สิทธิของธรรมชาติกับสิทธิมนุษยชน เหมือนหรือต่างกันอย่างไร

ชุดบทความ สิทธิของธรรมชาติ: จากโลกทัศน์ใหม่สู่การเปลี่ยนแปลงสังคม
เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยโดย Thai Climate Justice for All สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา

หากโรงงานปล่อยสารพิษลงแม่น้ำจนประชาชนไม่สามารถใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคได้ ย่อมเกิดปัญหาการละเมิดสิทธิของมนุษย์ แต่หากแม่น้ำสายเดียวกันสูญเสียสัตว์น้ำ ความหลากหลายทางชีวภาพ และความสามารถในการฟื้นตัว แม้ยังไม่มีประชาชนคนใดแสดงความเสียหายโดยตรง แม่น้ำควรได้รับความคุ้มครองในฐานะผู้มีสิทธิของตนเองหรือไม่

ในทางกลับกัน หากรัฐอ้างการคุ้มครองสิทธิของแม่น้ำเพื่อห้ามชุมชนที่พึ่งพาแม่น้ำมาหลายชั่วอายุคนจับปลา ทำเกษตรกรรม หรือดำรงวิถีชีวิตตามปกติ สิทธิของธรรมชาติจะกลายเป็นเหตุผลในการจำกัดสิทธิมนุษยชนได้เพียงใด

คำถามทั้งสองสะท้อนความท้าทายสำคัญของการพัฒนากฎหมายและความยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อม เพราะสิทธิมนุษยชนกับสิทธิของธรรมชาติมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิด แต่ไม่ได้เป็นสิทธิประเภทเดียวกัน และไม่อาจถือได้ว่าการคุ้มครองสิทธิประเภทหนึ่งจะทำให้อีกประเภทหนึ่งได้รับความคุ้มครองโดยอัตโนมัติ

ความแตกต่างของสิทธิทั้งสองประเภทไม่ได้อยู่เพียงว่าใครเป็นผู้ทรงสิทธิ แต่ยังรวมถึงการนิยามความเสียหาย เป้าหมายของการเยียวยา และหลักการตัดสินใจเมื่อเกิดความขัดแย้ง

ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่การเลือกระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ แต่คือการพัฒนาหลักความยุติธรรมที่ทำให้ทั้งสองสามารถดำรงอยู่ร่วมกัน โดยไม่ทำให้ฝ่ายหนึ่งกลายเป็นเพียงเครื่องมือเพื่อประโยชน์ของอีกฝ่าย

สิทธิมนุษยชนในสิ่งแวดล้อมที่ดี จากคุณภาพชีวิตสู่สิทธิขั้นพื้นฐาน

การคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในกรอบสิทธิมนุษยชนพัฒนามาจากความเข้าใจว่า มนุษย์ไม่อาจดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีได้หากขาดเงื่อนไขพื้นฐานทางธรรมชาติ

สิทธิในชีวิต สุขภาพ อาหาร น้ำ และความเป็นอยู่ที่เหมาะสม ล้วนสัมพันธ์กับคุณภาพสิ่งแวดล้อม การทำลายระบบนิเวศจึงอาจส่งผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชน แม้การกระทำนั้นจะไม่ได้มุ่งละเมิดสิทธิของบุคคลโดยตรงก็ตาม

แนวคิดดังกล่าวปรากฏเด่นชัดในปฏิญญาสตอกโฮล์ม ค.ศ. 1972 และได้รับการพัฒนาต่อมาในปฏิญญาริโอ ค.ศ. 1992 ตลอดจนกฎหมายและกลไกสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ

ความก้าวหน้าสำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม ค.ศ. 2022 เมื่อสมัชชาสหประชาชาติรับรองมติ A/RES/76/300 ว่าด้วยสิทธิมนุษยชนในสิ่งแวดล้อมที่สะอาด ดีต่อสุขภาพ และยั่งยืน (The Human Right to a Clean, Healthy and Sustainable Environment) ด้วยคะแนนสนับสนุน 161 ประเทศ ไม่มีประเทศคัดค้าน และมี 8 ประเทศงดออกเสียง

แม้มติดังกล่าวไม่ได้สร้างพันธกรณีทางกฎหมายที่มีผลผูกพันต่อรัฐโดยตรงเช่นเดียวกับสนธิสัญญา แต่มีความสำคัญในการยืนยันว่า สิ่งแวดล้อมที่ดีไม่ใช่เพียงเป้าหมายเชิงนโยบาย หากสัมพันธ์กับสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์

อย่างไรก็ตาม การรับรองสิทธิมนุษยชนในสิ่งแวดล้อมที่ดียังคงมีมนุษย์เป็นผู้ทรงสิทธิหลัก ธรรมชาติได้รับความคุ้มครองในฐานะเงื่อนไขสำคัญของการใช้สิทธิและการดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี

ข้อจำกัดเชิงแนวคิดนี้เองที่นำไปสู่คำถามว่า ธรรมชาติควรได้รับความคุ้มครองเฉพาะเมื่อมีความสำคัญต่อมนุษย์ หรือควรได้รับการยอมรับว่ามีสิทธิของตนเองด้วย

ผู้ทรงสิทธิต่างกัน ความหมายของความเสียหายจึงต่างกัน

ความแตกต่างพื้นฐานระหว่างสิทธิมนุษยชนในสิ่งแวดล้อมที่ดีกับสิทธิของธรรมชาติอยู่ที่สถานะของผู้ทรงสิทธิ

สิทธิมนุษยชนให้ความสำคัญกับมนุษย์ในฐานะผู้มีสิทธิได้รับการคุ้มครอง ส่วนสิทธิของธรรมชาติเสนอให้ธรรมชาติหรือระบบนิเวศที่กฎหมายรับรองมีสถานะเป็นผู้ทรงสิทธิด้วยตนเอง

ความแตกต่างนี้ทำให้การพิจารณาความเสียหายมีจุดเน้นต่างกัน

สมมุติว่าการสร้างเขื่อนแห่งหนึ่งส่งผลให้ชุมชนประมงสูญเสียรายได้ ขณะที่เส้นทางอพยพของปลาและระบบการไหลเวียนของตะกอนในแม่น้ำได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง

ในกรอบสิทธิมนุษยชน ความเสียหายสำคัญอาจได้แก่การสูญเสียอาหาร รายได้ วิถีชีวิต และสิทธิในการมีส่วนร่วมตัดสินใจเกี่ยวกับทรัพยากรที่ประชาชนพึ่งพา

ส่วนในกรอบสิทธิของธรรมชาติ ความเสียหายต่อความเชื่อมต่อของระบบนิเวศ วงจรชีวิตของสัตว์น้ำ และความสามารถของแม่น้ำในการดำรงกระบวนการทางธรรมชาติ อาจเป็นประเด็นการละเมิดสิทธิได้โดยตรง หากมีกฎหมายรองรับ

ความแตกต่างนี้ไม่ได้หมายความว่าสิทธิมนุษยชนไม่ให้ความสำคัญกับระบบนิเวศ เพราะการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อมสามารถครอบคลุมการป้องกันความเสียหายทางนิเวศอย่างกว้างขวางได้เช่นกัน

แต่สิทธิของธรรมชาติทำให้เกิดฐานทางกฎหมายเพิ่มเติมสำหรับการพิจารณาความเสียหายที่เกิดขึ้นกับธรรมชาติเอง โดยไม่จำเป็นต้องลดทอนความเสียหายนั้นให้เหลือเพียงผลกระทบต่อประโยชน์ของมนุษย์

ผลที่ตามมาคือการเยียวยาต้องตอบสนองความเสียหายทั้งสองด้าน การชดเชยรายได้แก่ชุมชนไม่อาจทดแทนการฟื้นฟูระบบนิเวศได้ เช่นเดียวกับการฟื้นฟูแม่น้ำก็ไม่อาจใช้แทนการเยียวยาสิทธิและความเสียหายที่ประชาชนได้รับ

สิทธิทั้งสองประเภทจึงมีขอบเขตที่สัมพันธ์กัน แต่ไม่สามารถใช้ทดแทนกันได้ทั้งหมด

สิทธิทั้งสองประเภทเกื้อหนุนกันได้อย่างไร

แม้มีฐานคิดแตกต่างกัน แต่สิทธิมนุษยชนกับสิทธิของธรรมชาติสามารถเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่กันได้

การรักษาความสมบูรณ์ของป่าต้นน้ำช่วยคุ้มครองสิทธิด้านน้ำและอาหาร การฟื้นฟูแม่น้ำช่วยลดความเสี่ยงต่อสุขภาพ และการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพช่วยเสริมความสามารถของระบบนิเวศในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ในอีกด้านหนึ่ง สิทธิมนุษยชนก็เป็นเงื่อนไขสำคัญของการปกป้องธรรมชาติ

สิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม ช่วยให้ประชาชนสามารถตรวจสอบกิจกรรมที่สร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศ และเรียกร้องความรับผิดชอบจากผู้เกี่ยวข้องได้

หลักการกรอบว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม (Framework Principles on Human Rights and the Environment) ซึ่ง John H. Knox ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาตินำเสนอต่อคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนในปี ค.ศ. 2018 สะท้อนความสัมพันธ์ดังกล่าว โดยชี้ให้เห็นว่าการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมจำเป็นต่อการใช้สิทธิมนุษยชน ขณะเดียวกัน การเคารพสิทธิมนุษยชนก็มีความสำคัญต่อการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม ความเกื้อหนุนดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าสิทธิทั้งสองประเภทจะสอดคล้องกันในทุกสถานการณ์ เพราะมาตรการที่มุ่งคุ้มครองธรรมชาติอาจสร้างข้อจำกัดต่อการใช้สิทธิบางประการของมนุษย์ได้

จุดสำคัญจึงอยู่ที่การแยกให้ออกว่า ความขัดแย้งนั้นเกิดจากเงื่อนไขที่จำเป็นต่อการคุ้มครองสิทธิจริง หรือเกิดจากวิธีออกแบบนโยบายและการใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรม

เมื่อสิทธิขัดแย้งกัน ความขัดแย้งนั้นเกิดจากอะไร

ความขัดแย้งระหว่างสิทธิมนุษยชนกับสิทธิของธรรมชาติอาจเกิดขึ้นได้อย่างน้อยสองลักษณะ ซึ่งจำเป็นต้องแยกพิจารณา

ลักษณะแรกคือความขัดแย้งที่เกิดจากข้อจำกัดทางนิเวศอย่างแท้จริง เช่น แม่น้ำสายหนึ่งมีปริมาณน้ำลดลงจนการสูบน้ำเพื่อการเกษตรในระดับเดิมอาจทำให้ระบบนิเวศเสียหายรุนแรง การคุ้มครองแม่น้ำจึงอาจจำเป็นต้องจำกัดปริมาณการใช้น้ำบางส่วน

กรณีเช่นนี้ไม่อาจแก้ไขได้ด้วยการประกาศว่าทุกฝ่ายสามารถใช้สิทธิได้อย่างเต็มที่พร้อมกัน เพราะระบบนิเวศมีข้อจำกัดที่ไม่ขึ้นอยู่กับความต้องการของมนุษย์

ลักษณะที่สองคือความขัดแย้งที่เกิดจากการจัดสรรทรัพยากรหรือการใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรม เช่น รัฐจำกัดการใช้น้ำของเกษตรกรรายย่อยในนามของการฟื้นฟูแม่น้ำ แต่ยังอนุญาตให้กิจการขนาดใหญ่ใช้น้ำในปริมาณสูงโดยไม่ต้องปรับเปลี่ยนการดำเนินงานอย่างเหมาะสม

ในกรณีหลัง ปัญหาไม่ได้อยู่ที่สิทธิของธรรมชาติขัดแย้งกับสิทธิของเกษตรกรโดยตรงเท่านั้น แต่อยู่ที่วิธีจัดสรรภาระและผลประโยชน์จากการคุ้มครองธรรมชาติด้วย

การแยกความขัดแย้งทั้งสองลักษณะมีความสำคัญ เพราะกรณีแรกต้องให้ความสำคัญกับขีดจำกัดทางนิเวศและการปรับตัวของผู้ใช้ทรัพยากร ส่วนกรณีหลังต้องตรวจสอบความชอบธรรมของนโยบาย ความเสมอภาคในการบังคับใช้ และความรับผิดชอบของผู้ที่ใช้ทรัพยากรหรือสร้างความเสียหายในระดับต่างกัน

ความขัดแย้งจำนวนหนึ่งจึงอาจลดลงได้โดยไม่จำเป็นต้องลดทอนสิทธิของฝ่ายใด หากมีการปรับเปลี่ยนวิธีจัดสรรทรัพยากรและกระจายภาระอย่างเป็นธรรม

หลักความยุติธรรมเมื่อมนุษย์และธรรมชาติต่างเป็นผู้ทรงสิทธิ

การยอมรับว่ามนุษย์และธรรมชาติต่างมีสิทธิ ไม่ได้หมายความว่าต้องกำหนดให้สิทธิประเภทหนึ่งมีลำดับสูงกว่าอีกประเภทหนึ่งในทุกสถานการณ์

ขณะเดียวกัน ก็ไม่อาจถือว่าทุกข้อเรียกร้องมีน้ำหนักเท่ากันโดยไม่คำนึงถึงลักษณะของสิทธิ ความรุนแรงของผลกระทบ และเงื่อนไขในการดำรงอยู่ของผู้ทรงสิทธิ

การพิจารณาความขัดแย้งจึงควรตั้งอยู่บนหลักการสำคัญสี่ประการ

ประการแรก ต้องเคารพแก่นสารสำคัญของสิทธิขั้นพื้นฐาน การคุ้มครองธรรมชาติไม่ควรเป็นข้ออ้างให้ประชาชนสูญเสียเงื่อนไขพื้นฐานในการดำรงชีวิตโดยปราศจากความจำเป็นและมาตรการคุ้มครองที่เหมาะสม ในทางกลับกัน การอ้างสิทธิของมนุษย์ก็ไม่ควรเป็นเหตุผลให้ทำลายเงื่อนไขสำคัญของการดำรงอยู่ของระบบนิเวศโดยไม่มีขอบเขต

ประการที่สอง ต้องคำนึงถึงขีดจำกัดทางนิเวศ การตัดสินใจไม่อาจพิจารณาเฉพาะความต้องการและผลประโยชน์ของมนุษย์ หากต้องประเมินว่าระบบนิเวศสามารถรองรับกิจกรรมดังกล่าวได้เพียงใด โดยเฉพาะเมื่อมีความเสี่ยงต่อความเสียหายร้ายแรงหรือไม่อาจฟื้นคืนได้

ประการที่สาม ต้องใช้มาตรการที่จำเป็นและได้สัดส่วน หากมีทางเลือกหลายทาง ควรพิจารณามาตรการที่สามารถคุ้มครองธรรมชาติได้อย่างมีประสิทธิผล โดยกระทบต่อสิทธิของประชาชนน้อยที่สุดเท่าที่เหมาะสม ทั้งนี้ ความได้สัดส่วนไม่ใช่เหตุผลให้ยอมรับการทำลายระบบนิเวศอย่างร้ายแรงเพียงเพราะมีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจสูงกว่า

ประการที่สี่ ต้องกระจายภาระและความรับผิดชอบอย่างเป็นธรรม ผู้ที่ใช้ทรัพยากรหรือสร้างความเสียหายในระดับสูงไม่ควรได้รับการยกเว้นภาระ ขณะที่ผู้มีอำนาจต่อรองน้อยต้องแบกรับต้นทุนส่วนใหญ่ของมาตรการคุ้มครองธรรมชาติ

หลักการเหล่านี้ไม่ใช่สูตรสำเร็จที่สามารถใช้ตัดสินข้อพิพาททุกกรณีได้โดยอัตโนมัติ แต่เป็นกรอบสำหรับพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างสิทธิอย่างรอบด้าน โดยต้องคำนึงถึงกฎหมายที่ใช้บังคับ ข้อเท็จจริงทางนิเวศ และผลกระทบต่อผู้เกี่ยวข้อง

สิ่งสำคัญคือการไม่ลดความขัดแย้งให้เหลือเพียงการเลือกระหว่างการอนุรักษ์ธรรมชาติกับการดำรงชีวิตของมนุษย์ เพราะหลายครั้งทางเลือกที่เป็นธรรมอาจอยู่ที่การเปลี่ยนวิธีใช้ทรัพยากรและจัดสรรความรับผิดชอบ มากกว่าการบังคับให้ฝ่ายหนึ่งต้องสูญเสียสิทธิของตน

สิทธิของคนรุ่นต่อไป เชื่อมโยงสิทธิมนุษยชนกับสิทธิของธรรมชาติอย่างไร

ความสัมพันธ์ระหว่างสิทธิมนุษยชนกับสิทธิของธรรมชาติไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะผู้คนและระบบนิเวศในปัจจุบัน แต่ยังเกี่ยวข้องกับความเป็นธรรมระหว่างรุ่นด้วย

การทำลายป่าต้นน้ำ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ หรือการปล่อยให้ระบบนิเวศเสื่อมโทรมอย่างต่อเนื่อง อาจส่งผลให้คนรุ่นต่อไปไม่สามารถเข้าถึงน้ำ อาหาร และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี

สิทธิและผลประโยชน์ของคนรุ่นต่อไปจึงเป็นประเด็นสำคัญในกฎหมายและแนวคิดความยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อมร่วมสมัย แม้รูปแบบการรับรองและการบังคับใช้จะแตกต่างกันตามระบบกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม สิทธิของคนรุ่นต่อไปกับสิทธิของธรรมชาติไม่ใช่สิทธิประเภทเดียวกัน

สิทธิของคนรุ่นต่อไปยังมีมนุษย์เป็นศูนย์กลางของการคุ้มครอง ส่วนสิทธิของธรรมชาติให้ความสำคัญกับธรรมชาติในฐานะผู้ทรงสิทธิของตนเอง

ความแตกต่างนี้มีนัยสำคัญ เพราะแม้ธรรมชาติบางส่วนอาจไม่มีความสำคัญต่อการใช้ประโยชน์ของมนุษย์ในอนาคตอย่างชัดเจน ก็ไม่ได้หมายความว่าธรรมชาตินั้นปราศจากคุณค่าหรือไม่ควรได้รับความคุ้มครอง

ขณะเดียวกัน การรักษาระบบนิเวศให้สามารถดำรงอยู่และฟื้นตัวได้ ย่อมช่วยรักษาเงื่อนไขที่จำเป็นต่อการใช้สิทธิของมนุษย์ในอนาคตด้วย

ความเป็นธรรมระหว่างรุ่นจึงเป็นพื้นที่สำคัญที่สิทธิมนุษยชนกับสิทธิของธรรมชาติสามารถเกื้อหนุนกัน โดยไม่จำเป็นต้องทำให้สิทธิทั้งสองประเภทกลายเป็นสิทธิเดียวกัน

สู่ความยุติธรรมที่ไม่แยกมนุษย์ออกจากธรรมชาติ

สิทธิมนุษยชนในสิ่งแวดล้อมที่ดีกับสิทธิของธรรมชาติมีความแตกต่างกันในฐานะผู้ทรงสิทธิ การนิยามความเสียหาย และเป้าหมายของการเยียวยา แต่ความแตกต่างดังกล่าวไม่ได้ทำให้สิทธิทั้งสองประเภทจำเป็นต้องแข่งขันกัน

ในทางตรงกันข้าม การยอมรับสิทธิทั้งสองประเภทอาจช่วยขยายความหมายของความยุติธรรมให้ครอบคลุมทั้งศักดิ์ศรีและเงื่อนไขในการดำรงชีวิตของมนุษย์ ตลอดจนความสามารถของธรรมชาติในการดำรงอยู่และรักษาความสัมพันธ์ทางนิเวศของตนเอง

อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ที่เกื้อหนุนกันจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อระบบกฎหมายและนโยบายสามารถจัดการความขัดแย้งอย่างเป็นธรรม ไม่ละเลยขีดจำกัดทางนิเวศ ไม่ลดทอนสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน และไม่ผลักภาระการคุ้มครองธรรมชาติไปยังผู้ที่มีอำนาจต่อรองน้อยที่สุด

ความเป็นธรรมระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติจึงไม่ใช่เพียงการแบ่งผลประโยชน์ระหว่างผู้ทรงสิทธิสองฝ่าย แต่เป็นการกำหนดเงื่อนไขที่ทำให้ทั้งมนุษย์และระบบนิเวศสามารถดำรงอยู่และพัฒนาความสัมพันธ์ร่วมกันได้ โดยไม่มีฝ่ายใดถูกลดทอนให้เป็นเพียงเครื่องมือเพื่อประโยชน์ของอีกฝ่าย นี่คือความท้าทายสำคัญของการพัฒนาสิทธิของธรรมชาติในสังคมร่วมสมัย ไม่ใช่การสร้างสิทธิขึ้นมาแข่งขันกับสิทธิมนุษยชน แต่เป็นการขยายขอบเขตความยุติธรรมให้ยอมรับว่า ชีวิตของมนุษย์และความสมบูรณ์ของธรรมชาติต่างมีคุณค่า และการคุ้มครองคุณค่าเหล่านั้นจำเป็นต้องดำเนินไปด้วยกัน

#สิทธิมนุษยชนกับสิ่งแวดล้อม #สิทธิของธรรมชาติ #RightsofNature #ความเป็นธรรมทางนิเวศ #EcologicalJustice #RightToCleanEnvironment #สิทธิคนรุ่นต่อไป #EnvironmentalJustice #นิติศาสตร์นิเวศ


เอกสารอ้างอิง
  • Boyd, D. R. (2017). The Rights of Nature: A Legal Revolution That Could Save the World. ECW Press.
  • Knox, J. H. (2018). Report of the Special Rapporteur on the Issue of Human Rights Obligations Relating to the Enjoyment of a Safe, Clean, Healthy and Sustainable Environment. United Nations Human Rights Council, A/HRC/37/59.
  • United Nations. (1972). Declaration of the United Nations Conference on the Human Environment (Stockholm Declaration).
Scroll to Top