้ยงวัว
กล่าวอีกนัยหนึ่ง มนุษย์กำลังใช้ทรัพยากรจำนวนมากเพื่อปลูกพืชให้สัตว์กิน ก่อนจะเปลี่ยนเป็นอาหารสำหรับมนุษย์อีกทอดหนึ่ง
โปรตีนสัตว์คือการเปลี่ยนพลังงานที่ไม่มีประสิทธิภาพโดยธรรมชาติ ในทางนิเวศวิทยา ทุกครั้งที่พลังงานเคลื่อนผ่านห่วงโซ่อาหาร จะเกิดการสูญเสียพลังงานจำนวนมาก
พืชเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์ให้เป็นชีวมวลสัตว์กินพืชนำพลังงานจากพืชไปใช้ในการเคลื่อนไหว การหายใจ และการดำรงชีวิต มนุษย์จึงได้รับพลังงานและโปรตีนจากสัตว์เพียงส่วนหนึ่งของสิ่งที่พืชผลิตขึ้นมาในตอนแรก
นี่ไม่ใช่ปัญหาเมื่อระบบปศุสัตว์อยู่ร่วมกับระบบนิเวศตามธรรมชาติ แต่เมื่อความต้องการเนื้อสัตว์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในระดับโลก ระบบดังกล่าวจึงต้องการพื้นที่ น้ำ ปุ๋ย และพลังงานเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล
งานวิจัยระดับโลกพบว่า การผลิตเนื้อวัวต้องใช้พื้นที่และทรัพยากรมากกว่าโปรตีนจากพืชหลายเท่า ขณะที่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหน่วยโปรตีนก็สูงกว่ามาก (Poore & Nemecek, 2018)
ดังนั้น เมื่อเราพูดถึงคาร์บอนหรือไนโตรเจน เราไม่ได้กำลังพูดถึงปุ๋ยเพียงอย่างเดียว แต่กำลังพูดถึงโครงสร้างของระบบโปรตีนโลก เบื้องหลังวิกฤตไนโตรเจนคือวิกฤตโปรตีน ไนโตรเจนจำนวนมหาศาลที่มนุษย์ผลิตขึ้นในแต่ละปีไม่ได้ถูกใช้เพื่อปลูกผักสวนครัว ไม่ได้ถูกใช้เพื่อปลูกอาหารคนโดยตรงเป็นส่วนใหญ่แต่ถูกใช้เพื่อผลิตอาหารสัตว์
นี่คือเหตุผลที่วิกฤตไนโตรเจนเชื่อมโยงกับวิกฤตโปรตีนโดยตรง ยิ่งระบบอาหารต้องการเนื้อสัตว์มากขึ้น ยิ่งต้องการพื้นที่ปลูกอาหารสัตว์มากขึ้น ยิ่งต้องการปุ๋ยไนโตรเจนมากขึ้น ยิ่งต้องการน้ำมากขึ้น ยิ่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น
และยิ่งสร้างแรงกดดันต่อความหลากหลายทางชีวภาพมากขึ้น ในมุมนี้ วิกฤตไนโตรเจนจึงไม่ใช่เพียงปัญหาทางการเกษตรแต่เป็นผลลัพธ์ของรูปแบบการผลิตและบริโภคโปรตีนในระดับโลก
วิกฤตการใช้ที่ดินคืออีกด้านหนึ่งของวิกฤตโปรตีน หนึ่งใน Planetary Boundaries ที่ถูกละเมิดอย่างรุนแรงคือ Land-System Change หรือการเปลี่ยนแปลงระบบการใช้ที่ดิน
ตลอดศตวรรษที่ผ่านมา ป่าไม้จำนวนมหาศาลถูกเปลี่ยนเป็นพื้นที่เกษตรกรรมส่วนสำคัญของการเปลี่ยนแปลงนี้เกี่ยวข้องกับการผลิตเนื้อสัตว์และอาหารสัตว์
ป่าอเมซอน ป่าซาวันนาเซร์ราโดในบราซิล และพื้นที่ธรรมชาติอีกจำนวนมาก ถูกเปลี่ยนเป็นพื้นที่เลี้ยงสัตว์หรือปลูกถั่วเหลืองสำหรับอาหารสัตว์
ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่ที่การสูญเสียต้นไม้ แต่รวมถึงการสูญเสียแหล่งกักเก็บคาร์บอน การสูญเสียถิ่นอาศัยของสัตว์ป่า และการลดลงของความหลากหลายทางชีวภาพในระดับโลก
ดังนั้น ทุกครั้งที่เราพูดถึงคาร์บอน เราจึงไม่อาจละเลยคำถามเรื่องการใช้ที่ดิน
และทุกครั้งที่เราพูดถึงการใช้ที่ดิน เราก็มักจะกลับมาพบกับเรื่องของระบบโปรตีนอีกครั้ง
ความเหลื่อมล้ำที่ซ่อนอยู่ในระบบโปรตีนโลก หากมองผ่านกรอบ Climate Justice หรือความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศ จะพบว่าระบบโปรตีนโลกไม่ได้เป็นเพียงปัญหาทางสิ่งแวดล้อม
แต่เป็นปัญหาทางสังคมและการเมืองด้วย ผู้ที่ได้รับประโยชน์จากระบบอาหารอุตสาหกรรมจำนวนมาก มักไม่ใช่ผู้ที่ต้องรับภาระต้นทุนทางนิเวศ ต้นทุนเหล่านั้นกลับตกอยู่กับ ชุมชนที่สูญเสียป่า เกษตรกรที่ต้องพึ่งพาปัจจัยการผลิตมากขึ้น
แม่น้ำที่ปนเปื้อนไนโตรเจน ประชาชนที่ต้องเผชิญภัยพิบัติจากสภาพภูมิอากาศ และคนรุ่นต่อไปที่ต้องรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของระบบโลก นักเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมเรียกสถานการณ์นี้ว่า Externalization of Costs หรือการผลักภาระต้นทุนไปให้ผู้อื่นรับแทน
ในขณะที่ผู้ผลิตและผู้บริโภคบางส่วนได้รับประโยชน์ ต้นทุนทางนิเวศกลับถูกกระจายไปสู่สังคมโดยรวม เมื่อคำถามไม่ใช่เพียงว่าเราจะกินอะไร
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา การถกเถียงเรื่องอาหารมักเน้นไปที่โภชนาการ สุขภาพ หรือรสนิยมการบริโภค แต่ในยุค Anthropocene คำถามได้เปลี่ยนไปแล้ว
คำถามสำคัญไม่ใช่เพียงว่า
“เราควรกินอะไร” แต่คือ “ระบบโปรตีนแบบใดที่โลกสามารถรองรับได้” และ “ระบบโปรตีนแบบใดที่สร้างความเป็นธรรมต่อทั้งผู้คนและธรรมชาติ”
คำถามเหล่านี้จะนำเราไปสู่ประเด็นสำคัญของตอนต่อไป
นั่นคือการพิจารณาว่า โปรตีนพืชไม่ได้เป็นเพียงทางเลือกแทนเนื้อสัตว์ แต่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นฟูดิน ฟื้นฟูคาร์บอน ฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ และสร้างความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศได้อย่างไร
อ้างอิง
- Erisman, J.W. et al. (2008). How a Century of Ammonia Synthesis Changed the World. Nature Geoscience, 1, 636–639.
- Poore, J., & Nemecek, T. (2018). Reducing Food’s Environmental Impacts through Producers and Consumers. Science, 360(6392), 987–992.
- Richardson, K. et al. (2023). Earth Beyond Six of Nine Planetary Boundaries. Science Advances, 9(37).
- Rockström, J. et al. (2009). A Safe Operating Space for Humanity. Nature, 461, 472–475.
- Steffen, W. et al. (2015). Planetary Boundaries: Guiding Human Development on a Changing Planet. Science, 347(6223).