
ในสถานการณ์ที่ภาครัฐเร่งขยายพื้นที่ป่าเพื่อเพิ่มการดูดซับคาร์บอน หวังนำมาชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมพลังงานฟอสซิลที่ไม่สามารถลดการปล่อยได้ตามที่คาดหวัง รัฐจึงผลักดันให้กลุ่มทุนเข้ามาลงทุนในพื้นที่ป่า แลกกับคาร์บอนเครดิตเพื่อนำไปชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนเอง
ผลที่ตามมาคือ ป่าที่เคยเป็นสิทธิและฐานการพึ่งพาของชุมชน เริ่มมีนายทุนเข้ามามีส่วนครอบครองผ่านกลไกใหม่ คุณค่าของป่าจึงค่อย ๆ ถูกเปลี่ยนจากระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ ไปสู่การเป็น “ทรัพย์สินคาร์บอน”
ได้รับคำเชิญจาก ThaiCCAN (Thai Climate Change Action Network)
ให้มาร่วมจัดกิจกรรมเรียนรู้เรื่องคาร์บอนเครดิตกับป่าชุมชน โดยมีชาวบ้านและนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยมหาสารคามและมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีเข้าร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้
หากการทำความเข้าใจคาร์บอนเครดิตมุ่งอยู่เพียงเรื่องการตรวจวัดคาร์บอนและการซื้อขายเครดิต เราจะไม่สามารถมองเห็นโครงสร้างของปัญหาทั้งหมดได้
ผมจึงเริ่มต้นด้วยการชวนทำความเข้าใจว่า คาร์บอนที่เคยหมุนเวียนอยู่ในระบบนิเวศตามธรรมชาติ ได้ถูกแทนที่ด้วยคาร์บอนจากอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลในปริมาณที่เกินกว่าธรรมชาติจะดูดซับได้ จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรง
นี่คือปัญหาที่ท้าทายระบบทุนนิยม แต่ระบบทุนนิยมก็ก้าวไปอีกขั้นด้วยการปรับตัวเป็น “ทุนนิยมสีเขียว” สร้างชุดความเชื่อใหม่ว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจสามารถดำเนินควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อมได้ พร้อมกับสร้างความหวังเรื่อง “เน็ตซีโร่” ในอีกกว่า 20 ปีข้างหน้า ว่าเพียงหักลบการปล่อยคาร์บอนแล้วโลกจะปลอดภัย โดยละเลยข้อเท็จจริงว่า “เพดานคาร์บอน” ที่โลกยังเหลืออยู่กำลังจะหมดลง และอุณหภูมิโลกกำลังเข้าใกล้หรือทะลุ 1.5 องศาเซลเซียสในอีกไม่ช้า เน็ตซีโร่อาจช้าเกินไปแล้ว
ทุนนิยมสีเขียวได้สลายเส้นแบ่งระหว่างคาร์บอนในธรรมชาติกับคาร์บอนจากอุตสาหกรรม ทำให้ทั้งสองกลายเป็นหน่วยวัดเดียวกัน ก่อนจะแปลงให้เป็นทรัพย์สิน และพัฒนาไปสู่ระบบการเงินคาร์บอนในที่สุด
คาร์บอนเครดิตจึงถือกำเนิดขึ้น พร้อมกับการเปลี่ยนความหมายจาก “ผู้ก่อมลพิษต้องเป็นผู้รับผิดชอบ” ไปเป็น “ผู้ลงทุนเพื่อปกป้องโลก” ผ่านการเปลี่ยนป่า ทะเล และระบบนิเวศต่าง ๆ ให้กลายเป็นสินค้า เปลี่ยนชุมชนที่ดูแลรักษาป่าและธรรมชาติให้เป็นแรงงานในการผลิตสินค้าคาร์บอน สวนป่าคาร์บอน ฟาร์มเกษตรคาร์บอน และโครงการลักษณะเดียวกันจึงเกิดขึ้นมากมาย ภายใต้แรงจูงใจว่าเม็ดเงินจะไหลเข้าสู่ชุมชนในฐานะแรงงาน และเข้าสู่รัฐในฐานะผู้กำกับดูแลทรัพยากร
ไม่เพียงระบบนิเวศและชุมชนจะถูกสร้างความหมายใหม่ให้เป็นแรงงานและสินค้าในระบบตลาด แต่นโยบายสาธารณะด้านทรัพยากรของรัฐก็ถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นนโยบายส่งเสริมการลงทุนทางธุรกิจคาร์บอน ที่มีภาคเอกชนเป็นผู้ลงทุนและมีบทบาทกำกับผลลัพธ์มากขึ้น
เมื่อถึงจุดนี้ ผู้ก่อปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกลับถูกฟอกเขียวให้กลายเป็นผู้ลงทุนเพื่อฟื้นฟูธรรมชาติและสนับสนุนชุมชน
คาร์บอนเครดิตถูกนำมาใช้ชดเชยการปล่อยคาร์บอนของอุตสาหกรรมรายใหญ่ ขณะที่ตลาดคาร์บอนเติบโตขึ้นในฐานะระบบการเงินรูปแบบใหม่ที่เปิดพื้นที่ให้เกิดการลงทุนและการเก็งกำไร สร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สิ่งเหล่านี้ทำให้สังคมค่อย ๆ หลงลืมว่า ใครคือผู้ที่ควรรับผิดชอบหลักต่อปัญหาภาวะโลกร้อน ด้วยการยุติกิจกรรมที่ก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลืมไปว่าชุมชนท้องถิ่นจำนวนมากได้ปกป้องระบบนิเวศและทรัพยากรด้วยชีวิตและจิตวิญญาณ จนธรรมชาติยังคงทำหน้าที่หล่อเลี้ยงโลกมาจนถึงทุกวันนี้ แต่กลับถูกมองว่าเป็นคนจนที่ไม่สามารถดูแลธรรมชาติได้ ถูกทำให้เชื่อว่า “ป่าจะอยู่ไม่ได้ถ้าคนยังหิว” และหากไม่มีเงินทุนจากคาร์บอนเครดิต ทั้งคนและป่าจะอยู่รอดไม่ได้ ทั้งที่ความรับผิดชอบควรอยู่ที่การกำกับให้ทุนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างแท้จริง มิใช่ออกแบบนโยบายให้ทุนกลายเป็นศูนย์กลางของการอนุรักษ์
เมื่อถึงจุดนี้ ป่าในฐานะความหลากหลายทางชีวภาพ พื้นที่ทำกิน และพื้นที่ทางจิตวิญญาณของชุมชน ถูกลดทอนความสำคัญลงเหลือเพียง “คาร์บอน” ชุมชนต้องวัดว่าป่าของตนกักเก็บคาร์บอนได้เท่าใด และต้องแสดงคุณค่าของตนผ่านปริมาณคาร์บอนที่กักเก็บได้ จึงจะได้รับความชอบธรรมในนโยบายที่มีตลาดคาร์บอนเป็นตัวนำ และจึงจะได้รับผลประโยชน์จากทุน ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นผู้ถูกวิพากษ์ว่าเป็นผู้ทำลายระบบนิเวศและก่อภาวะโลกร้อน
การต่อสู้เพื่อสิทธิชุมชนในยุคตลาดคาร์บอน จึงไม่ใช่เพียงการต่อสู้เพื่อสิทธิในที่ดินหรือทรัพยากรเท่านั้น หากยังเป็นการต่อสู้เพื่อสิทธิในการกำหนดคุณค่าและความหมายของป่าและชุมชนด้วย
หลังจากอธิบายประวัติศาสตร์และพัฒนาการของตลาดคาร์บอนให้ผู้เข้าร่วมได้รับทราบแล้ว ผมจึงชวนทุกคนสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับป่า ว่าทั้งสองฝ่ายต่างให้และรับต่อกันอย่างไร ตั้งแต่มิติการดำรงชีพไปจนถึงมิติทางจิตวิญญาณ
จากนั้นจึงตั้งโจทย์ว่า หากมีโครงการคาร์บอนเครดิตเข้ามาพร้อมเงื่อนไขในการกำกับดูแลป่าของชุมชนในฐานะสินค้าคาร์บอน ความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับป่าจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร
ทั้งนักศึกษาและชุมชนร่วมกันระดมความเห็นอย่างลึกซึ้ง จนพบว่าความสัมพันธ์และการพึ่งพากันในหลายมิติได้รับผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็นการดูแลระบบนิเวศ การรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ ภาระความรับผิดชอบที่ไม่เป็นธรรมที่ชุมชนต้องแบกรับ หรือการแบ่งปันผลประโยชน์ที่ไม่เคยนับรวมคุณค่าของหยาดเหงื่อและแรงกายที่ชุมชนใช้ปกป้องป่ามาอย่างยาวนาน
สิ่งเหล่านี้นำไปสู่คำถามสำคัญว่า ระบบเช่นนี้เป็นธรรมต่อชุมชน ต่อป่าไม้ และต่อโลกจริงหรือไม่
คาร์บอนเครดิตภายใต้ระบบทุนนิยมสีเขียว ไม่ได้เยียวยาโลกหรือยอมรับสิทธิของชุมชน หากแต่ยังเปิดพื้นที่ให้อุตสาหกรรมที่ก่อปัญหาภาวะโลกร้อนสามารถเติบโตและสะสมความมั่งคั่งต่อไป คาร์บอนเครดิตไม่เพียงถูกใช้เป็นตัวเลขเพื่อสร้างความชอบธรรม ทั้งที่ไม่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างแท้จริง แต่ยังทำให้คุณค่าของป่าถูกลดทอนเหลือเพียงมูลค่าคาร์บอน และเปิดโอกาสให้ผู้ก่อมลพิษลดทอนความรับผิดชอบต่อการฟื้นฟูโลกและเยียวยาชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตภูมิอากาศ
ขณะที่ตลาดคาร์บอนยังคงเติบโต ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโลกก็ยังเพิ่มขึ้น เพดานคาร์บอนที่เหลืออยู่ก็ยิ่งเข้าใกล้ขีดจำกัด จนโลกอาจไม่สามารถกลับคืนสู่สภาวะสมดุลได้อีกเป็นเวลาหลายร้อยปี
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทั้งชุมชน นักศึกษา และนักพัฒนา ได้ร่วมกันออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ยุติการฟอกเขียวผ่านคาร์บอนเครดิตในครั้งนี้