
ชุดบทความ สิทธิของธรรมชาติ: จากโลกทัศน์ใหม่สู่การเปลี่ยนแปลงสังคม
เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยโดย Thai Climate Justice for All สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา
มนุษย์ไม่เคยดำรงชีวิตอยู่นอกธรรมชาติ แต่สังคมสมัยใหม่กลับสร้างระบบความคิด เศรษฐกิจ และกฎหมายที่ทำให้มนุษย์เสมือนอยู่ภายนอกธรรมชาติ และมีอำนาจจัดการธรรมชาติตามความต้องการของตนเอง ความย้อนแย้งนี้เป็นรากฐานสำคัญประการหนึ่งของวิกฤตนิเวศที่โลกกำลังเผชิญ
ข้าวหนึ่งจานที่เรารับประทานไม่ได้เกิดขึ้นจากแรงงานมนุษย์และเทคโนโลยีการผลิตเท่านั้น แต่เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างดิน น้ำ เมล็ดพันธุ์ จุลินทรีย์ แมลงผสมเกสร ภูมิอากาศ และชีวิตอีกมากมาย แม้แต่ร่างกายมนุษย์เองก็ยังดำรงอยู่ผ่านความสัมพันธ์กับจุลินทรีย์และสิ่งมีชีวิตอื่นที่ร่วมกันทำให้ระบบต่าง ๆ ของร่างกายทำงานได้
แต่เมื่อเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ความสัมพันธ์เหล่านี้กลับถูกแยกออกเป็นปัจจัยการผลิต ดินกลายเป็นที่ดิน น้ำกลายเป็นทรัพยากร เมล็ดพันธุ์กลายเป็นสินค้า และแรงงานกลายเป็นต้นทุน ข้าวหนึ่งจานจึงปรากฏต่อผู้บริโภคในรูปของราคา มากกว่าจะปรากฏในฐานะผลผลิตของระบบความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ
การแยกธรรมชาติออกจากมนุษย์จึงไม่ได้เกิดขึ้นเพียงในความคิด แต่ถูกสร้างขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าผ่านวิธีผลิตอาหาร การจัดการที่ดิน การสร้างเมือง ระบบกฎหมาย และการตัดสินใจทางเศรษฐกิจ จนกลายเป็นความสัมพันธ์ที่ผู้คนจำนวนมากคุ้นเคยและยอมรับว่าเป็นเรื่องปกติ
เมื่อธรรมชาติกลายเป็นสิ่งที่อยู่ภายนอกมนุษย์
ในประวัติศาสตร์ความคิดตะวันตก การแบ่งแยกระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติมีความสัมพันธ์กับพัฒนาการของปรัชญาและวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ โดยเฉพาะตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 17 ซึ่งความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติได้รับการพัฒนาผ่านการสังเกต การทดลอง การจำแนก และการอธิบายด้วยกฎทางคณิตศาสตร์
พัฒนาการดังกล่าวทำให้มนุษย์เข้าใจปรากฏการณ์ธรรมชาติได้อย่างก้าวกระโดด แต่ขณะเดียวกัน ความคิดบางสายก็ส่งเสริมภาพของธรรมชาติในฐานะกลไกทางกายภาพที่มนุษย์สามารถศึกษา คาดการณ์ และควบคุมได้
นักมานุษยวิทยา Philippe Descola (2013) ช่วยให้เข้าใจข้อจำกัดของโลกทัศน์นี้ โดยเสนอว่าการแบ่งโลกออกเป็นธรรมชาติกับวัฒนธรรมไม่ใช่ความจริงสากลของมนุษยชาติ แต่เป็นลักษณะสำคัญของระบบความคิดแบบหนึ่งที่เขาเรียกว่า Naturalism หรือธรรมชาตินิยม
ภายใต้โลกทัศน์ดังกล่าว มนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่นถูกยอมรับว่ามีความต่อเนื่องทางกายภาพ ต่างประกอบขึ้นจากสสารและอยู่ภายใต้กฎธรรมชาติเดียวกัน แต่กลับถูกมองว่ามีความแตกต่างในด้านสภาวะภายใน เช่น ความเป็นบุคคล ความตั้งใจ และความสามารถในการสร้างความหมาย
ผลคือมนุษย์ถูกจัดวางให้เป็นผู้ตีความและกำหนดคุณค่าของโลก ขณะที่สิ่งมีชีวิตอื่นมักถูกจัดเป็นวัตถุแห่งการศึกษาและการจัดการ
ข้อเสนอของ Descola ไม่ได้มุ่งปฏิเสธวิทยาศาสตร์ แต่ทำให้เห็นว่าวิธีที่สังคมสมัยใหม่จัดความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาตินั้นเป็นผลจากโลกทัศน์ทางประวัติศาสตร์ มิใช่รูปแบบความสัมพันธ์เพียงอย่างเดียวที่มนุษย์สามารถมีต่อโลก
โลกที่ธรรมชาติไม่ได้เป็นเพียงวัตถุ
การศึกษาทางมานุษยวิทยาพบว่า สังคมมนุษย์มีวิธีเข้าใจความสัมพันธ์กับสิ่งมีชีวิตอื่นแตกต่างกันอย่างหลากหลาย
ในบางสังคม สัตว์ พืช แม่น้ำ หรือภูเขาอาจได้รับการยอมรับว่ามีสถานะเป็นบุคคลในความหมายทางสังคมหรือจิตวิญญาณ มีความสัมพันธ์กับมนุษย์ผ่านความเคารพ การแลกเปลี่ยน ข้อห้าม และความรับผิดชอบ
Eduardo Viveiros de Castro (1998) ศึกษาโลกทัศน์ของชนพื้นเมืองในแอมะซอนและเสนอแนวคิด Amerindian Perspectivism ซึ่งทำให้เห็นว่าสิ่งมีชีวิตอื่นอาจได้รับการเข้าใจว่าเป็นผู้มีมุมมองต่อโลกของตนเอง มิใช่เพียงวัตถุที่มนุษย์สังเกตจากภายนอก
มุมมองเช่นนี้เปิดให้เห็นความแตกต่างระหว่างการเข้าใจธรรมชาติในฐานะสิ่งที่มนุษย์ครอบครอง กับการเข้าใจธรรมชาติในฐานะความสัมพันธ์ที่มนุษย์ต้องเรียนรู้และปฏิบัติตนอย่างเหมาะสม
การล่าสัตว์อาจมีข้อห้ามที่เกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบต่อสัตว์ที่ถูกล่า การใช้ป่าอาจสัมพันธ์กับกฎเกณฑ์ทางสังคมและความเชื่อ การเพาะปลูกอาจต้องอาศัยการสังเกตฤดูกาลและความเปลี่ยนแปลงของสิ่งมีชีวิตอื่น
ความสัมพันธ์เหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าสังคมดังกล่าวไม่มีการใช้ประโยชน์จากธรรมชาติ หรือดำรงอยู่อย่างกลมกลืนเสมอไป หากแสดงให้เห็นว่าการใช้ประโยชน์จากธรรมชาติสามารถดำเนินอยู่ภายใต้ระบบคุณค่าและความรับผิดชอบที่แตกต่างจากตรรกะของกรรมสิทธิ์และตลาด
จากการแยกธรรมชาติ สู่การสร้างธรรมชาติราคาถูก
การแบ่งแยกมนุษย์ออกจากธรรมชาติจะมีผลต่อสังคมอย่างจำกัด หากดำรงอยู่เพียงในระดับความคิด แต่ความคิดดังกล่าวมีพลังอย่างมากเมื่อเชื่อมโยงเข้ากับระบบเศรษฐกิจ การถือครองทรัพย์สิน การขยายอาณานิคม และการจัดระเบียบแรงงานกับทรัพยากร
เมื่อธรรมชาติถูกมองว่าเป็นสิ่งภายนอกสังคมมนุษย์ ก็ง่ายขึ้นที่จะจัดแบ่งธรรมชาติออกเป็นหน่วยทรัพยากรสำหรับการผลิต ป่าไม้กลายเป็นปริมาณไม้ที่สามารถตัดและจำหน่ายได้ แม่น้ำกลายเป็นปริมาณน้ำหรือกำลังผลิตไฟฟ้า ที่ดินกลายเป็นสินทรัพย์ และสิ่งมีชีวิตถูกแปลงเป็นวัตถุดิบในกระบวนการอุตสาหกรรม
Jason W. Moore (2015) เสนอกรอบวิเคราะห์ World-Ecology เพื่ออธิบายว่าระบบทุนนิยมไม่ได้ดำรงอยู่แยกจากธรรมชาติแล้วจึงเข้ามาใช้ประโยชน์ในภายหลัง แต่ก่อตัวและขยายตัวผ่านการจัดระเบียบความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติตั้งแต่ต้น
แนวคิดสำคัญของ Moore คือ Cheap Nature หรือการทำให้ธรรมชาติมีต้นทุนต่ำสำหรับการสะสมทุน ทั้งในรูปแรงงาน อาหาร พลังงาน และวัตถุดิบ กระบวนการนี้อาศัยความรู้ เทคโนโลยี กฎหมาย และอำนาจทางการเมืองในการเข้าถึงและควบคุมสิ่งที่ระบบเศรษฐกิจต้องการ
ธรรมชาติราคาถูกไม่ได้หมายถึงเพียงราคาทรัพยากรที่ต่ำ แต่รวมถึงการทำให้ต้นทุนทางนิเวศและสังคมจำนวนมากไม่ปรากฏอยู่ในบัญชีต้นทุนของผู้ผลิต
โรงงานอาจมีต้นทุนการผลิตต่ำลงเมื่อไม่ต้องรับผิดชอบอย่างเต็มที่ต่อความเสื่อมโทรมของแม่น้ำ ธุรกิจเกษตรอาจเพิ่มผลผลิตได้ด้วยการใช้ดินและน้ำอย่างเข้มข้น โดยผลักภาระการฟื้นฟูไปสู่ชุมชนและคนรุ่นหลัง หรือโครงการพัฒนาอาจสร้างรายได้แก่ผู้ลงทุน ขณะที่ความเสียหายต่อระบบนิเวศไม่ได้ถูกนำมาคำนวณอย่างครบถ้วน
ในระบบเช่นนี้ ความเสียหายต่อธรรมชาติไม่ได้เป็นเพียงผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หากอาจเป็นส่วนหนึ่งของเงื่อนไขที่ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจบางประเภทสร้างผลกำไรได้
ใครเป็นผู้สร้างวิกฤตนิเวศ
เมื่อกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศ เรามักได้ยินคำอธิบายว่าปัญหาเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ หรือมนุษยชาติกำลังทำลายโลก
คำอธิบายนี้มีความจริงอยู่ แต่ก็อาจปกปิดความแตกต่างสำคัญระหว่างมนุษย์แต่ละกลุ่ม
ชุมชนที่ทำเกษตรเพื่อยังชีพ คนงานในโรงงาน ผู้บริโภคในเมือง บริษัทพลังงานขนาดใหญ่ และรัฐที่กำหนดนโยบายเศรษฐกิจ ต่างมีอำนาจในการใช้ทรัพยากรและสร้างผลกระทบต่อธรรมชาติไม่เท่ากัน อีกทั้งยังมีความสามารถในการหลีกเลี่ยงหรือรับมือกับความเสียหายแตกต่างกันอย่างมาก
Moore จึงเสนอให้พิจารณาคำว่า Capitalocene หรือทุนนิยมสมัย เพื่อวิพากษ์ข้อจำกัดของคำว่า Anthropocene หรือมนุษยสมัย โดยชี้ให้เห็นว่าระบบเศรษฐกิจและความสัมพันธ์เชิงอำนาจมีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงระบบโลก
Capitalocene เป็นกรอบวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ ไม่ใช่ชื่อยุคทางธรณีวิทยาที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ แต่ช่วยเปิดคำถามว่าใครควบคุมกระบวนการผลิต ใครได้รับผลประโยชน์ และใครต้องแบกรับต้นทุนของความเสื่อมโทรมทางนิเวศ
หากถือว่ามนุษย์ทุกคนเป็นผู้ก่อวิกฤตในระดับเดียวกัน แนวทางแก้ไขอาจมุ่งเปลี่ยนพฤติกรรมของปัจเจกบุคคลเป็นหลัก แต่หากมองเห็นโครงสร้างเศรษฐกิจและอำนาจ การแก้ไขย่อมต้องพิจารณาระบบการผลิต การถือครองทรัพยากร การลงทุน และความรับผิดชอบของผู้ที่ได้รับประโยชน์จากกิจกรรมซึ่งสร้างความเสียหายด้วย
เมื่อความรู้กลายเป็นอำนาจในการกำหนดธรรมชาติ
การเปลี่ยนธรรมชาติให้เป็นทรัพยากรไม่ได้อาศัยอำนาจทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องอาศัยระบบความรู้ที่ทำให้ธรรมชาติสามารถถูกจำแนก วัด คำนวณ และบริหารจัดการได้
James C. Scott (1998) อธิบายว่ารัฐสมัยใหม่มีแนวโน้มทำให้สังคมและพื้นที่มีลักษณะที่อ่านและจัดการได้ง่ายขึ้นผ่านการสำรวจ การจัดหมวดหมู่ และการสร้างมาตรฐาน ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อภาพที่ถูกทำให้ง่ายสำหรับการบริหารจัดการถูกใช้แทนความซับซ้อนของชีวิตจริง
ป่าที่ปรากฏในแผนที่ราชการอาจมีเพียงขอบเขตพื้นที่และประเภทการใช้ประโยชน์ แต่สำหรับผู้คนที่อยู่ร่วมกับป่า พื้นที่เดียวกันอาจประกอบด้วยเส้นทางหากิน แหล่งอาหาร พื้นที่ประกอบพิธีกรรม ความทรงจำ และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งมีชีวิตอื่น
ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และข้อมูลเชิงเทคนิคมีความจำเป็นต่อการตัดสินใจ แต่การใช้ความรู้เหล่านี้อาจกลายเป็นปัญหาเมื่อความสัมพันธ์ทางนิเวศและประสบการณ์ของผู้คนในพื้นที่ถูกลดสถานะให้เป็นเพียงข้อมูลประกอบ
ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่วิทยาศาสตร์เป็นสิ่งผิด หรือความรู้ท้องถิ่นถูกต้องเสมอไป หากอยู่ที่ความสัมพันธ์เชิงอำนาจซึ่งกำหนดว่าความรู้ประเภทใดได้รับความเชื่อถือ ใครมีสิทธิกำหนดปัญหา และใครสามารถตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตของพื้นที่
เขื่อนปากมูล เมื่อแม่น้ำถูกมองต่างกัน
กรณีเขื่อนปากมูล จังหวัดอุบลราชธานี ช่วยให้เห็นความแตกต่างระหว่างการมองแม่น้ำในฐานะทรัพยากรเพื่อการผลิต กับการมองแม่น้ำในฐานะระบบความสัมพันธ์ของชีวิตได้อย่างชัดเจน
เขื่อนปากมูลถูกสร้างขึ้นเพื่อผลิตไฟฟ้า โดยตั้งอยู่ใกล้บริเวณที่แม่น้ำมูลบรรจบกับแม่น้ำโขง ในมุมมองของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน แม่น้ำถูกประเมินผ่านศักยภาพในการผลิตพลังงาน ต้นทุนการก่อสร้าง และผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ
แต่สำหรับชุมชนประมงในลุ่มน้ำมูล แม่น้ำไม่ได้เป็นเพียงปริมาณน้ำที่ไหลผ่านเครื่องกำเนิดไฟฟ้า หากเป็นระบบความสัมพันธ์ระหว่างกระแสน้ำ ฤดูกาล การอพยพของปลา แหล่งอาหาร ความรู้ในการจับปลา และการดำรงชีวิตของผู้คน
รายงานของคณะกรรมาธิการเขื่อนโลก (World Commission on Dams, 2000) ได้ตรวจสอบผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของเขื่อนปากมูล รวมถึงข้อจำกัดของกระบวนการตัดสินใจและการประเมินผลประโยชน์ของโครงการ
งานวิจัยของ Jutagate และคณะ (2003) ซึ่งศึกษาช่วงทดลองเปิดประตูระบายน้ำระหว่างปี 2001–2002 พบการอพยพของปลาขึ้นสู่ต้นน้ำในฤดูฝน และการกลับมาของกิจกรรมประมงบางส่วน ขณะที่งานศึกษาของ D’Souza และ Parlee (2020) พบว่าชุมชนที่ได้รับผลกระทบต้องปรับเปลี่ยนวิถีการดำรงชีพ ทั้งจากความเปลี่ยนแปลงของทรัพยากรปลาและความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ
กรณีนี้แสดงให้เห็นว่า การเปลี่ยนแม่น้ำให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานไม่ได้เปลี่ยนเพียงลักษณะทางกายภาพของสายน้ำ แต่ยังเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิต ระบบนิเวศ ความรู้ และวิถีชีวิตของผู้คนด้วย
ในขณะที่การประเมินโครงการอาจเน้นปริมาณพลังงานและผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ ชุมชนกลับต้องเผชิญความเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศที่ไม่สามารถชดเชยได้ทั้งหมดด้วยรายได้หรือเงินชดเชย
ข้อขัดแย้งเรื่องเขื่อนปากมูลจึงไม่ได้เป็นเพียงความขัดแย้งระหว่างการผลิตไฟฟ้ากับการประมง แต่ยังสะท้อนความแตกต่างของระบบความรู้และอำนาจในการกำหนดว่าแม่น้ำควรมีความหมายและถูกใช้ประโยชน์อย่างไร
ความแปลกแยกทางนิเวศ เมื่อมนุษย์ไม่รู้จักเงื่อนไขของชีวิตตนเอง
การแยกมนุษย์ออกจากธรรมชาติไม่ได้เปลี่ยนเพียงวิธีจัดการทรัพยากร แต่ยังเปลี่ยนวิธีที่มนุษย์เข้าใจร่างกาย อาหาร สุขภาพ การทำงาน และการดำรงชีวิตของตนเอง
ในสังคมอุตสาหกรรม ผู้คนจำนวนมากมีความสัมพันธ์กับอาหารผ่านตลาดมากกว่าผ่านกระบวนการผลิต มีความสัมพันธ์กับน้ำผ่านระบบประปามากกว่าผ่านลุ่มน้ำ และมีความสัมพันธ์กับพลังงานผ่านเครื่องใช้ไฟฟ้ามากกว่าผ่านแหล่งพลังงานและผลกระทบจากการผลิต
ความสะดวกเหล่านี้เป็นผลจากพัฒนาการทางเทคโนโลยีที่มีประโยชน์อย่างมาก แต่ก็อาจทำให้ผู้คนมองไม่เห็นความสัมพันธ์ทางนิเวศที่รองรับชีวิตของตนเอง
ความแปลกแยกทางนิเวศ (Ecological Alienation) จึงอาจเข้าใจได้ว่าเป็นภาวะที่มนุษย์สูญเสียความสามารถในการรับรู้และกำหนดความสัมพันธ์กับเงื่อนไขทางธรรมชาติที่หล่อเลี้ยงชีวิตของตน แม้จะยังพึ่งพาเงื่อนไขเหล่านั้นอยู่ตลอดเวลา
ความย้อนแย้งสำคัญคือ ในขณะที่สังคมสมัยใหม่สร้างภาพของมนุษย์ในฐานะปัจเจกที่เป็นอิสระจากธรรมชาติ วิทยาศาสตร์ร่วมสมัยกลับเปิดเผยความสัมพันธ์และการพึ่งพาอาศัยกันของชีวิตอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น
วิกฤตนิเวศจึงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในป่า แม่น้ำ หรือมหาสมุทร หากยังเกี่ยวข้องกับวิธีที่มนุษย์ดำรงชีวิตและเข้าใจตัวเองด้วย
วิกฤตนิเวศคือวิกฤตของความสัมพันธ์และอำนาจ
เมื่อพิจารณาจากมานุษยวิทยา ปรัชญา และนิเวศวิทยาการเมืองร่วมกัน จะเห็นว่าวิกฤตนิเวศไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะมนุษย์ใช้ทรัพยากรมากเกินไป แต่ยังเกิดจากระบบความคิดและความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ทำให้มนุษย์บางกลุ่มสามารถกำหนดชะตากรรมของธรรมชาติและผู้คนอื่นได้ โดยไม่ต้องรับผิดชอบอย่างเต็มที่ต่อความสัมพันธ์ของชีวิตที่ถูกทำลาย
การแบ่งมนุษย์ออกจากธรรมชาติช่วยทำให้ธรรมชาติกลายเป็นวัตถุแห่งการจัดการ ระบบเศรษฐกิจเปลี่ยนธรรมชาติให้เป็นปัจจัยการผลิตและสินค้า ขณะที่อำนาจรัฐและระบบความรู้ทำให้กระบวนการดังกล่าวสามารถดำเนินไปได้ภายใต้กฎหมายและสถาบันทางสังคม
กระบวนการเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นลำดับเส้นตรง แต่มีปฏิสัมพันธ์และส่งเสริมกันตลอดประวัติศาสตร์ การทำความเข้าใจวิกฤตนิเวศจึงต้องพิจารณาทั้งโลกทัศน์ โครงสร้างเศรษฐกิจ ระบบความรู้ และความสัมพันธ์เชิงอำนาจควบคู่กัน
การเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมที่ยั่งยืนและเป็นธรรมจึงไม่อาจจำกัดอยู่เพียงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร การลดมลพิษ หรือการพัฒนาเทคโนโลยีที่สะอาดขึ้น แม้มาตรการเหล่านี้จะมีความสำคัญอย่างยิ่งก็ตาม หากยังต้องเปลี่ยนวิธีที่สังคมกำหนดคุณค่าของธรรมชาติ และวิธีที่อำนาจในการตัดสินใจเกี่ยวกับธรรมชาติถูกจัดสรรระหว่างผู้คน
การก้าวข้ามความคิดที่แยกมนุษย์ออกจากธรรมชาติไม่ได้หมายถึงการปฏิเสธวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี หรือการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่หมายถึงการสร้างระบบความรู้และสถาบันทางสังคมที่ยอมรับว่ามนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์ทางนิเวศ และไม่มีอำนาจไร้ขอบเขตในการกำหนดชะตากรรมของชีวิตอื่น
การเปลี่ยนแปลงที่จำเป็นจึงไม่ใช่เพียงการทำให้มนุษย์กลับมารักธรรมชาติ แต่เป็นการเปลี่ยนระบบความคิด เศรษฐกิจ และอำนาจที่ทำให้มนุษย์บางกลุ่มสามารถครอบครองและใช้ประโยชน์จากธรรมชาติ โดยผลักภาระความเสียหายไปสู่ผู้อื่นและสิ่งมีชีวิตอื่น
วิกฤตนิเวศเป็นผลของความสัมพันธ์ที่มนุษย์สร้างขึ้น และด้วยเหตุนี้เอง ความสัมพันธ์ดังกล่าวจึงสามารถถูกเปลี่ยนแปลงได้
#ความแปลกแยกทางนิเวศ #EcologicalAlienation #Capitalocene #CheapNature #นิเวศวิทยาการเมือง #วิกฤตนิเวศ #เขื่อนปากมูล #ความเป็นธรรมทางนิเวศ #มานุษยวิทยาสิ่งแวดล้อม #TCJA #LDI #ThaiClimateJusticeforAll
เอกสารอ้างอิง
- D’Souza, A., & Parlee, B. (2020). Fishing Livelihoods and Diversifications in the Mekong River Basin in the Context of the Pak Mun Dam, Thailand. Sustainability, 12(18), 7438.
- Descola, P. (2013). Beyond Nature and Culture. University of Chicago Press.
- Jutagate, T., Krudpan, C., Ngamsnae, P., Payooha, K., & Lamkom, T. (2003). Fisheries in the Mun
- River: A One-Year Trial of Opening the Sluice Gates of the Pak Mun Dam, Thailand. Agriculture and Natural Resources, 37(1), 101–116.
- Moore, J. W. (2015). Capitalism in the Web of Life: Ecology and the Accumulation of Capital Verso.
- Scott, J. C. (1998). Seeing Like a State: How Certain Schemes to Improve the Human Condition Have Failed. Yale University Press.
- Viveiros de Castro, E. (1998). Cosmological Deixis and Amerindian Perspectivism. Journal of the Royal Anthropological Institute, 4(3), 469–488.
- World Commission on Dams. (2000). Case Study: Thailand — Pak Mun Dam and Mekong/Mun River Basins.