สรุปสาระสำคัญรายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง “ความมั่นคงและความปลอดภัยทางอาหาร”

นำเสนอโดย: นายกฤษฎา บุญชัย
อนุกรรมการความมั่นคงอาหาร วุฒิสภา (สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา)

นายกฤษฎา บุญชัย อนุกรรมการความมั่นคงอาหาร วุฒิสภา ร่วมนำเสนอรายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง ความมั่นคงและความปลอดภัยทางอาหาร เน้น ยุทธศาสตร์นโยบาย ความมั่นคงโปรตีน สมดุลโดยเปลี่ยนผ่านจาก ระบบอาหารบนฐานโปรตีนสัตว์สู่สมดุลโปรตีนพืชท้องถิ่น เพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ลดก๊าซเรือนกระจก และรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ

1. บริบทวิกฤตโลกและโจทย์ความมั่นคงอาหาร (Triple Planetary Crisis)

  • วิกฤตโลก 3 ประการ (Triple Planetary Crisis): ตามกรอบสหประชาชาติ ได้แก่ ความหลากหลายทางชีวภาพ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และปัญหาสารเคมี ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับความมั่นคงและความปลอดภัยทางอาหาร
  • ผลกระทบจากระบบอาหารเดิม: ระบบเกษตรและอาหารทั่วโลกปล่อยก๊าซเรือนกระจกเฉลี่ยราว 32% โดยเกือบ 60% ของปริมาณนี้มาจากระบบอาหารบนฐานการผลิตโปรตีนสัตว์ (เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อไก่) ยกตัวอย่างเช่น บริษัทส่งออกเนื้อวัวระดับโลกเพียงบริษัทเดียว มีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใกล้เคียงกับการปล่อยของประเทศไทยทั้งประเทศ

2. ยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านสู่ “สมดุลโปรตีนพืช” (Protein Security Strategy)

  • การบรรลุเป้าหมาย NDC: ประเทศไทยมีเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกตามแผน NDC อยู่ที่ 47% (ลดให้เหลือ 150 ล้านตันคาร์บอน)
  • การเพิ่มสัดส่วนโปรตีนพืชท้องถิ่น: งานวิจัยชี้ว่าหากประเทศไทยปรับเปลี่ยนระบบอาหารจากการพึ่งพาโปรตีนสัตว์เป็นหลัก มาสู่การสร้าง ความสมดุลระหว่างโปรตีนพืชและโปรตีนสัตว์ (ตั้งเป้าปลายทางปี 2050) จะสามารถ ลดก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 60% ภายในปี 2035 ซึ่งเป็นปัจจัยตัดสินสำคัญที่จะช่วยให้ไทยบรรลุเป้าหมาย NDC 3.0 ได้สำเร็จ

3. การพัฒนาระบบเกษตรนิเวศเพื่อการปรับตัว (Agroecology)

  • ลดความเสี่ยงภาคเกษตร: ประเทศไทยมีความเสี่ยงต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสูงเป็น อันดับที่ 17 ของโลก โดยเกษตรกรรายย่อยเป็นกลุ่มที่เปราะบางที่สุด
  • ยกระดับเป็นยุทธศาสตร์ชาติ: ระบบเกษตรนิเวศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพจะช่วยเพิ่มแรงเสียดทานต่อภูมิอากาศที่แปรปรวน และ บรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้มากกว่า 30% จึงต้องผลักดันเป็นยุทธศาสตร์ระดับชาติ ไม่ใช่ปล่อยให้เกษตรกรทำตามลำพัง

4. การรักษาความหลากหลายทางชีวัฒนธรรมและสิทธิเกษตรกร

  • ลดการทำลายความหลากหลายทางชีวภาพ: การเปลี่ยนผ่านจากเกษตรที่ปลูกพืชเพื่ออาหารสัตว์ มาสู่เกษตรฐานนิเวศและโปรตีนพืช จะช่วย ลดการทำลายความหลากหลายทางชีวภาพลงได้ถึง 34% สอดคล้องกับกรอบ Kunming-Montreal Global Biodiversity Framework (เป้าหมายปี 2030)
  • คุ้มครองสิทธิและภูมิปัญญาท้องถิ่น: คุ้มครอง ความหลากหลายทางชีวัฒนธรรม (Biocultural Diversity) และสิทธิของเกษตรกรในการเข้าถึงพันธุกรรมอาหาร พร้อมทบทวนข้อตกลงระหว่างประเทศ (เช่น UPOV 1991) หรือโครงการที่อาจกระทบสิทธิพันธุกรรมพืช
  • ยอมรับวิถีวัฒนธรรมดั้งเดิม: รับรองระบบเกษตรดั้งเดิม เช่น ไร่หมุนเวียน ของกลุ่มชาติพันธุ์ ในฐานะระบบเกษตรเชิงนิเวศที่มีความเข้มแข็งทั้งด้านการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ การลดก๊าซเรือนกระจก และการปรับตัว

5. ข้อเสนอยุทธศาสตร์นโยบายสำคัญ

  1. บรรจุในแผนระดับชาติ: ใส่ยุทธศาสตร์เกษตรนิเวศและการเปลี่ยนผ่านสู่โปรตีนพืชเข้าไว้ในแผน NDC 3.0 และ แผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (NAP)
  2. ยุทธศาสตร์ความมั่นคงด้านโปรตีน: สร้างระบบและห่วงโซ่อุปทานอาหารที่สมดุลตลอดสาย ทั้งโปรตีนพืชท้องถิ่นและโปรตีนสัตว์
  3. คุ้มครองฐานทรัพยากรและสิทธิชุมชน: ทบทวนนโยบายที่กระทบฐานพันธุกรรม พร้อมคุ้มครองสิทธิเกษตรกร ชุมชน และภูมิปัญญาท้องถิ่น
  4. ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพฐานชุมชน: ส่งเสริมห่วงโซ่อุปทานอาหารที่เชื่อมโยงกับวิถีวัฒนธรรม ชาติพันธุ์ และเศรษฐกิจชุมชนเพื่อความยั่งยืน

ผลิตโดย : กลุ่มงานโสตทัศนูปกรณ์ สำนักประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา

Scroll to Top