Workshop เรื่อง “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเปลี่ยนผ่านระบบโปรตีน”

“เมื่อการสู้โลกร้อน เริ่มต้นได้จากในจานข้าวของเรา”

Thai Climate Justice For All เพิ่งมีโอกาสไปจัด Workshop เรื่อง “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเปลี่ยนผ่านระบบโปรตีน” ให้กับเครือข่าย กลุ่มครัวใบโหนด จังหวัดสงขลา

วงสนทนา ครั้งนี้เต็มไปด้วยผู้คนหลากหลาย ทั้งครู เกษตรกร เจ้าหน้าที่สาธารณสุข และแม่บ้านจากหลายตำบล ทุกคนเป็นแกนนำกลุ่มสหกรณ์เกษตรที่เข้มแข็งและตื่นตัวจะเตรียมรับมือกับ “ผลกระทบจากโลกร้อน”

อาจารย์กฤษฎาชวนคุยเรื่องปัญหาโลกร้อนและภัยพิบัติที่ภาคเกษตรกรต้องเผชิญ มีเกษตรกรเล่าว่า น้ำท่วมครั้งใหญ่ทำให้ทุเรียนอายุกว่า 30 ปี ยืนต้นตายทั้งสวน หลายไร่สูญหายในเวลาไม่นาน ขณะที่บางปีต้องเจอกับภัยแล้งและอากาศร้อนจนทำงานกลางแจ้งแทบไม่ไหว และ “เอลนีโญ” (El Niño) ที่กำลังจะเกิดขึ้น ภาคเกษตรจะเผชิญกับภัยแล้งแบบ Super El Niño ที่จะร้อนแรงรุนแรงกว่าหลายปีที่ผ่านมา เกษตกรเราเอง รู้สึกอย่างไร จะรับมืออย่างไร แลกเปลี่ยนกันก่อน เข้าสู่แนวทางการเปลี่ยนผ่านระบบอาหารสู้โลกร้อน

ในช่วงการเรียนรู้เรื่องโปรตีนพืช ต้องเล่าก่อนว่า ระบบการผลิตอาหารปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกือบ 1 ใน 3 ของโลก โดยเฉพาะการผลิตเนื้อสัตว์ที่ใช้ทรัพยากรจำนวนมากและปล่อยก๊าซมีเทนในปริมาณสูง ขณะที่ในประเทศไทย การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ยังเชื่อมโยงกับการบุกรุกป่าและปัญหาฝุ่น PM2.5 ดังนั้นการเพิ่มสัดส่วน โปรตีนจากพืช เช่น ถั่ว เห็ด ธัญพืช และพืชพื้นถิ่น จึงเป็นทางเลือกที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เสริมความมั่นคงทางอาหาร และสร้างระบบอาหารที่ยั่งยืนมากขึ้น เพราะการเปลี่ยนแปลงเพื่อโลก อาจเริ่มต้นได้จากอาหารหนึ่งมื้อของเราทุกคน

เราได้ค้นพบว่าในชุมชน มีพืชที่เป็นแหล่งโปรตีนมากกว่า 70 ชนิด หลายชนิดอยู่ในสวนและครัวของชุมชนอยู่แล้ว เพียงแต่เราไม่เคยหยิบมามองในฐานะแหล่งโปรตีนมาก่อน ความหลากหลายทางอาหารของแต่ละภูมิภาคยังชวนให้เกิดการเรียนรู้ใหม่ ๆ เช่น ความแตกต่างของการกินขี้เหล็กระหว่างภาคตะวันออกกับภาคใต้ หรือการประยุกต์เมนูพื้นบ้านให้มีสัดส่วนโปรตีนจากพืชมากขึ้น โดยยังคงอัตลักษณ์ของอาหารท้องถิ่นไว้

อีกหนึ่งช่วงสำคัญของเวิร์กช็อป คือการร่วมกันออกแบบแนวทางรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ทั้งการปลูกพืชผสมผสาน ลดการพึ่งพาพืชเชิงเดี่ยว เพิ่มไม้ยืนต้น จัดการน้ำและดินอย่างเหมาะสม ลดการเผาในพื้นที่เกษตร รวมถึงการสร้างระบบอาหารที่พึ่งพาพืชท้องถิ่นมากขึ้น ตั้งแต่ครัวเรือน โรงเรียน ไปจนถึงตลาดชุมชนและการผลักดันเชิงนโยบาย

“ครูตั้งใจจะนำความรู้ไปพัฒนาเมนูอาหารกลางวันและกิจกรรมในโรงเรียน ให้เด็กได้รู้จักพืชโปรตีนผ่านการปลูก การทำอาหาร และการลงมือทำจริง”

“แกนนำชุมชนอยากต่อยอดเป็นค่ายเด็กและเยาวชน เพื่อให้เรื่องอาหาร เชื่อมกับเรื่องภูมิอากาศและความมั่นคงทางอาหารตั้งแต่วัยเรียน”

“ส่วนเกษตรกรก็ร่วมกันออกแบบแนวทางรับมือโลกร้อน ตั้งแต่การปลูกพืชผสมผสาน เพิ่มไม้ยืนต้น เก็บน้ำฝน ลดการเผา และฟื้นระบบเกษตรที่สอดคล้องกับภูมินิเวศของพื้นที่”

สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดคือเสียงสะท้อนจากผู้เข้าร่วม หลายคนตั้งใจจะนำความรู้ไปต่อยอดทันที ทั้งการจัดอบรมในชุมชน การพัฒนาเมนูอาหารกลางวันในโรงเรียนจากโปรตีนพืช การชวนเด็กเรียนรู้ผ่านแปลงเกษตรจริง รวมถึงการสร้างค่ายเยาวชนเพื่อเชื่อมโยงเรื่องอาหาร สุขภาพ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้าด้วยกัน

การเปลี่ยนผ่านระบบโปรตีน คงไม่ได้หมายถึงการบอกให้ทุกคนเลิกกินเนื้อสัตว์ แต่ให้วางแผนถึงการสร้างระบบอาหารที่พึ่งพาทรัพยากรในท้องถิ่นมากขึ้น การกินอย่างสมดุล พืช50%และสัตว์ 50% เพื่อลดความเสี่ยงจากวิกฤตภูมิอากาศ และสำคัญคือ สามารถสร้างรายได้ให้ชุมชน และทำให้คนทุกวัยเข้าถึงอาหารที่ดีต่อทั้งสุขภาพและโลก เพราะบางครั้ง “การรับมือกับโลกร้อน อาจเริ่มต้นจากการมองสำรับอาหารตรงหน้าใหม่อีกครั้ง”

Scroll to Top