
ในวันที่คาร์บอนไดออกไซด์ลอยเท้งอยู่ในบรรยากาศของโลกนับล้าน ๆ หน่วย ผืนทะเลที่คอยดูดซับคาร์บอนจำนวนมหาศาลเหล่านี้กำลังป่วยหนัก น้ำทะเลแปรเปลี่ยนกลายเป็นกรด และค่อย ๆ กัดกินสรรพชีวิตใต้ท้องทะเล มหาสมุทรที่เราเห็นจากบนฝั่งอาจดูเป็นเพียงผืนน้ำกว้างใหญ่ แต่เมื่อดำดิ่งลงไปใต้ผิวน้ำกลับพบโลกอีกใบที่เต็มไปด้วยชีวิต การเคลื่อนไหว และความสัมพันธ์ที่มนุษย์แทบไม่เคยเข้าใจได้ทั้งหมด
บางทีที่เราเรียกว่า “โลก” อาจเป็นโลกที่มองจากฝั่งมากเกินไป พื้นผิวโลกประมาณร้อยละ 70 ปกคลุมด้วยน้ำ แต่เรื่องราวส่วนใหญ่ที่มนุษย์บอกเล่าเกี่ยวกับโลกกลับเกิดขึ้นบนแผ่นดิน เราแบ่งประเทศด้วยเส้นเขตแดน สร้างเมือง วางถนน ทำการเกษตร สร้างโรงงาน และกำหนดพื้นที่อยู่อาศัย ก่อนเรียกสิ่งที่อยู่นอกเหนือจากพื้นที่เหล่านี้ว่า “ทะเล” ราวกับว่ามหาสมุทรเป็นเพียงพื้นที่ว่างขนาดใหญ่ที่ล้อมรอบโลกของมนุษย์ ทั้งที่ในความเป็นจริง แผ่นดินที่เรายึดถือเป็นศูนย์กลางอาจเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ของดาวเคราะห์ที่เต็มไปด้วยน้ำใบนี้
เมื่อมองจากมหาสมุทรกลับมายังแผ่นดิน มนุษย์อาจไม่ได้เป็นศูนย์กลางของโลกเลย ใต้ผิวน้ำมีโลกที่กว้างใหญ่เกินกว่าประสบการณ์ของมนุษย์จะเข้าถึงได้ทั้งหมด มีสิ่งมีชีวิตที่เราไม่เคยพบเห็น มีระบบนิเวศที่ยังไม่ถูกทำความเข้าใจ และมีความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตนับไม่ถ้วนที่ดำเนินไปโดยไม่ต้องมีมนุษย์เข้าไปควบคุม
ปลาฝูงหนึ่งเคลื่อนตัวไปพร้อมกัน แพลงก์ตอนล่องลอยไปตามกระแสน้ำ หญ้าทะเลเคลื่อนไหวไปตามแรงคลื่น สิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ เป็นอาหารของสิ่งมีชีวิตที่ใหญ่กว่า และซากของสิ่งหนึ่งกลายเป็นอาหารของอีกสิ่งหนึ่ง โลกเหล่านี้ดำรงอยู่ก่อนที่มนุษย์จะตั้งชื่อให้มัน และจะยังคงดำเนินต่อไปโดยไม่จำเป็นต้องมีมนุษย์เป็นผู้สังเกต
ความพิศวงของมหาสมุทรจึงอยู่ตรงที่ มันเป็นโลกที่เราอาศัยอยู่ร่วมกับสิ่งที่เราแทบมองไม่เห็น ในฐานะพื้นที่ของชีวิตและความสัมพันธ์ มนุษย์ไม่ได้ยืนอยู่นอกมหาสมุทรแล้วมองเข้าไป แต่ดำรงอยู่ท่ามกลางความสัมพันธ์ของทะเลผ่านอาหาร การเดินทาง การทำมาหากิน ความเชื่อ และความทรงจำของผู้คนริมฝั่ง การมองทะเลเช่นนี้ทำให้สิ่งที่เราเรียกว่า “ธรรมชาติ” ไม่ได้เป็นฉากหลังของชีวิตมนุษย์อีกต่อไป แต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่มนุษย์เองก็ไม่สามารถแยกออกไปได้
อาหารทำให้ความสัมพันธ์นี้ปรากฏชัดขึ้น ก่อนจะกลายเป็นปลาที่วางอยู่บนจาน ปลาเคยเป็นสิ่งมีชีวิตในโลกใต้ทะเล เคลื่อนที่ไปตามกระแสน้ำ กินสิ่งมีชีวิตอื่น และถูกสิ่งมีชีวิตอื่นกินต่อ เป็นส่วนหนึ่งของระบบที่ไม่มีเส้นแบ่งชัดเจนระหว่าง “อาหาร” กับ “ธรรมชาติ” เมื่อมันถูกจับขึ้นมาจากทะเลและเดินทางเข้าสู่ตลาด มันจึงไม่ได้เปลี่ยนเพียงสถานะจากสิ่งมีชีวิตมาเป็นอาหาร แต่พาความสัมพันธ์ของทะเลขึ้นมาด้วย ทั้งแรงงานของชาวประมง ฤดูกาล ความรู้เกี่ยวกับพื้นที่ และระบบนิเวศที่ทำให้ปลาตัวนั้นมีชีวิตอยู่ได้
สำหรับคนที่อยู่กับทะเล พวกเขาเรียนรู้ทะเลผ่านร่างกายและประสบการณ์ รู้จักลมจากทิศทางที่พัด รู้จักน้ำจากสีและความเคลื่อนไหว รู้จักฤดูกาลจากสัตว์น้ำที่ปรากฏขึ้น และรู้จักพื้นที่จากความทรงจำของการออกเรือครั้งแล้วครั้งเล่า ความรู้เหล่านี้ทำให้ทะเลกลายเป็นพื้นที่ที่มีชีวิต มีความหมาย และมีความสัมพันธ์กับผู้คนมากกว่าการเป็นแหล่งทรัพยากรสำหรับการผลิตอาหาร แต่ในเวลาเดียวกัน มหาสมุทรกำลังรับภาระจากโลกบนแผ่นดินมากขึ้นเรื่อย ๆ
คาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกปล่อยออกมาจากกิจกรรมของมนุษย์ส่วนหนึ่งถูกมหาสมุทรดูดซับไว้ การทำหน้าที่นี้ช่วยชะลอการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ แต่ก็ทำให้เคมีของน้ำทะเลเปลี่ยนไป ความเป็นกรดเพิ่มขึ้น อุณหภูมิน้ำสูงขึ้น และระบบนิเวศจำนวนมากต้องเผชิญกับเงื่อนไขที่ไม่เหมือนเดิม
สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นบนแผ่นดินจึงไม่ได้จบอยู่บนแผ่นดิน มันไหลลงแม่น้ำ ลอยไปในอากาศ ตกลงสู่ทะเล และเคลื่อนที่ไปกับกระแสน้ำ ก่อนกลับมาปรากฏบนโต๊ะอาหารของมนุษย์ในรูปแบบของสัตว์น้ำที่เปลี่ยนไป แหล่งประมงที่ลดลง หรือวิถีชีวิตของผู้คนริมฝั่งที่ไม่เหมือนเดิม
ระบบอาหารและโปรตีนจึงไม่ควรแยกออกจากโลกใบนี้ ปลาอาจถูกนับเป็นโปรตีนจำนวนหนึ่งกรัม เป็นสินค้าในตลาด หรือเป็นผลผลิตจากการประมง แต่ก่อนหน้านั้นมันเป็นสิ่งมีชีวิตที่ดำรงอยู่ในระบบนิเวศ และเป็นส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับทะเล การมองอาหารเพียงฐานะสารอาหารจึงทำให้เราอาจมองไม่เห็นโลกที่อยู่เบื้องหลังอาหารหนึ่งจาน
เช่นเดียวกับโปรตีนทางเลือกที่กำลังถูกพัฒนาเพื่อรับมือกับวิกฤตภูมิอากาศ การเปลี่ยนแปลงระบบอาหารไม่ได้เกิดขึ้นเพียงจากการเปลี่ยนวัตถุดิบหนึ่งเป็นอีกวัตถุดิบหนึ่ง แต่เกี่ยวข้องกับวิธีที่มนุษย์มองสิ่งมีชีวิตและธรรมชาติด้วย
เพราะในท้ายที่สุดแล้ว มนุษย์ไม่ได้เป็นเจ้าของทะเล เราเพียงอาศัยอยู่บนดาวเคราะห์ที่มีมหาสมุทรเป็นพื้นที่ส่วนใหญ่ และบังเอิญมีชีวิตอยู่บนแผ่นดินส่วนเล็ก ๆ ที่โผล่พ้นน้ำขึ้นมาเท่านั้น ความคิดที่ว่ามนุษย์เป็นศูนย์กลางของโลกอาจเป็นเพียงมุมมองที่เกิดจากตำแหน่งที่เรายืนอยู่ หากเราเปลี่ยนตำแหน่งจากบนแผ่นดินลงไปใต้ผิวน้ำ โลกจะมีรูปร่างอีกแบบหนึ่ง และมนุษย์อาจกลายเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งท่ามกลางสิ่งมีชีวิตอีกนับไม่ถ้วน
มหาสมุทรทำให้ความคิดเรื่องความยิ่งใหญ่ของมนุษย์ดูเล็กลงอย่างน่าประหลาด เราสามารถสร้างเมืองขนาดใหญ่ สร้างเรือข้ามมหาสมุทร หรือสร้างเทคโนโลยีที่เดินทางไปถึงอวกาศ แต่ยังไม่สามารถมองเห็นหรือเข้าใจสิ่งมีชีวิตจำนวนมากที่อยู่ใต้ผิวน้ำได้ทั้งหมด เรารู้จักทะเลเพียงบางส่วน ขณะที่ชีวิตอีกมหาศาลยังดำรงอยู่ในพื้นที่มืดลึกที่แสงจากดวงอาทิตย์เดินทางไปไม่ถึง โลกที่ไม่มีถนน ไม่มีเขตแดน และไม่มีเส้นแบ่งแบบที่มนุษย์คุ้นเคย
เมื่อกลับขึ้นมาบนแผ่นดิน เราจึงอาจต้องมองอาหารที่อยู่ตรงหน้าแตกต่างออกไป ปลาในจานไม่ได้เป็นเพียงโปรตีน ทะเลไม่ได้เป็นเพียงทรัพยากร และมนุษย์ไม่ได้เป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่ยืนอยู่เหนือระบบชีวิต แต่เป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ของความสัมพันธ์ที่ใหญ่กว่าตัวเองมาก
ใต้มหาสมุทรยังมีโลกอีกใบที่เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา โลกที่เราอาจไม่สามารถมองเห็นได้ทั้งหมด แต่กำลังหล่อเลี้ยงชีวิตบนแผ่นดินอยู่ทุกวัน อากาศที่เราหายใจ อาหารที่เรากิน และภูมิอากาศที่ทำให้เราดำรงชีวิต ล้วนมีความสัมพันธ์กับผืนน้ำขนาดมหึมานี้
บางทีดาวเคราะห์ที่เราเรียกว่า “โลก” จึงอาจไม่ได้เป็นโลกของแผ่นดินที่มีทะเลล้อมรอบ แต่เป็นโลกของมหาสมุทรที่มีแผ่นดินบางส่วนลอยพ้นขึ้นมา และมนุษย์ก็เป็นเพียงหนึ่งในสิ่งมีชีวิตจำนวนมหาศาลที่บังเอิญอาศัยอยู่บนผืนดินเล็ก ๆ นั้น
การมองจากมหาสมุทรจึงไม่ได้ทำให้มนุษย์หายไปจากโลก แต่ทำให้เราเห็นตำแหน่งของตัวเองชัดขึ้น ว่าเราไม่ได้อยู่เหนือธรรมชาติ ไม่ได้อยู่นอกระบบอาหาร และไม่ได้แยกขาดจากสิ่งมีชีวิตอื่น หากดำรงอยู่ภายในโลกเดียวกันมาตลอด เพียงแต่เราใช้เวลานานเกินไปกับการมองโลกจากบนแผ่นดิน จนลืมไปว่าเบื้องล่างนั้นมีมหาสมุทรทั้งใบกำลังมีชีวิตอยู่
เอกสารอ้างอิง
จักรกริช สังขมณี. (2567). มานุษยวิทยามหาสมุทร: ชาติพันธุ์วรรณนาว่าด้วยเทคโนโลยี สปีชีส์ วัตถุ และเรื่องเล่าใต้ท้องทะเล. กรุงเทพฯ: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน).