สิทธิของธรรมชาติกับสิทธิชนพื้นเมือง คือสิทธิที่แยกจากกันได้หรือไม่

ชุดบทความ สิทธิของธรรมชาติ: จากโลกทัศน์ใหม่สู่การเปลี่ยนแปลงสังคม
เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยโดย Thai Climate Justice for All สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา

แม่น้ำสายหนึ่งอาจเป็นทรัพยากรน้ำในสายตาของรัฐ เป็นระบบนิเวศในความเข้าใจของนักวิทยาศาสตร์ และเป็นบรรพชนผู้หล่อเลี้ยงชีวิตในโลกทัศน์ของชนพื้นเมือง สำหรับรัฐ การปกป้องแม่น้ำอาจหมายถึงการควบคุมมลพิษและบริหารจัดการน้ำ ขณะที่สำหรับชนพื้นเมืองบางสังคม การปกป้องแม่น้ำยังหมายถึงการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน บรรพชน ดินแดน และสิ่งมีชีวิตที่ดำรงอยู่ร่วมกันมาอย่างยาวนาน

หากกฎหมายรับรองให้แม่น้ำมีสิทธิ แต่ไม่ยอมรับสิทธิของชนพื้นเมืองในการกำหนดความสัมพันธ์กับแม่น้ำ การรับรองดังกล่าวจะถือเป็นความก้าวหน้าของความยุติธรรมทางนิเวศได้เพียงใด ในทางกลับกัน หากรัฐรับรองสิทธิของชนพื้นเมืองในดินแดนและวัฒนธรรม แต่ยังถือว่าป่า แม่น้ำ และภูเขาเป็นเพียงทรัพยากรที่มนุษย์สามารถครอบครองและใช้ประโยชน์ได้โดยไม่คำนึงถึงขีดจำกัดทางนิเวศ สิทธิเหล่านั้นจะสามารถรักษาเงื่อนไขของการดำรงชีวิตร่วมกันในระยะยาวได้หรือไม่

คำถามทั้งสองสะท้อนข้อจำกัดของระบบกฎหมายสมัยใหม่ที่มักแบ่งแยกสิทธิของมนุษย์ออกจากสถานะของธรรมชาติ ทั้งที่สำหรับชนพื้นเมืองจำนวนมาก ความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับธรรมชาติเป็นรากฐานของชีวิต วัฒนธรรม และการดำรงอยู่ของประชาคม

ความท้าทายจึงอยู่ที่การพัฒนาความเข้าใจเรื่องสิทธิซึ่งสามารถรักษาทั้งคุณค่าของธรรมชาติ สิทธิในการกำหนดตนเองของชนพื้นเมือง และความสัมพันธ์ที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายดำรงอยู่ร่วมกันได้

โลกทัศน์แห่งความสัมพันธ์ เมื่อชีวิตไม่ได้เริ่มต้นจากสิ่งที่แยกขาดจากกัน

ความคิดทางกฎหมายสมัยใหม่จำนวนมากตั้งอยู่บนการจำแนกสิ่งต่าง ๆ ออกจากกัน มนุษย์เป็นบุคคลผู้ทรงสิทธิ ธรรมชาติเป็นวัตถุแห่งสิทธิหรือทรัพยากร และรัฐเป็นสถาบันที่กำหนดกฎเกณฑ์ในการจัดการความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งเหล่านั้น

แม้แนวคิดสิทธิของธรรมชาติจะท้าทายการแบ่งแยกดังกล่าวด้วยการรับรองให้ธรรมชาติเป็นผู้ทรงสิทธิ แต่กรอบกฎหมายยังคงต้องกำหนดว่าใครเป็นผู้ทรงสิทธิ สิทธิแต่ละประเภทมีขอบเขตเพียงใด และใครมีหน้าที่เคารพหรือพิทักษ์สิทธินั้น

สำหรับชนพื้นเมืองหลายสังคม การดำรงอยู่ของมนุษย์และสิ่งอื่นมิได้เริ่มต้นจากหน่วยที่แยกจากกัน หากเกิดขึ้นภายในเครือข่ายความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงชีวิต สถานที่ บรรพชน และโลกทางจิตวิญญาณเข้าด้วยกัน

อาร์ตูโร เอสโกบาร์ (Arturo Escobar) นักมานุษยวิทยาชาวโคลอมเบีย ผู้ศึกษาการพัฒนาและการเมืองของความรู้ อธิบายความเข้าใจลักษณะนี้ผ่านแนวคิด Relational Ontology หรือภววิทยาเชิงความสัมพันธ์ ซึ่งมองว่าสิ่งต่าง ๆ ดำรงอยู่และมีความหมายผ่านความสัมพันธ์ที่ประกอบสร้างกันและกัน

ในโลกทัศน์เช่นนี้ แม่น้ำมิได้เป็นเพียงวัตถุทางกายภาพที่มนุษย์เข้ามาสร้างความสัมพันธ์ด้วยภายหลัง หากความเป็นแม่น้ำและการดำรงอยู่ของผู้คนต่างมีความหมายผ่านความสัมพันธ์ที่สืบเนื่องกันมา

มาริโอ เบลเซอร์ (Mario Blaser) นักมานุษยวิทยาผู้ศึกษาการเมืองของความแตกต่างทางภววิทยา เสนอว่าความขัดแย้งระหว่างรัฐกับชนพื้นเมืองบางกรณีเป็นความขัดแย้งเกี่ยวกับความเข้าใจต่อโลกที่ดำรงอยู่ มิใช่เพียงความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์หรือการใช้ทรัพยากร

เมื่อรัฐมองภูเขาเป็นแหล่งแร่ ขณะที่ชนพื้นเมืองมองภูเขาเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมที่มีความสัมพันธ์ทางจิตวิญญาณกับผู้คน ทั้งสองฝ่ายจึงอาจมีความเข้าใจแตกต่างกันตั้งแต่ระดับความหมายของสิ่งที่ดำรงอยู่

การยอมรับสิทธิของธรรมชาติมีความสำคัญทางปรัชญา เพราะเปิดโอกาสให้กฎหมายก้าวพ้นการมองธรรมชาติเป็นเพียงวัตถุ แต่การเปลี่ยนสถานะทางกฎหมายเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอที่จะทำให้โลกทัศน์เชิงความสัมพันธ์ได้รับการยอมรับอย่างแท้จริง

เมื่อโลกแห่งความสัมพันธ์ถูกแปลเป็นภาษาแห่งสิทธิ

สิทธิของธรรมชาติเป็นความพยายามเปลี่ยนตำแหน่งของธรรมชาติภายในระบบกฎหมาย จากสิ่งที่ถูกครอบครองและใช้ประโยชน์ ไปสู่ผู้ทรงสิทธิที่สามารถได้รับการคุ้มครองในนามของตนเอง

อย่างไรก็ตาม การนำโลกทัศน์ชนพื้นเมืองเข้าสู่ระบบกฎหมายสมัยใหม่จำเป็นต้องผ่านกระบวนการแปลความหมาย ซึ่งอาจทำให้ความสัมพันธ์อันซับซ้อนถูกจัดระเบียบใหม่ภายใต้หมวดหมู่ที่กฎหมายรู้จัก

มาริโซล เด ลา คาเดนา (Marisol de la Cadena) นักมานุษยวิทยาผู้ศึกษาการเมืองของชนพื้นเมืองแอนดีส ชี้ให้เห็นว่าการเมืองสมัยใหม่มักจำกัดสิ่งที่สามารถปรากฏในพื้นที่สาธารณะให้อยู่ในกรอบที่รัฐและวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ยอมรับ สิ่งที่ชนพื้นเมืองเข้าใจว่าเป็นส่วนหนึ่งของโลกที่มีชีวิต อาจถูกลดสถานะให้เหลือเพียงความเชื่อหรือสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม

ในทำนองเดียวกัน การรับรองแม่น้ำเป็นบุคคลทางกฎหมายอาจทำให้แม่น้ำมีสถานะในการได้รับความคุ้มครอง แต่ความสัมพันธ์ระหว่างแม่น้ำกับชนพื้นเมืองอาจถูกลดทอนให้เหลือเพียงข้อมูลทางวัฒนธรรมที่ใช้ประกอบการตัดสินใจของหน่วยงานรัฐ

มิห์เนีย ทานาเซสคู (Mihnea Tănăsescu) นักวิชาการด้านปรัชญาการเมืองและสิทธิของธรรมชาติ เสนอให้ระมัดระวังการอธิบายว่าสิทธิของธรรมชาติเป็นการถ่ายทอดโลกทัศน์ชนพื้นเมืองเข้าสู่กฎหมายโดยตรง เพราะภาษาของสิทธิอาจเป็นเครื่องมือทางยุทธศาสตร์ที่ชนพื้นเมืองใช้ต่อรองกับรัฐ โดยไม่จำเป็นต้องสะท้อนความหมายทั้งหมดของโลกทัศน์ดั้งเดิม

ความแตกต่างสำคัญจึงอยู่ระหว่างการรับรองธรรมชาติเป็นผู้ทรงสิทธิที่แยกต่างหาก กับการยอมรับว่ามนุษย์และธรรมชาติดำรงอยู่ภายในความสัมพันธ์ที่ก่อให้เกิดทั้งสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบต่อกัน

การรับรองสิทธิของธรรมชาติสามารถเปิดพื้นที่ใหม่ให้กฎหมาย แต่หากไม่ยอมรับความสัมพันธ์ที่เป็นฐานของการดำรงชีวิต ก็อาจเปลี่ยนเพียงสถานะของธรรมชาติ โดยไม่เปลี่ยนวิธีคิดที่แยกมนุษย์ออกจากธรรมชาติ

ดินแดนในฐานะรากฐานของชีวิต วัฒนธรรม และการกำหนดตนเอง

สำหรับชนพื้นเมืองจำนวนมาก ดินแดนมีความหมายลึกซึ้งกว่าพื้นที่ทางภูมิศาสตร์หรือทรัพย์สินที่สามารถถือครองและซื้อขายได้ ดินแดนเป็นพื้นที่ของความทรงจำ ประวัติศาสตร์ ความสัมพันธ์ทางเครือญาติ ภาษา ความรู้ และความผูกพันระหว่างมนุษย์กับสิ่งมีชีวิตอื่น

การสูญเสียดินแดนจึงอาจหมายถึงการสูญเสียเงื่อนไขในการดำรงอยู่ของประชาคม ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงสถานที่สำคัญทางวัฒนธรรม การสืบทอดความรู้ หรือการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างคนรุ่นต่าง ๆ กับธรรมชาติ

ปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิชนพื้นเมือง ค.ศ. 2007 หรือ UNDRIP สะท้อนความสำคัญของความสัมพันธ์ดังกล่าว โดยมาตรา 25 รับรองสิทธิของชนพื้นเมืองในการรักษาและเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางจิตวิญญาณกับดินแดนและทรัพยากร ขณะที่มาตรา 26 รับรองสิทธิในที่ดิน อาณาเขต และทรัพยากรที่ชนพื้นเมืองเป็นเจ้าของ ครอบครอง หรือใช้ประโยชน์ตามจารีต

สาระสำคัญของสิทธิเหล่านี้อยู่ที่การยอมรับว่าความสัมพันธ์กับดินแดนเป็นองค์ประกอบของการดำรงอยู่และอัตลักษณ์ร่วมของชนพื้นเมือง

เมื่อพิจารณาจากฐานคิดนี้ การคุ้มครองธรรมชาติที่ตัดขาดผู้คนออกจากดินแดนอาจก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรม แม้จะดำเนินการภายใต้เป้าหมายการอนุรักษ์ก็ตาม

หากรัฐรับรองสิทธิของป่า แต่ใช้สิทธิดังกล่าวเป็นเหตุผลในการจำกัดการเข้าถึงดินแดนของชนพื้นเมือง โดยไม่ยอมรับความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์และสิทธิในการกำหนดตนเอง การคุ้มครองธรรมชาติอาจกลายเป็นรูปแบบใหม่ของการพรากสิทธิจากผู้คน

ความย้อนแย้งนี้ชี้ให้เห็นว่า การรับรองสิทธิของธรรมชาติจำเป็นต้องพิจารณาความเป็นธรรมของกระบวนการที่ใช้คุ้มครองสิทธินั้นด้วย เพราะเป้าหมายการอนุรักษ์ไม่อาจใช้เป็นเหตุผลทั่วไปในการลบล้างสิทธิทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของชนพื้นเมือง

เมื่อรัฐยอมรับสิทธิของธรรมชาติ แต่ไม่ยอมรับอำนาจของชนพื้นเมือง

ปัญหาที่ลึกซึ้งกว่าการรับรองสถานะทางกฎหมาย คือคำถามว่าใครมีอำนาจกำหนดความหมายและทิศทางของการคุ้มครองธรรมชาติ

รัฐอาจประกาศให้แม่น้ำเป็นผู้ทรงสิทธิ แต่งตั้งหน่วยงานหรือผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้พิทักษ์ และกำหนดหลักเกณฑ์ในการบริหารจัดการทั้งหมด โดยที่ชนพื้นเมืองซึ่งมีความสัมพันธ์กับแม่น้ำมายาวนานยังไม่มีอำนาจตัดสินใจอย่างแท้จริง

ในสถานการณ์เช่นนี้ ธรรมชาติอาจได้รับสถานะทางกฎหมายเพิ่มขึ้น ขณะที่อำนาจของชนพื้นเมืองยังคงถูกจำกัดอยู่ภายใต้โครงสร้างเดิม

ไคล์ พาวิส ไวต์ (Kyle Powys Whyte) นักปรัชญาสิ่งแวดล้อมชนพื้นเมืองชาวโพทาวาโทมี อธิบายว่าความไม่เป็นธรรมทางสิ่งแวดล้อมที่ชนพื้นเมืองเผชิญสัมพันธ์กับประวัติศาสตร์อาณานิคม การยึดครองดินแดน และการทำลายความสัมพันธ์ที่ทำให้ประชาคมสามารถดำรงอยู่และกำหนดอนาคตของตนเองได้

ความเสียหายทางนิเวศจึงมีมิติของความไม่เป็นธรรมทางการเมือง เพราะเกี่ยวข้องกับการสูญเสียอำนาจในการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน ดินแดน และสิ่งมีชีวิตอื่น

เดโบราห์ แม็กเกรเกอร์ (Deborah McGregor) นักวิชาการชนพื้นเมืองชาวอนิชินาเบด้านความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อม เน้นว่าการสร้างความเป็นธรรมต้องยอมรับระบบความรู้ หลักจริยธรรม และความรับผิดชอบต่อธรรมชาติที่พัฒนาขึ้นภายในสังคมชนพื้นเมืองเอง

ข้อเสนอเหล่านี้ทำให้เห็นว่า การพิทักษ์สิทธิของธรรมชาติไม่อาจจำกัดอยู่เพียงการแต่งตั้งผู้แทนหรือเปิดช่องทางฟ้องคดี แต่ต้องพิจารณาถึงความชอบธรรมของผู้มีอำนาจตัดสินใจ และสิทธิของชนพื้นเมืองในการรักษาระบบการปกครองและกฎหมายของตน

สิทธิในการกำหนดตนเองจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะหมายถึงความสามารถของชนพื้นเมืองในการกำหนดทิศทางการดำรงชีวิต วัฒนธรรม และการพัฒนาของตน โดยเฉพาะในเรื่องที่กระทบต่อดินแดนและระบบนิเวศ

หลักการยินยอมโดยเสรี ล่วงหน้า และได้รับข้อมูลอย่างเพียงพอ หรือ Free, Prior and Informed Consent (FPIC) เป็นหลักประกันสำคัญในกรณีที่กฎหมายและมาตรการของรัฐอาจกระทบสิทธิและดินแดนของชนพื้นเมือง

อย่างไรก็ตาม การมีส่วนร่วมและการให้ความยินยอมต้องสัมพันธ์กับอำนาจในการตัดสินใจจริง การเชิญชนพื้นเมืองเข้าร่วมประชุมหรือให้ข้อมูลแก่ผู้เชี่ยวชาญยังไม่อาจทดแทนสิทธิในการกำหนดอนาคตของตนเองได้

ความเสี่ยงของการนำเสียงชนพื้นเมืองไปใช้โดยไม่ยอมรับอำนาจของชนพื้นเมือง

การเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิของธรรมชาติมักอ้างถึงโลกทัศน์ชนพื้นเมืองเพื่อแสดงให้เห็นว่ามนุษย์สามารถมีความสัมพันธ์กับธรรมชาติในรูปแบบที่แตกต่างจากสังคมอุตสาหกรรมสมัยใหม่

การอ้างอิงดังกล่าวช่วยขยายจินตนาการทางกฎหมายและจริยธรรม แต่ก็มีความเสี่ยงหากความรู้และโลกทัศน์ของชนพื้นเมืองถูกนำไปใช้เป็นเพียงหลักฐานสนับสนุนแนวคิดของผู้เชี่ยวชาญ โดยไม่ยอมรับชนพื้นเมืองในฐานะผู้มีอำนาจกำหนดความหมายของความรู้และความสัมพันธ์เหล่านั้น

ความเสี่ยงนี้อาจเกิดขึ้นเมื่อรัฐหรือองค์กรภายนอกใช้เรื่องเล่าเกี่ยวกับธรรมชาติในฐานะบรรพชนหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กฎหมาย แต่กลับกำหนดผู้พิทักษ์สิทธิและแนวทางการจัดการโดยไม่ให้ชนพื้นเมืองมีบทบาทที่สอดคล้องกับสิทธิของตน

ในอีกด้านหนึ่ง การยกย่องชนพื้นเมืองว่าเป็นผู้พิทักษ์ธรรมชาติโดยกำเนิดก็อาจทำให้ชนพื้นเมืองถูกจำกัดอยู่ภายในภาพแทนที่สังคมภายนอกสร้างขึ้น จนละเลยความหลากหลายของความคิด ความเปลี่ยนแปลง และสิทธิในการเลือกอนาคตของพวกเขาเอง

ชนพื้นเมืองแต่ละสังคมมีประวัติศาสตร์และความสัมพันธ์กับธรรมชาติแตกต่างกัน ภายในประชาคมเดียวกันยังอาจมีความเห็นหลากหลายเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ การอนุรักษ์ และทิศทางการพัฒนา

การยอมรับสิทธิชนพื้นเมืองจึงต้องรวมถึงการเคารพความหลากหลายภายในประชาคม และการสร้างกระบวนการตัดสินใจที่รับผิดชอบต่อทั้งสมาชิกของชุมชนและระบบนิเวศ

การป้องกันมิให้สิทธิของธรรมชาติถูกใช้ครอบทับเสียงชนพื้นเมืองจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญของความยุติธรรมทางนิเวศ เพราะการรับรองสิทธิของธรรมชาติจะขาดความชอบธรรม หากกระบวนการคุ้มครองกลับผลิตซ้ำความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่กีดกันผู้คนออกจากดินแดนและความรู้ของตน

สิทธิในความสัมพันธ์ ก้าวพ้นการแยกมนุษย์ออกจากธรรมชาติ

ข้อจำกัดของระบบสิทธิที่แบ่งแยกมนุษย์กับธรรมชาติออกจากกันเปิดพื้นที่ให้พัฒนากรอบคิดที่มองสิทธิผ่านความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิต ประชาคม และระบบนิเวศ

แนวคิดสิทธิในความสัมพันธ์ (Rights in Relations) เสนอให้พิจารณาว่าสิทธิของมนุษย์และสิทธิของธรรมชาติดำรงอยู่ภายในเครือข่ายความสัมพันธ์ที่เกื้อหนุนกันอย่างไร และการคุ้มครองสิทธิควรรวมถึงการรักษาเงื่อนไขที่ทำให้ความสัมพันธ์เหล่านั้นดำรงอยู่ได้

ภายใต้กรอบคิดนี้ แม่น้ำมีคุณค่าและสิทธิในการดำรงอยู่ของตน ขณะเดียวกันชนพื้นเมืองก็มีสิทธิในการรักษาความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์กับแม่น้ำ สิทธิทั้งสองมิได้มีความหมายเพียงในฐานะข้อเรียกร้องที่แยกจากกัน แต่สัมพันธ์กับเงื่อนไขของการดำรงอยู่ร่วมกัน

การทำลายแม่น้ำอาจเป็นทั้งการละเมิดสิทธิของระบบนิเวศและการทำลายความสัมพันธ์ที่เป็นรากฐานของชีวิตชนพื้นเมือง ส่วนการพรากชนพื้นเมืองออกจากดินแดนอาจทำลายระบบความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงผู้คนกับธรรมชาติ แม้พื้นที่นั้นยังคงได้รับการจัดประเภทว่าเป็นพื้นที่อนุรักษ์ก็ตาม

การคุ้มครองสิทธิในความสัมพันธ์จึงต้องพิจารณาความเสียหายต่อระบบความสัมพันธ์โดยรวม ควบคู่กับสิทธิของผู้ทรงสิทธิแต่ละฝ่าย

แนวคิดนี้มิได้หมายความว่าสิทธิของธรรมชาติและสิทธิชนพื้นเมืองเป็นสิทธิประเภทเดียวกัน หรือสามารถใช้ทดแทนกันได้ สิทธิของธรรมชาติมีฐานจากคุณค่าและการดำรงอยู่ของระบบนิเวศ ขณะที่สิทธิชนพื้นเมืองมีฐานจากประวัติศาสตร์ การกำหนดตนเอง ดินแดน และการดำรงอยู่ของประชาคม

ความสัมพันธ์ระหว่างสิทธิทั้งสองจึงต้องได้รับการพิจารณาโดยรักษาความแตกต่างของแต่ละฝ่าย พร้อมกับยอมรับว่าการใช้สิทธิและการคุ้มครองสิทธิย่อมส่งผลต่อกัน

ในทางกฎหมาย แนวคิดสิทธิในความสัมพันธ์ยังเป็นกรอบความคิดที่ต้องได้รับการพัฒนาต่อไป มิใช่หมวดสิทธิที่ได้รับการรับรองเป็นสากลแล้ว แต่มีศักยภาพในการขยายความเข้าใจเรื่องความยุติธรรมจากการคุ้มครองผู้ทรงสิทธิที่แยกจากกัน ไปสู่การคุ้มครองเงื่อนไขของการดำรงชีวิตร่วมกัน

ความสำคัญทางปรัชญาของแนวคิดนี้อยู่ที่การเปลี่ยนคำถามจากการพิจารณาเพียงว่าใครมีสิทธิอะไร ไปสู่การพิจารณาว่าความสัมพันธ์แบบใดควรได้รับการคุ้มครอง เพื่อให้มนุษย์และธรรมชาติสามารถดำรงอยู่ร่วมกันอย่างมีศักดิ์ศรีและความสมบูรณ์

สิทธิของธรรมชาติและสิทธิชนพื้นเมืองในอนาคตของความยุติธรรมทางนิเวศ

สิทธิของธรรมชาติและสิทธิชนพื้นเมืองมีความแตกต่างทั้งในทางประวัติศาสตร์ ปรัชญา และกฎหมาย แต่ความแตกต่างดังกล่าวไม่จำเป็นต้องนำไปสู่การแยกสิทธิทั้งสองออกจากกันอย่างเด็ดขาด

สำหรับชนพื้นเมืองจำนวนมาก การปกป้องธรรมชาติสัมพันธ์กับการรักษาดินแดน วัฒนธรรม และความสามารถในการกำหนดอนาคตของประชาคม ขณะที่การรักษาสิทธิชนพื้นเมืองก็เกี่ยวข้องกับความสมบูรณ์ของระบบนิเวศที่หล่อเลี้ยงชีวิตและความสัมพันธ์ระหว่างคนรุ่นต่าง ๆ

การรับรองสิทธิของธรรมชาติจึงควรพัฒนาไปพร้อมกับการยอมรับสิทธิในการกำหนดตนเองและอำนาจของชนพื้นเมืองในการรักษาความสัมพันธ์กับดินแดน โดยไม่ลดทอนโลกทัศน์ของพวกเขาให้เป็นเพียงข้อมูลประกอบการตัดสินใจของรัฐ

ในขณะเดียวกัน การยอมรับสิทธิชนพื้นเมืองต้องดำรงอยู่ร่วมกับความรับผิดชอบต่อระบบนิเวศและสิ่งมีชีวิตอื่น โดยเคารพความหลากหลายของความสัมพันธ์และความคิดเห็นภายในประชาคม

ความยุติธรรมทางนิเวศที่ลึกซึ้งจึงต้องก้าวพ้นการแบ่งแยกสิทธิของมนุษย์กับสิทธิของธรรมชาติเป็นสองระบบที่ดำรงอยู่อย่างเป็นอิสระจากกัน และพัฒนาความเข้าใจต่อสิทธิในฐานะส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์ที่ประกอบสร้างชีวิต

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีความหมายต่ออนาคตของกฎหมายและสังคม เพราะทำให้การคุ้มครองธรรมชาติสัมพันธ์กับการเปลี่ยนวิธีคิดเกี่ยวกับอำนาจ ความรับผิดชอบ และการดำรงอยู่ร่วมกัน

สิทธิของธรรมชาติจะมีความหมายต่อความยุติธรรมอย่างแท้จริง เมื่อการรับรองสิทธินั้นไม่กลายเป็นเหตุผลในการพรากสิทธิของชนพื้นเมือง และสิทธิชนพื้นเมืองได้รับการคุ้มครองในฐานะส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์ที่หล่อเลี้ยงชีวิตและระบบนิเวศ

อนาคตของความยุติธรรมทางนิเวศจึงขึ้นอยู่กับความสามารถในการสร้างระเบียบทางสังคมและกฎหมายที่ยอมรับทั้งความแตกต่างของผู้ทรงสิทธิ และความสัมพันธ์ที่ทำให้ทุกชีวิตดำรงอยู่ร่วมกันได้

#ThaiClimateJusticeForAll #TCJA #LDI #สิทธิของธรรมชาติ #RightsofNature #สิทธิชนพื้นเมือง #IndigenousRights #สิทธิในความสัมพันธ์ #RightsInRelations #ความยุติธรรมทางนิเวศ #UNDRIP #FPIC #RelationalOntology


เอกสารอ้างอิง

  • Blaser, M. (2013). Ontological Conflicts and the Stories of Peoples in Spite of Europe: Toward a Conversation on Political Ontology. Current Anthropology, 54(5), 547–568.
  • de la Cadena, M. (2010). Indigenous Cosmopolitics in the Andes: Conceptual Reflections beyond “Politics.” Cultural Anthropology, 25(2), 334–370.
  • Escobar, A. (2018). Designs for the Pluriverse: Radical Interdependence, Autonomy, and the Making of Worlds. Duke University Press.
  • McGregor, D. (2020). Indigenous Environmental Justice and Sustainability. In B. Coolsaet (Ed.), Environmental Justice: Key Issues. Routledge.
  • Tănăsescu, M. (2020). Rights of Nature, Legal Personality, and Indigenous Philosophies. Transnational Environmental Law, 9(3), 429–453.
  • United Nations General Assembly. (2007). United Nations Declaration on the Rights of Indigenous Peoples. Resolution 61/295.
  • Whyte, K. P. (2020). Too Late for Indigenous Climate Justice: Ecological and Relational Tipping Points. WIREs Climate Change, 11(1), e603.
Scroll to Top