
ชุดบทความ สิทธิของธรรมชาติ: จากโลกทัศน์ใหม่สู่การเปลี่ยนแปลงสังคม
เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยโดย Thai Climate Justice for All สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา
การรับรองสิทธิของธรรมชาติในรัฐธรรมนูญและกฎหมายของเอกวาดอร์และโบลิเวีย ถือเป็นความเปลี่ยนแปลงสำคัญของความคิดทางกฎหมายและการเมืองร่วมสมัย ทั้งสองประเทศได้ยกระดับธรรมชาติจากสิ่งที่อยู่ภายใต้การครอบครองและใช้ประโยชน์ของมนุษย์ ให้มีสถานะเป็นผู้ทรงสิทธิที่กฎหมายต้องให้ความเคารพและคุ้มครอง การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมิได้เกิดขึ้นจากการปฏิรูประบบกฎหมายเพียงลำพัง หากเป็นผลจากประวัติศาสตร์การต่อสู้ของชนพื้นเมือง ขบวนการทางสังคม และความพยายามแสวงหาทางเลือกต่อระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาการสกัดทรัพยากรธรรมชาติ
เอกวาดอร์รับรองสิทธิของธรรมชาติไว้ในรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 2008 เป็นประเทศแรกของโลก ขณะที่โบลิเวียประกาศใช้กฎหมายสิทธิของแม่ธรณีในปี ค.ศ. 2010 และกฎหมายว่าด้วยแม่ธรณีกับการพัฒนาแบบองค์รวมในปี ค.ศ. 2012 ทั้งสองประเทศนำโลกทัศน์ของชนพื้นเมืองเข้าสู่ระบบกฎหมายสมัยใหม่ และพยายามเชื่อมโยงการคุ้มครองธรรมชาติกับการสร้างสังคมที่เป็นธรรมมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ความก้าวหน้าทางกฎหมายดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางโครงสร้างเศรษฐกิจที่ยังพึ่งพาน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ เหมืองแร่ และกิจกรรมที่สร้างแรงกดดันต่อระบบนิเวศ ความขัดแย้งระหว่างหลักสิทธิของธรรมชาติกับทิศทางการพัฒนาของรัฐจึงเป็นประเด็นสำคัญในการทำความเข้าใจประสบการณ์ของทั้งสองประเทศ
จากโลกทัศน์ชนพื้นเมืองสู่การเปลี่ยนความหมายของการพัฒนา
แนวคิดสิทธิของธรรมชาติในเอกวาดอร์และโบลิเวียมีความสัมพันธ์กับ Pachamama หรือแม่ธรณี ในโลกทัศน์ของชนพื้นเมืองบริเวณเทือกเขาแอนดีส ซึ่งมองธรรมชาติเป็นองค์รวมของความสัมพันธ์ระหว่างผืนดิน น้ำ ภูเขา พืช สัตว์ มนุษย์ และสรรพชีวิต มิใช่เป็นเพียงทรัพยากรหรือวัตถุสำหรับการใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
ภายใต้โลกทัศน์ดังกล่าว มนุษย์ดำรงอยู่ภายในความสัมพันธ์ของธรรมชาติ มิได้แยกตัวออกมาเป็นผู้ครอบครองหรือควบคุมธรรมชาติอย่างเบ็ดเสร็จ การดำรงชีวิตจึงเกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบในการรักษาความสมดุลของระบบนิเวศและความสัมพันธ์ทางสังคมวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมา
ในเอกวาดอร์ แนวคิดนี้เชื่อมโยงกับ Buen Vivir ซึ่งเป็นภาษาสเปน หมายถึงการดำรงชีวิตที่ดี โดยสัมพันธ์กับ Sumak Kawsay ในภาษาคิชวา (Kichwa) ของชนพื้นเมือง แนวคิดดังกล่าวให้ความสำคัญกับชีวิตที่ดีภายใต้ความสัมพันธ์อันเกื้อกูลระหว่างบุคคล ชุมชน และธรรมชาติ มากกว่าการถือว่าความเจริญวัดได้จากรายได้หรือการบริโภคที่เพิ่มขึ้น
ส่วนโบลิเวียใช้แนวคิด Vivir Bien ซึ่งสัมพันธ์กับ Suma Qamaña ในภาษาไอมารา (Aymara) โดยให้ความสำคัญกับการดำรงชีวิตที่ดีร่วมกันภายในชุมชนและความสัมพันธ์กับธรรมชาติ แม้ทั้งสองแนวคิดจะมีสาระใกล้เคียงกัน แต่มีรากฐานทางภาษา วัฒนธรรม และพัฒนาการทางการเมืองแตกต่างกัน อีกทั้งมีการตีความหลากหลายภายในสังคมชนพื้นเมืองเอง
การนำแนวคิดเหล่านี้เข้าสู่รัฐธรรมนูญและนโยบายสาธารณะมีนัยสำคัญต่อการเปลี่ยนความหมายของการพัฒนา เพราะเป็นการตั้งคำถามต่อระบบเศรษฐกิจที่มุ่งเพิ่มผลผลิต การสะสมทุน และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง โดยไม่คำนึงถึงข้อจำกัดของระบบนิเวศ
อย่างไรก็ตาม เมื่อโลกทัศน์ของชนพื้นเมืองถูกนำเข้าสู่ระบบรัฐ ความหมายของ Buen Vivir และ Vivir Bien ย่อมถูกตีความภายใต้เงื่อนไขทางการเมืองและเศรษฐกิจ รัฐบาลอาจให้ความสำคัญกับการขยายบริการสาธารณะ การลงทุน และการลดความยากจน ขณะที่ขบวนการชนพื้นเมืองบางส่วนให้ความสำคัญกับการปกป้องพื้นที่ชีวิต การรักษาความสัมพันธ์กับธรรมชาติ และการมีอำนาจกำหนดอนาคตของชุมชน ความแตกต่างดังกล่าวจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งที่ดำเนินต่อมาภายหลังการปฏิรูปกฎหมาย
เอกวาดอร์ เมื่อการต่อสู้ทางสังคมเปลี่ยนเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ
การรับรองสิทธิของธรรมชาติในเอกวาดอร์เกิดขึ้นภายใต้กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งมีเป้าหมายปฏิรูประบบการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน ภายหลังสังคมเผชิญความไม่มั่นคงทางการเมือง ความเหลื่อมล้ำ และข้อขัดแย้งเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติมาเป็นเวลานาน
ขบวนการชนพื้นเมืองและองค์กรภาคประชาสังคมมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยอมรับความหลากหลายทางวัฒนธรรม สิทธิชุมชน และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ
อัลแบร์โต อาโกสตา (Alberto Acosta) นักเศรษฐศาสตร์ชาวเอกวาดอร์และอดีตประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ เป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญที่สนับสนุนแนวคิด Buen Vivir และการรับรองสิทธิของธรรมชาติ โดยเสนอให้ทบทวนรูปแบบการพัฒนาที่พึ่งพาการสกัดทรัพยากรและการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นเป้าหมายหลัก
รัฐธรรมนูญเอกวาดอร์ ค.ศ. 2008 รับรองธรรมชาติหรือ Pachamama เป็นผู้ทรงสิทธิโดยตรง มาตรา 71 รับรองสิทธิในการดำรงอยู่ ตลอดจนการรักษาและฟื้นฟูวงจรชีวิต โครงสร้าง หน้าที่ และกระบวนการวิวัฒนาการตามธรรมชาติ พร้อมเปิดโอกาสให้บุคคล ชุมชน และกลุ่มต่าง ๆ เรียกร้องให้รัฐคุ้มครองสิทธิดังกล่าวได้
มาตรา 72 รับรองสิทธิของธรรมชาติในการได้รับการฟื้นฟู ซึ่งแยกต่างหากจากการชดเชยความเสียหายแก่บุคคลหรือชุมชน ส่วนมาตรา 73 กำหนดให้รัฐใช้มาตรการป้องกันและจำกัดกิจกรรมที่อาจนำไปสู่การสูญพันธุ์ การทำลายระบบนิเวศ หรือการเปลี่ยนแปลงวงจรธรรมชาติอย่างถาวร
บทบัญญัติเหล่านี้เปลี่ยนฐานคิดทางกฎหมายจากการคุ้มครองธรรมชาติเพื่อประโยชน์ของมนุษย์ ไปสู่การยอมรับว่าธรรมชาติมีคุณค่าและสิทธิในตัวเอง ความเสียหายต่อระบบนิเวศจึงสามารถเป็นประเด็นทางกฎหมายได้ แม้ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ความเสียหายต่อมนุษย์เป็นเงื่อนไขเพียงประการเดียว
อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญฉบับเดียวกันยังรับรองบทบาทของรัฐในการบริหารทรัพยากรธรรมชาติเชิงยุทธศาสตร์ รวมถึงทรัพยากรใต้ดินที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ ความตึงเครียดระหว่างสิทธิของธรรมชาติกับอำนาจรัฐในการใช้ทรัพยากรจึงปรากฏอยู่ภายในกรอบกฎหมายสูงสุดของประเทศด้วย
Los Cedros และ Yasuní เมื่อสิทธิทางกฎหมายเผชิญโครงสร้างเศรษฐกิจ
คดีป่าคุ้มครอง Los Cedros เป็นพัฒนาการสำคัญของการนำสิทธิของธรรมชาติมาใช้ในกระบวนการยุติธรรม ศาลรัฐธรรมนูญเอกวาดอร์มีคำพิพากษาหมายเลข 1149-19-JP/21 ในปี ค.ศ. 2021 ว่าการอนุญาตกิจกรรมสำรวจแร่ในพื้นที่ดังกล่าวละเมิดสิทธิของธรรมชาติ โดยให้ความสำคัญกับความหลากหลายทางชีวภาพ ความเสี่ยงต่อระบบนิเวศ และหลักป้องกันไว้ก่อน
คำพิพากษานี้ทำให้สิทธิของธรรมชาติเป็นหลักกฎหมายที่สามารถใช้ตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของการตัดสินใจอนุญาตกิจกรรมทางเศรษฐกิจ มิใช่เพียงถ้อยคำแสดงเจตนารมณ์ในการอนุรักษ์
ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งเกี่ยวกับการผลิตน้ำมันในอุทยานแห่งชาติ Yasuní แสดงให้เห็นข้อจำกัดของการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายภายใต้โครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพาการสกัดทรัพยากร
Yasuní เป็นพื้นที่ป่าแอมะซอนที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง และเป็นถิ่นฐานของชนพื้นเมืองหลายกลุ่ม รวมถึงกลุ่มที่ดำรงชีวิตโดยแยกตัวจากสังคมภายนอก แต่พื้นที่ดังกล่าวยังเป็นแหล่งน้ำมันที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจเอกวาดอร์
เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ค.ศ. 2023 ประชาชนเอกวาดอร์ลงประชามติเห็นชอบให้ยุติการสกัดน้ำมันในพื้นที่ Block 43 หรือ ITT ภายใน Yasuní ผลประชามติเกิดจากการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนที่ผลักดันให้การคุ้มครองธรรมชาติเป็นประเด็นการตัดสินใจทางประชาธิปไตยระดับชาติ
อย่างไรก็ตาม การยุติการผลิตน้ำมันไม่ได้ดำเนินไปตามกรอบเวลาที่กำหนด รายงานของ Human Rights Watch ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2026 และ Amnesty International ในเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน ระบุถึงความล่าช้าและการไม่ปฏิบัติตามผลประชามติอย่างครบถ้วน
ผลประชามติ Yasuní แสดงให้เห็นข้อจำกัดของกระบวนการประชาธิปไตยภายใต้โครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพาการสกัดทรัพยากร แม้ประชาชนจะมีมติให้ยุติการผลิตน้ำมัน แต่รายได้จากอุตสาหกรรมดังกล่าวยังมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจและการคลังของประเทศ จนกลายเป็นเงื่อนไขที่ขัดขวางการปฏิบัติตามเจตจำนงของประชาชน
อย่างไรก็ดี การรับรองสิทธิของธรรมชาติและกระบวนการประชามติได้สร้างฐานความชอบธรรมให้ภาคประชาชนสามารถตรวจสอบและเรียกร้องความรับผิดชอบจากรัฐอย่างต่อเนื่อง ความขัดแย้งดังกล่าวจึงแสดงทั้งพลังของสิทธิทางกฎหมายและข้อจำกัดของการเปลี่ยนแปลงที่ยังไม่ครอบคลุมโครงสร้างเศรษฐกิจ
โบลิเวีย สิทธิของแม่ธรณีกับโครงการปฏิรูปรัฐ
โบลิเวียมีพัฒนาการแตกต่างจากเอกวาดอร์ โดยเชื่อมโยงการรับรองสิทธิของแม่ธรณีเข้ากับกระบวนการปฏิรูปรัฐและการยอมรับความหลากหลายของชนพื้นเมือง
รัฐธรรมนูญ ค.ศ. 2009 กำหนดให้โบลิเวียเป็นรัฐพหุชาติ (Plurinational State) ซึ่งยอมรับการดำรงอยู่ร่วมกันของประชาชาติและกลุ่มชนที่มีภาษา วัฒนธรรม และระบบสถาบันแตกต่างกันภายในรัฐเดียวกัน พร้อมให้ความสำคัญกับแนวคิด Vivir Bien ในฐานะส่วนหนึ่งของหลักการจัดระเบียบสังคมและการพัฒนา
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้รัฐบาลของเอโว โมราเลส (Evo Morales) ผู้นำทางการเมืองเชื้อสายไอมาราและประธานาธิบดีโบลิเวียระหว่างปี ค.ศ. 2006–2019 ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการผลักดันการปฏิรูปรัฐ การยอมรับสิทธิของชนพื้นเมือง และการนำแนวคิดแม่ธรณีเข้าสู่นโยบายสาธารณะ
แม้รัฐธรรมนูญจะรับรองสิทธิด้านสิ่งแวดล้อมและให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ แต่การรับรองสิทธิของแม่ธรณีโดยตรงเกิดขึ้นผ่านกฎหมายเฉพาะ
กฎหมายฉบับที่ 071 ค.ศ. 2010 รับรองแม่ธรณีในฐานะองค์รวมของระบบชีวิต และกำหนดสิทธิสำคัญ ได้แก่ สิทธิในการดำรงชีวิต ความหลากหลายของชีวิต น้ำ อากาศสะอาด ความสมดุล การฟื้นฟู และการดำรงอยู่อย่างปราศจากมลพิษ
ต่อมา กฎหมายฉบับที่ 300 ค.ศ. 2012 ว่าด้วยแม่ธรณีและการพัฒนาแบบองค์รวมเพื่อการดำรงชีวิตที่ดี ได้วางกรอบการเชื่อมโยงการคุ้มครองธรรมชาติกับนโยบายเศรษฐกิจและสังคม โดยพยายามกำหนดแนวทางการพัฒนาที่คำนึงถึงความสมดุลของระบบชีวิต
อย่างไรก็ตาม การปฏิรูปรัฐของโบลิเวียดำเนินควบคู่กับนโยบายที่ใช้รายได้จากก๊าซธรรมชาติ เหมืองแร่ และทรัพยากรอื่น ๆ เพื่อสนับสนุนการลงทุนและโครงการทางสังคม การขยายบทบาทรัฐในการจัดการทรัพยากรและการกระจายรายได้จึงมิได้หมายถึงการลดการพึ่งพาเศรษฐกิจสกัดทรัพยากรเสมอไป
ความขัดแย้งดังกล่าวปรากฏชัดในกรณีพื้นที่ชนพื้นเมืองและอุทยานแห่งชาติ Isiboro Sécure หรือ TIPNIS ซึ่งโครงการก่อสร้างถนนผ่านพื้นที่นำไปสู่การคัดค้านจากชนพื้นเมืองและภาคประชาสังคม เนื่องจากความกังวลต่อผลกระทบต่อระบบนิเวศและวิถีชีวิตของชุมชน
ในปี ค.ศ. 2017 โบลิเวียออกกฎหมายฉบับที่ 969 ซึ่งเปลี่ยนกรอบการคุ้มครองและการพัฒนาพื้นที่ TIPNIS และเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งเกี่ยวกับอนาคตของพื้นที่ดังกล่าว
กรณี TIPNIS เปิดเผยความแตกต่างระหว่างการตีความ Vivir Bien ของรัฐกับความเข้าใจของชุมชนที่ดำรงชีวิตสัมพันธ์กับระบบนิเวศโดยตรง สำหรับรัฐ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอาจเป็นเครื่องมือเชื่อมโยงเศรษฐกิจและกระจายโอกาสทางสังคม แต่สำหรับชุมชนบางกลุ่ม การเปลี่ยนแปลงพื้นที่อาจกระทบต่อเงื่อนไขพื้นฐานของการดำรงชีวิตและความสัมพันธ์กับธรรมชาติ
การรับรองสิทธิของแม่ธรณีจึงไม่ได้ทำให้ความขัดแย้งเกี่ยวกับทิศทางการพัฒนาสิ้นสุดลง โดยเฉพาะเมื่ออำนาจกำหนดนโยบายและอนุญาตกิจกรรมทางเศรษฐกิจยังรวมศูนย์อยู่ในหน่วยงานของรัฐ
ความย้อนแย้งของการพัฒนาที่ก้าวหน้าทางสังคม แต่ยังพึ่งพาการสกัดทรัพยากร
ประสบการณ์ของเอกวาดอร์และโบลิเวียมีความสัมพันธ์กับโครงสร้างเศรษฐกิจแบบสกัดทรัพยากร (Extractivism) ซึ่งหมายถึงรูปแบบการพัฒนาที่พึ่งพาการนำทรัพยากรธรรมชาติออกมาใช้ในปริมาณมาก โดยเฉพาะเพื่อจำหน่ายในตลาดและส่งออก เช่น น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และแร่
ภายใต้โครงสร้างดังกล่าว รัฐบาลที่มีเป้าหมายลดความยากจนและความเหลื่อมล้ำอาจใช้รายได้จากทรัพยากรธรรมชาติเป็นเครื่องมือสนับสนุนบริการสาธารณะ การลงทุน และโครงการทางสังคม ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างเป้าหมายความเป็นธรรมทางสังคมในระยะสั้นกับการรักษาความสมบูรณ์ของระบบนิเวศในระยะยาว
แนวทางนี้มีลักษณะที่นักวิชาการบางส่วนเรียกว่า Neo-extractivism หรือเศรษฐกิจสกัดทรัพยากรรูปแบบใหม่ ซึ่งรัฐมีบทบาทมากขึ้นในการควบคุมหรือจัดสรรรายได้จากทรัพยากรเพื่อสนับสนุนนโยบายสังคม แต่ยังคงพึ่งพาการผลิตและส่งออกวัตถุดิบเป็นฐานเศรษฐกิจสำคัญ
เอดูอาร์โด กูดีนัส (Eduardo Gudynas) นักวิชาการชาวอุรุกวัยด้านนิเวศวิทยาการเมืองและการพัฒนา เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการวิพากษ์แนวทางดังกล่าว โดยชี้ให้เห็นข้อจำกัดของการพัฒนาที่แม้รัฐจะกระจายรายได้จากทรัพยากรมากขึ้น แต่ยังคงสร้างแรงกดดันต่อระบบนิเวศและชุมชนในพื้นที่ผลิต
ปัญหาสำคัญจึงมิได้อยู่ที่การนำรายได้จากทรัพยากรไปใช้เพื่อประโยชน์สาธารณะ หากอยู่ที่การกำหนดให้การสร้างความเป็นธรรมทางสังคมต้องพึ่งพากิจกรรมที่อาจผลิตซ้ำความไม่เป็นธรรมทางนิเวศ
ความขัดแย้งดังกล่าวยังสัมพันธ์กับโครงสร้างตลาดโลก ซึ่งสร้างแรงจูงใจให้ประเทศผู้ส่งออกวัตถุดิบรักษาหรือขยายการผลิตทรัพยากรธรรมชาติ ขณะที่ต้นทุนทางนิเวศและสังคมจำนวนมากตกอยู่กับพื้นที่ผลิตและชุมชนท้องถิ่น
ภายใต้เงื่อนไขเหล่านี้ การรับรองสิทธิของธรรมชาติจึงเผชิญข้อจำกัดที่ไม่ได้เกิดจากความไม่สมบูรณ์ของกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่สัมพันธ์กับโครงสร้างการผลิต การคลัง และการกระจายอำนาจทางเศรษฐกิจของประเทศ
จากสิทธิในกฎหมาย สู่การเปลี่ยนโครงสร้างการพัฒนา
เอกวาดอร์และโบลิเวียมีเส้นทางแตกต่างกันในการนำสิทธิของธรรมชาติเข้าสู่ระบบกฎหมาย เอกวาดอร์ใช้รัฐธรรมนูญเป็นฐานสำคัญ และพัฒนาหลักการดังกล่าวผ่านคำพิพากษาที่สามารถตรวจสอบการตัดสินใจของรัฐได้ ส่วนโบลิเวียใช้กฎหมายเฉพาะเชื่อมโยงสิทธิของแม่ธรณีกับการปฏิรูปรัฐและกรอบนโยบายการพัฒนา
ทั้งสองแนวทางมีความสำคัญต่อการเปลี่ยนฐานคิดทางกฎหมายและการเมือง แต่ยังไม่สามารถคลี่คลายความขัดแย้งระหว่างสิทธิของธรรมชาติกับโครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพาการสกัดทรัพยากรได้อย่างสมบูรณ์
ประสบการณ์ดังกล่าวมิได้แสดงเพียงความขัดแย้งระหว่างกฎหมายที่ก้าวหน้ากับนโยบายเศรษฐกิจที่ยังไม่เปลี่ยนแปลง หากเปิดเผยข้อจำกัดของการปฏิรูปที่พยายามเปลี่ยนสถานะของธรรมชาติ โดยยังรักษาโครงสร้างการพัฒนาที่ถือว่าธรรมชาติเป็นแหล่งสะสมความมั่งคั่งเอาไว้
การทำให้สิทธิของธรรมชาติมีผลต่อทิศทางการพัฒนาจึงต้องเชื่อมโยงกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ การสร้างทางเลือกด้านรายได้และการคลัง ตลอดจนการกระจายอำนาจให้ชุมชนมีส่วนร่วมกำหนดอนาคตของทรัพยากรธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของตน
ความท้าทายของสิทธิของธรรมชาติจึงไม่ได้สิ้นสุดที่การได้รับการรับรองทางกฎหมาย แต่รวมถึงการเปลี่ยนเงื่อนไขทางเศรษฐกิจและการเมืองที่ทำให้การละเมิดสิทธินั้นยังดำรงอยู่ เพราะตราบใดที่ความมั่งคั่งของประเทศยังต้องอาศัยการทำลายเงื่อนไขแห่งชีวิต สิทธิของธรรมชาติก็ยังต้องเผชิญข้อจำกัดจากระบบการพัฒนาที่กฎหมายพยายามเปลี่ยนแปลงนั้นเอง
#ThaiClimateJusticeForAll #TCJA #สิทธิของธรรมชาติ #RightsofNature #BuenVivir #Pachamama #รัฐธรรมนูญเอกวาดอร์ #สิทธิของแม่ธรณี #Extractivism #Yasuni #LosCedros #ความเป็นธรรมทางนิเวศ
เอกสารอ้างอิง
- Constitution of the Republic of Ecuador. (2008). Articles 71–74 and provisions concerning Buen Vivir.
- Constitution of the Plurinational State of Bolivia. (2009).
- Plurinational State of Bolivia. (2010). Law No. 071 of the Rights of Mother Earth.
- Plurinational State of Bolivia. (2012). Law No. 300, Framework Law of Mother Earth and Integral Development for Living Well.
- Plurinational State of Bolivia. (2017). Law No. 969 concerning the Isiboro Sécure Indigenous Territory and National Park.
- Constitutional Court of Ecuador. (2021). Judgment No. 1149-19-JP/21 (Los Cedros).
- Constitutional Court of Ecuador. (2023). Opinion No. 6-22-CP/23 concerning the Block 43 popular consultation.
- Acosta, A. (2013). Extractivism and Neo-extractivism: Two Sides of the Same Curse. In Beyond Development: Alternative Visions from Latin America. Rosa Luxemburg Foundation.
- Boyd, D. R. (2017). The Rights of Nature: A Legal Revolution That Could Save the World. ECW Press.
- Gudynas, E. (2011). Buen Vivir: Today’s Tomorrow. Development, 54, 441–447.
- Kauffman, C. M., & Martin, P. L. (2021). The Politics of Rights of Nature: Strategies for Building a More Sustainable Future. MIT Press.
- Human Rights Watch. (2026, March 16). Ecuador: Government Defies Court-Ordered Oil Ban. Amnesty International. (2026, August 20). Ecuador: Three Years After the Yasuní Referendum, Sanctions Against Its Defenders Highlight the Deterioration of Civic Space.