
กฤษฎา บุญชัย
Thai Climate Justice for All (TCJA)
ขณะที่เขียนบทความนี้ หลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ ยังเผชิญน้ำท่วม ระดับน้ำในคลองหลายสายยังสูง และชีวิตของผู้คนจำนวนมากยังอยู่ท่ามกลางปัญหา บางครอบครัวต้องขนของขึ้นที่สูง บางคนต้องดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วย หรือผู้พิการ ขณะที่คนทำงานกลางแจ้งและคนหาเช้ากินค่ำจำนวนหนึ่งยังต้องออกจากบ้าน เพราะรายได้ของวันพรุ่งนี้ขึ้นอยู่กับการทำงานของวันนี้
ฝนที่ตกต่อเนื่องตลอดวันที่ 25-26 กันยายนทำให้บางพื้นที่มีฝนสะสมเกิน 300 มิลลิเมตร กรุงเทพมหานครต้องเร่งระบายน้ำด้วยกำลังสูบประมาณ 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และประเมินว่าหากไม่มีฝนเติม ยังต้องใช้เวลาอีก 2-3 วันในการระบายน้ำส่วนเกินออกจากระบบ ช่วง 24 ชั่วโมงถึงเช้าวันที่ 26 กันยายน คลองสามวามีฝนสะสม 154 มิลลิเมตร มีนบุรี 101.5 มิลลิเมตร ลาดกระบัง 86.5 มิลลิเมตร ขณะที่จุดน้ำท่วมกระจายไปอีกหลายเขต
สถานการณ์ครั้งนี้กำลังเปิดให้เห็นปัญหาที่ลึกกว่าปริมาณฝน กรุงเทพฯ กำลังสูญเสีย “พื้นที่รองรับทางภูมิอากาศ” สองด้านพร้อมกัน ด้านหนึ่งคือพื้นที่ของธรรมชาติที่เคยรับ ซับ หน่วง และกระจายน้ำ อีกด้านคือพื้นที่สำรองในชีวิตของผู้คนที่ทำให้สามารถรับมือกับความสูญเสียและฟื้นตัวได้
วิกฤตภูมิอากาศกำลังขยายความเสี่ยงที่เมืองผลิตขึ้นเองจากการลดพื้นที่ของธรรมชาติและทำให้คนจำนวนหนึ่งมีพื้นที่สำรองในชีวิตน้อยลง น้ำท่วมครั้งนี้จึงเป็นภาพตัดขวางที่ทำให้เราเห็นภูมิศาสตร์ของเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างเมืองกับธรรมชาติ และความเหลื่อมล้ำของผู้คนในเวลาเดียวกัน

กรุงเทพฯ มีภูมิศาสตร์ของความเสี่ยง
ความเสี่ยงของแต่ละเขตเกิดจากปริมาณและความเข้มของฝน ระดับความสูงต่ำ ตำแหน่งในระบบคลอง ความสามารถของระบบระบายน้ำ พื้นที่รับน้ำ ตลอดจนประวัติศาสตร์การใช้ที่ดินที่แตกต่างกัน
กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกทำให้เห็นความสัมพันธ์นี้ชัดเจน มีนบุรี หนองจอก คลองสามวา และลาดกระบังอยู่ในภูมิทัศน์ลุ่มต่ำที่เคยมีพื้นที่เกษตร คลอง และพื้นที่รับน้ำจำนวนมาก การขยายตัวของหมู่บ้าน ถนน อาคาร และกิจกรรมเศรษฐกิจเข้าไปในพื้นที่เหล่านี้ ทำให้ภูมิทัศน์ซึ่งมีบทบาทรองรับน้ำต้องทำหน้าที่เดิมท่ามกลางความหนาแน่นของเมืองที่เพิ่มขึ้น
พื้นผิวแข็งที่เพิ่มขึ้นทำให้น้ำฝนไหลเข้าสู่คลองและระบบระบายน้ำรวดเร็วขึ้น ขณะที่ข้อจำกัดของท่อ คลอง และสถานีสูบน้ำทำให้บางพื้นที่ระบายน้ำช้ากว่าพื้นที่อื่น กรุงเทพมหานครระบุว่าระบบท่อและคูคลองจำนวนมากได้รับการออกแบบบนฐานความเข้มฝนประมาณ 60 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง โดยความสามารถจริงแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่
งานศึกษาที่ประเมินความเสี่ยงน้ำท่วมของกรุงเทพฯ ครบทั้ง 50 เขตสำหรับปี 2033, 2043 และ 2053 พบแนวโน้มความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของฝนและจำนวนวันฝนตก ควบคู่กับการขยายตัวของเมือง ความหนาแน่นประชากร และพื้นที่พืชพรรณที่ลดลง
จุดน้ำท่วมในวันนี้จึงควรถูกอ่านควบคู่กับทิศทางการเปลี่ยนแปลงของเมือง พื้นที่เปราะบางเดิมอาจเผชิญความเสี่ยงสะสมมากขึ้น ขณะที่การขยายตัวเข้าสู่พื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่รับน้ำกำลังสร้างพื้นที่เสี่ยงรุ่นใหม่ เมืองจึงผลิตและจัดวางความเสี่ยงผ่านผังเมือง การใช้ที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน และทิศทางการลงทุนอยู่ทุกวัน
คำถามสำคัญคือ กรุงเทพฯ กำลังสร้างความเสี่ยงไว้ตรงไหน ใครกำลังถูกพาเข้าไปอยู่ในพื้นที่เหล่านั้น และใครมีอำนาจตัดสินใจต่ออนาคตของพื้นที่

ภูมิศาสตร์ของน้ำท่วมซ้อนทับกับภูมิศาสตร์ของความเหลื่อมล้ำ
ระดับน้ำ 20 เซนติเมตรมีความหมายต่างกันสำหรับบ้านสองชั้นกับบ้านชั้นเดียว คนที่มีรถยนต์กับคนที่ใช้มอเตอร์ไซค์ คนทำงานจากบ้านกับไรเดอร์หรือพ่อค้าแม่ค้าริมถนน และผู้สูงอายุที่แข็งแรงกับผู้ป่วยติดเตียง
กรุงเทพฯ มีผู้สูงอายุขึ้นทะเบียน 1.29 ล้านคน หรือร้อยละ 23.73 ของประชากรตามทะเบียน ณ สิ้นปี 2567 ความเสี่ยงจากน้ำท่วมจึงเชื่อมโยงกับการอพยพ การเข้าถึงยาและบริการสุขภาพ และความสามารถในการดูแลผู้ที่เคลื่อนย้ายด้วยตนเองได้ยาก
อาชีพและรายได้สร้างความแตกต่างอีกชั้นหนึ่ง คนบางกลุ่มสามารถหลีกเลี่ยงการเดินทางและรักษารายได้ไว้ได้ ขณะที่ไรเดอร์ คนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง พ่อค้าแม่ค้าริมถนน คนงานก่อสร้าง คนส่งของ และแรงงานนอกระบบจำนวนมากมีรายได้ผูกอยู่กับพื้นที่สาธารณะ การรักษารายได้จึงต้องแลกกับการเข้าไปเผชิญความเสี่ยง
ความยากจนในภาวะเช่นนี้หมายถึงการมีพื้นที่สำรองในชีวิตน้อยกว่า ทั้งเงินออม ทางเลือกในการเดินทาง ความสามารถในการหยุดงาน และทรัพยากรสำหรับฟื้นตัว ครัวเรือนหนึ่งอาจซ่อมบ้านและกลับสู่ชีวิตปกติได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่อีกครัวเรือนต้องนำทุนประกอบอาชีพมาซ่อมแซม ก่อหนี้ หรือลดค่าใช้จ่ายจำเป็น ภัยที่เกิดซ้ำจึงสามารถสะสมความเสียเปรียบจากเหตุการณ์หนึ่งไปสู่อีกเหตุการณ์หนึ่ง จนความเปราะบางกลายเป็นเงื่อนไขถาวรของชีวิต
กรุงเทพฯ อาจมีหลายอนาคตอยู่ในเมืองเดียวกัน
ภาพอนาคตของกรุงเทพฯ มักผูกกับระดับน้ำทะเลสูงขึ้นและคำถามว่าเมืองจะจมน้ำเมื่อใด ขณะที่ความเปลี่ยนแปลงอีกแบบหนึ่งกำลังปรากฏผ่านฝนสุดขั้ว น้ำท่วม ความร้อน การทรุดตัวของแผ่นดิน การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน และความสามารถในการปรับตัวที่แตกต่างกัน
กรุงเทพฯ ในอนาคตอาจยังดำเนินต่อ อาคารสำนักงานยังเปิด รถไฟฟ้ายังวิ่ง และพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญยังได้รับการปกป้อง ขณะเดียวกัน บางพื้นที่อาจรับน้ำบ่อยขึ้น บางครัวเรือนสูญเสียวันทำงานบ่อยขึ้น และคนบางกลุ่มใช้ทรัพยากรส่วนใหญ่ไปกับการฟื้นตัวจากวิกฤตครั้งก่อนเพื่อเตรียมรับวิกฤตครั้งถัดไป
เมืองเดียวกันจึงสามารถมีหลายอนาคตอยู่พร้อมกัน อนาคตหนึ่งเป็นของคนที่สามารถปรับบ้าน ทำงานจากบ้าน หรือย้ายออกจากพื้นที่เสี่ยง อีกอนาคตหนึ่งเป็นของคนที่ต้องอยู่ในพื้นที่เดิมเพราะที่อยู่อาศัยในพื้นที่ปลอดภัยมีราคาเกินเอื้อม ต้องทำงานกลางแจ้ง และมีทรัพยากรสำหรับฟื้นตัวจำกัด
ความปลอดภัยทางภูมิอากาศจึงกำลังกลายเป็นทรัพยากรสำคัญของเมือง และความเป็นธรรมทางภูมิอากาศเป็นคำถามเรื่องอำนาจด้วยว่า ใครมีสิทธิกำหนดว่าความปลอดภัยจะอยู่ตรงไหน ความเสี่ยงจะถูกวางไว้ที่ใด และใครต้องใช้ชีวิตอยู่กับความเสี่ยงที่เหลืออยู่

จากพื้นที่รับน้ำ สู่พื้นที่รองรับทางภูมิอากาศ
แนวทางเพิ่มพื้นที่รับน้ำ ฟื้นฟูคลองและพื้นที่ชุ่มน้ำ ใช้พื้นผิวซึมน้ำ หรือพัฒนาเมืองฟองน้ำ มีส่วนสำคัญต่อการปรับตัวของกรุงเทพฯ ความเป็นธรรมทางภูมิอากาศทำให้คำถามขยายไปถึงตำแหน่งของพื้นที่รับน้ำ ผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ ผู้ได้รับประโยชน์จากการป้องกัน ผู้รับความเสี่ยง และอำนาจของชุมชนในการร่วมตัดสินใจ
เมืองสีเขียวสามารถดำรงความเหลื่อมล้ำไว้ได้ หากการฟื้นฟูระบบนิเวศและการลงทุนป้องกันภัยเพิ่มความปลอดภัยและมูลค่าทรัพย์สินให้บางพื้นที่ ขณะที่ประชาชนรายได้น้อยยังอยู่ในพื้นที่เสี่ยง หรือถูกแรงกดดันทางเศรษฐกิจผลักไปสู่พื้นที่เปราะบางกว่า IPCC ให้ความสำคัญกับความเสี่ยงของการปรับตัวที่ย้ายภาระจากคนกลุ่มหนึ่งไปสู่อีกกลุ่ม รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวที่อาจสร้างการกีดกันทางสังคมตามมา
กรุงเทพฯ จึงต้องสร้างพื้นที่รองรับทางภูมิอากาศสองด้านพร้อมกัน
พื้นที่รองรับทางนิเวศ ได้แก่ คลอง บึง พื้นที่ชุ่มน้ำ พื้นที่เกษตร พื้นที่เปิด ดิน และพื้นที่น้ำหลาก ซึ่งเปิดพื้นที่ให้น้ำไหล ซึม หน่วง และกระจาย
พื้นที่รองรับทางสังคม ได้แก่ ที่อยู่อาศัยมั่นคง รายได้ เงินสำรอง ระบบสวัสดิการ บริการสุขภาพ การเดินทาง ระบบเตือนภัย และอำนาจในการร่วมตัดสินใจ ซึ่งสร้างความสามารถให้ผู้คนรับมือและฟื้นตัวโดยยังรักษาความมั่นคงของชีวิตไว้ได้
เมืองที่บีบพื้นที่ของธรรมชาติจนเหลือที่ให้น้ำน้อยลงกำลังสร้างความเสี่ยงทางกายภาพ เมืองที่บีบพื้นที่ทางเศรษฐกิจและสังคมของผู้คนจนเหลือพื้นที่สำรองในชีวิตน้อยลงกำลังสร้างความเปราะบางทางสังคม เมื่อสองกระบวนการมาพบกับสภาพภูมิอากาศสุดขั้ว ความเสี่ยงจึงกลายเป็นความไม่เป็นธรรมทางภูมิอากาศ

เมืองต้องกลับมาอยู่ภายในธรรมชาติ
กรุงเทพฯ เติบโตอยู่ภายในระบบลุ่มน้ำเจ้าพระยา คลอง บึง พื้นที่ชุ่มน้ำ ทุ่งน้ำหลาก พื้นที่เกษตร ดิน และพืชพรรณเป็นส่วนหนึ่งของระบบที่ทำให้พื้นที่นี้ดำรงอยู่กับน้ำ การพัฒนาเมืองที่ลดทอนองค์ประกอบเหล่านี้ทำให้ภูมิทัศน์สูญเสียความสามารถในการรองรับความผันผวน และเพิ่มภาระให้โครงสร้างทางวิศวกรรม
การปรับตัวโดยมีธรรมชาติเป็นฐานจึงต้องเริ่มตั้งแต่ผังเมืองและการใช้ที่ดิน กำหนดพื้นที่ที่ต้องรักษาความสามารถในการรับน้ำ พื้นที่ที่ควรฟื้นฟูระบบนิเวศ ข้อจำกัดต่อการพัฒนา และผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงพื้นที่หนึ่งต่อพื้นที่อื่นจากระบบลุ่มน้ำและภูมินิเวศโดยรวม
วิศวกรรม ทั้งอุโมงค์ระบายน้ำ เครื่องสูบน้ำ ประตูน้ำ ระบบท่อ และคันป้องกันน้ำ ยังมีบทบาทสำคัญ โดยต้องทำงานร่วมกับคลอง พื้นที่ชุ่มน้ำ พื้นที่เปิด ดิน และระบบนิเวศในฐานะระบบเดียวกัน
จุดเปลี่ยนที่สำคัญอยู่ลึกกว่าการนำธรรมชาติเข้ามาเป็นโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว เพราะกระบวนทัศน์ใหม่ต้องเริ่มจากความจริงว่าเมืองดำรงอยู่ภายในธรรมชาติ ระบบนิเวศมีพลวัต ขีดจำกัด และพื้นที่ที่จำเป็นต่อการดำรงอยู่ของมันเอง
โจทย์ของกรุงเทพฯ จึงอยู่ที่การจัดวางเมืองใหม่ภายในขีดจำกัดและพลวัตของธรรมชาติ ให้ภูมินิเวศเป็นเงื่อนไขตั้งต้นของการพัฒนา แทนการกำหนดการพัฒนาก่อนแล้วจึงจัดการผลกระทบทางธรรมชาติภายหลัง

จากแผนที่น้ำท่วม สู่แผนที่ความเป็นธรรมทางภูมิอากาศ
หลังน้ำลด กรุงเทพฯ ควรนำข้อมูลฝน ระดับพื้นที่ ทางน้ำ ระบบระบายน้ำ การใช้ที่ดิน และพื้นที่รับน้ำ มาซ้อนกับข้อมูลที่อยู่อาศัย รายได้ อาชีพ ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ป่วย การเข้าถึงบริการสาธารณะ และความสามารถในการฟื้นตัวของครัวเรือน
สิ่งที่ได้คือแผนที่ความเป็นธรรมทางภูมิอากาศของกรุงเทพฯ ซึ่งทำให้เห็นพร้อมกันว่าภัยอยู่ตรงไหน ใครมีความเปราะบาง พื้นที่ใดกำลังสูญเสียความสามารถทางนิเวศ และการพัฒนาเมืองกำลังผลิตความเสี่ยงใหม่ขึ้นที่ใด พร้อมกับเปิดให้ตรวจสอบว่าความปลอดภัยที่สร้างขึ้นถูกกระจายไปถึงใครบ้าง
แผนที่เช่นนี้เปลี่ยนคำถามเชิงนโยบายจากพื้นที่ใดเสี่ยงน้ำท่วม ไปสู่คำถามว่า ใครกำลังถูกทำให้เสี่ยง ใครได้รับการปกป้อง และการพัฒนาเมืองกำลังกระจายความเสี่ยงและความปลอดภัยอย่างไร
ฝนตกทั่วกรุงเทพฯ แต่เราไม่ได้อยู่ใต้ฝนเดียวกัน เพราะเราอยู่บนภูมิประเทศที่แตกต่าง อยู่ในเงื่อนไขทางสังคมที่แตกต่าง และมีพื้นที่สำรองสำหรับรับมือกับวิกฤตแตกต่างกัน
อนาคตของกรุงเทพฯ จึงขึ้นอยู่กับการสร้างพื้นที่รองรับทางภูมิอากาศขึ้นมาใหม่ทั้งสองด้าน คืนพื้นที่ให้น้ำ คลอง พื้นที่ชุ่มน้ำ และระบบนิเวศ พร้อมกับสร้างที่อยู่อาศัย ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ระบบสวัสดิการ และอำนาจในการตัดสินใจที่ทำให้ผู้คนสามารถอยู่กับความผันผวนได้อย่างมีศักดิ์ศรี
เมื่อเมืองเหลือพื้นที่ให้ธรรมชาติรองรับความผันผวน และเหลือพื้นที่ในชีวิตให้ผู้คนรองรับความสูญเสีย ภัยย่อมมีโอกาสกลายเป็นหายนะน้อยลง ความเป็นธรรมทางภูมิอากาศจึงเริ่มต้นจากการคืน “พื้นที่รองรับ” ให้ทั้งธรรมชาติและผู้คน เพราะความมั่นคงของทั้งสองฝ่ายคือความมั่นคงเดียวกันของเมือง