เมื่อชนพื้นเมืองท้าทายวิธีคิดเรื่องโลกร้อน: ธรรมชาติไม่ใช่แค่คาร์บอน

ชุดบทความวิเคราะห์ COP31 | ตอนที่ 2 จาก 7 ตอน

จากคำประกาศของขบวนการชนพื้นเมืองที่เมืองเบเลงถึงข้อเสนอสำหรับ COP31 ที่อันตัลยา การต่อสู้เพื่อปกป้องภูมิอากาศกำลังเผชิญความขัดแย้งระหว่างการเร่งลงทุนในเศรษฐกิจสีเขียวกับสิทธิของผู้คนที่ดำรงชีวิตอยู่ในพื้นที่เป้าหมายของการเปลี่ยนผ่าน ขบวนการชนพื้นเมืองเรียกร้องให้โลกยอมรับคุณค่าของดินแดน ระบบความรู้ และความสัมพันธ์ระหว่างสรรพชีวิต พร้อมทวงคืนอำนาจกำหนดอนาคตของตนเอง

จากเบเลงถึงอันตัลยา: ข้อเรียกร้องที่ยังไม่ได้รับคำตอบ

วันที่ 10 พฤศจิกายน 2025 ระหว่างการประชุม COP30 ที่เมืองเบเลง ประเทศบราซิล เวทีชนพื้นเมืองระหว่างประเทศว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (International Indigenous Peoples Forum on Climate Change: IIPFCC) ได้แถลงต่อที่ประชุมถึงความขัดแย้งที่ชนพื้นเมืองกำลังเผชิญจากทั้งวิกฤตภูมิอากาศและมาตรการที่อ้างว่าจะแก้ไขวิกฤตดังกล่าว

คำแถลงระบุถึงการขยายตัวของอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิล การทำเหมืองแร่สำหรับเทคโนโลยีพลังงานสะอาด ตลาดคาร์บอน ธุรกิจเกษตร และโครงสร้างพื้นฐานพลังงานหมุนเวียนขนาดใหญ่ ซึ่งยังคงสร้างความขัดแย้ง การพลัดถิ่น และความเสียหายต่อพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ในดินแดนชนพื้นเมือง

ข้อกล่าวหานี้เผยให้เห็นความย้อนแย้งของการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก ประเทศต่าง ๆ จำเป็นต้องลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล แต่การพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดกลับต้องใช้แร่ธาตุ ที่ดิน น้ำ และโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมาก พื้นที่ซึ่งชนพื้นเมืองดูแลรักษามาหลายชั่วอายุคนจึงอาจกลายเป็นแหล่งทรัพยากรสำหรับการเปลี่ยนผ่านที่พวกเขาไม่มีอำนาจกำหนด

IIPFCC เรียกร้องให้มาตรการภูมิอากาศทุกประเภทเคารพสิทธิในการกำหนดอนาคตของตนเอง (Self-Determination) สิทธิในดินแดนและทรัพยากร และหลักการให้ความยินยอมโดยเสรี ล่วงหน้า และได้รับข้อมูลครบถ้วน (Free, Prior and Informed Consent: FPIC) พร้อมทั้งให้ชนพื้นเมืองมีบทบาทในการกำหนดแผนภูมิอากาศระดับชาติและกระบวนการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม

เมื่อการประชุม COP30 สิ้นสุดลง ขบวนการชนพื้นเมืองยังเห็นว่าผลการเจรจาไม่สามารถตอบสนองต่อข้อเรียกร้องดังกล่าวได้อย่างเพียงพอ แม้เอกสารบางส่วนจะกล่าวถึงสิทธิชนพื้นเมือง แต่หลักประกันที่เชื่อมโยงสิทธิเหล่านั้นกับการดำเนินโครงการและการตัดสินใจของรัฐยังมีข้อจำกัด

ในคำแถลงปิดการประชุมซึ่งนำเสนอโดยไดอานา ชาเวซ วาร์กัส (Diana Chavez Vargas) ผู้แทนชนพื้นเมืองจากเอกวาดอร์ IIPFCC วิพากษ์การนำสิทธิชนพื้นเมืองไปปรากฏในถ้อยคำเชิงหลักการ ขณะที่ส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานยังไม่มีมาตรการคุ้มครองที่ชัดเจนเพียงพอ

ข้อเรียกร้องจากเบเลงจึงส่งต่อมายังการประชุม COP31 ระหว่างวันที่ 9–20 พฤศจิกายน 2026 ณ เมืองอันตัลยา ประเทศตุรกี ซึ่งให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนข้อตกลงภูมิอากาศให้เป็นการปฏิบัติ ทั้งด้านพลังงาน การลงทุน การปรับตัว และการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม

สำหรับขบวนการชนพื้นเมือง การเร่งดำเนินงานดังกล่าวมีความเสี่ยงหากสิทธิในดินแดนยังไม่ได้รับการคุ้มครอง การเพิ่มความเร็วของโครงการพลังงานสะอาดหรือการลงทุนด้านภูมิอากาศอาจขยายความขัดแย้งที่เกิดขึ้นแล้วในหลายภูมิภาค โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลและบริษัทขนาดใหญ่มีอำนาจกำหนดพื้นที่และเงื่อนไขการใช้ทรัพยากร

ประเด็นที่ต้องติดตามจาก COP31 จึงเกี่ยวข้องกับความสามารถของกระบวนการระหว่างประเทศในการทำให้สิทธิชนพื้นเมืองมีผลต่อการดำเนินงานจริง ทั้งในมาตรการลดก๊าซเรือนกระจก การปรับตัว และการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจ

เมื่อดินแดนชนพื้นเมืองกลายเป็นพื้นที่ของการเปลี่ยนผ่านสีเขียว

การขยายตัวของตลาดคาร์บอนและโครงการกักเก็บคาร์บอนในป่าไม้ทำให้ดินแดนชนพื้นเมืองมีความสำคัญเพิ่มขึ้นในระบบเศรษฐกิจภูมิอากาศ ผืนป่าสามารถถูกสำรวจและคำนวณปริมาณคาร์บอนที่สะสมอยู่ในต้นไม้และดิน ข้อมูลดังกล่าวถูกนำไปใช้กำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก และในบางระบบสามารถพัฒนาเป็นคาร์บอนเครดิตสำหรับการซื้อขายได้

การประเมินคาร์บอนมีบทบาททางวิทยาศาสตร์ต่อการทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่เมื่อปริมาณคาร์บอนกลายเป็นตัวกำหนดมูลค่าทางเศรษฐกิจของพื้นที่ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับป่าไม้ก็อาจถูกจัดระเบียบใหม่ภายใต้กติกาของโครงการและตลาด

ในดินแดนชนพื้นเมืองบางแห่ง ป่าไม้เป็นทั้งแหล่งอาหาร สมุนไพร พื้นที่ประกอบพิธีกรรม และส่วนหนึ่งของความทรงจำทางประวัติศาสตร์ การกำหนดข้อจำกัดการใช้พื้นที่จากภายนอกจึงอาจส่งผลต่อวิถีชีวิตและระบบความรู้ที่สืบทอดระหว่างรุ่น แม้โครงการดังกล่าวจะมีเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกก็ตาม

ข้อวิพากษ์ของ IIPFCC ต่อตลาดคาร์บอนจึงสัมพันธ์กับความกังวลเรื่องการเปลี่ยนดินแดนและระบบนิเวศให้เป็นสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่สิทธิในที่ดินของชนพื้นเมืองยังไม่ได้รับการรับรองอย่างมั่นคง

อย่างไรก็ตาม ขบวนการชนพื้นเมืองไม่ได้มีจุดยืนเดียวกันทั้งหมดต่อการใช้ตลาดคาร์บอน เครือข่ายอุตสาหกรรมคาร์บอนชนพื้นเมืองแห่งออสเตรเลีย (Indigenous Carbon Industry Network: ICIN) ประกาศส่งคณะผู้แทนเข้าร่วม COP31 เป็นครั้งแรกในปี 2026 พร้อมกำหนดจัดกิจกรรมวันที่ 9 พฤศจิกายน เพื่อนำเสนอประสบการณ์การจัดการพื้นที่และลดก๊าซเรือนกระจกโดยชนพื้นเมือง รวมถึงการใช้รายได้จากตลาดคาร์บอนสนับสนุนกิจกรรมดังกล่าว

ประสบการณ์ของ ICIN เกิดขึ้นภายใต้บริบทที่องค์กรชนพื้นเมืองบางแห่งมีบทบาทในการบริหารจัดการพื้นที่และดำเนินโครงการด้วยตนเอง การเข้าร่วมตลาดคาร์บอนจึงอาจเป็นช่องทางสนับสนุนกิจกรรมดูแลระบบนิเวศและสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน

ในทางตรงกันข้าม ข้อวิพากษ์ของ IIPFCC มุ่งไปที่โครงสร้างตลาดและโครงการซึ่งอาจเปิดทางให้หน่วยงานภายนอกเข้าควบคุมทรัพยากร หรือใช้ผลการกักเก็บคาร์บอนในดินแดนชนพื้นเมืองเพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมเศรษฐกิจที่ยังดำเนินต่อไป

ความแตกต่างดังกล่าวทำให้การพิจารณาโครงการภูมิอากาศต้องลงลึกถึงสิทธิในดินแดน ความเป็นเจ้าของโครงการ การแบ่งปันผลประโยชน์ และอำนาจในการตัดสินใจของชุมชน มากกว่าการประเมินจากปริมาณคาร์บอนที่ลดลงเพียงอย่างเดียว

ปัญหาในลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นได้กับโครงการเหมืองแร่สำหรับอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานพลังงานหมุนเวียนขนาดใหญ่ การลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลมีความจำเป็นต่อการควบคุมภาวะโลกร้อน แต่กระบวนการเปลี่ยนผ่านอาจสร้างความเสียหายต่อพื้นที่และวิถีชีวิตของชนพื้นเมือง หากไม่มีหลักประกันสิทธิและการตัดสินใจร่วมกันอย่างเพียงพอ

ข้อขัดแย้งเหล่านี้ทำให้สิทธิชนพื้นเมืองกลายเป็นประเด็นสำคัญในการพิจารณาความเป็นธรรมของการเปลี่ยนผ่านที่ COP31 การลงทุนสีเขียวที่เพิ่มขึ้นจะต้องถูกประเมินควบคู่กับผลกระทบต่อดินแดนและความสามารถของผู้คนในการกำหนดอนาคตของตนเอง

LCIPP: ความรู้ชนพื้นเมืองจะมีอิทธิพลต่อการเจรจาเพียงใด

เวทีชุมชนท้องถิ่นและชนพื้นเมือง (Local Communities and Indigenous Peoples Platform: LCIPP) เป็นกลไกสำคัญภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจัดตั้งขึ้นจากการตัดสินใจของ COP23 ในปี 2017 เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความรู้และการมีส่วนร่วมของชนพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่น

ภายใต้แผนงานบากู ค.ศ. 2025–2027 (Baku Workplan) LCIPP ให้ความสำคัญกับการแลกเปลี่ยนระบบความรู้ โลกทัศน์ และประสบการณ์ของชนพื้นเมือง รวมถึงการเชื่อมโยงข้อเสนอเหล่านี้กับหน่วยงานและกระบวนการทำงานต่าง ๆ ภายใต้ UNFCCC

สำหรับปี 2026 LCIPP กำหนดหัวข้อประจำปีว่าด้วยการขับเคลื่อนการดำเนินงานภูมิอากาศแบบองค์รวมผ่านความสัมพันธ์เชิงเครือญาติ ความสมดุล และสุขภาวะร่วมกัน โดยเชื่อมโยงกับมรดกทางวัฒนธรรม ประสบการณ์ชีวิต และความหลากหลายของระบบความรู้

ก่อน COP31 คณะทำงานอำนวยความสะดวก (Facilitative Working Group: FWG) มีกำหนดประชุมครั้งที่ 16 ระหว่างวันที่ 3–5 พฤศจิกายน 2026 ณ เมืองอันตัลยา ตามด้วยการรวมตัวของผู้ทรงความรู้ (Annual Gathering of Knowledge Holders) ระหว่างวันที่ 9–10 พฤศจิกายน และการสนทนาประจำปีกับรัฐภาคีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในวันที่ 12 พฤศจิกายน

กำหนดการดังกล่าวเปิดพื้นที่ให้ผู้ถือครองความรู้ชนพื้นเมืองแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับผลกระทบของวิกฤตภูมิอากาศต่อวิถีชีวิต ความสัมพันธ์ระหว่างระบบความรู้กับการปรับตัว และความหมายของสุขภาวะร่วมกันระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ

การเลือกประเด็นเครือญาติและสุขภาวะร่วมกันเป็นหัวข้อหลักของปี 2026 มีความสำคัญต่อการทบทวนวิธีประเมินผลกระทบของวิกฤตภูมิอากาศ ในสังคมชนพื้นเมืองบางแห่ง ป่าไม้ แม่น้ำ สัตว์ และพืชมีสถานะอยู่ภายในระบบความสัมพันธ์ที่ก่อให้เกิดหน้าที่และความรับผิดชอบระหว่างสรรพชีวิต ความเสียหายต่อระบบนิเวศจึงอาจหมายถึงการสูญเสียอาหาร ความรู้ พิธีกรรม และความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมที่ไม่สามารถประเมินได้ครบถ้วนด้วยมูลค่าทางเศรษฐกิจ

แนวคิดเหล่านี้มีความเกี่ยวข้องกับการพัฒนามาตรการปรับตัวและการประเมินความสูญเสียจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ชุมชนมีระบบความรู้เกี่ยวกับดิน น้ำ ป่า และทรัพยากรซึ่งสั่งสมผ่านประสบการณ์หลายชั่วอายุคน

รายงานประเมินครั้งที่ 6 ของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change: IPCC) ยอมรับความสำคัญของความรู้ชนพื้นเมืองและความรู้ท้องถิ่นต่อการประเมินความเสี่ยงและการพัฒนามาตรการปรับตัว โดยเฉพาะเมื่อมีการเชื่อมโยงกับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และการมีส่วนร่วมของชุมชน

การนำความรู้เหล่านี้เข้าสู่ LCIPP จึงมีศักยภาพในการขยายกรอบการพิจารณาของนโยบายภูมิอากาศให้ครอบคลุมความสัมพันธ์ระหว่างระบบนิเวศกับชีวิตทางสังคมและวัฒนธรรม

อย่างไรก็ตาม LCIPP ยังเป็นกลไกแลกเปลี่ยนความรู้และส่งเสริมการมีส่วนร่วม ไม่ได้มีอำนาจตัดสินใจแทนรัฐภาคีโดยตรง ผลการดำเนินงานจึงขึ้นอยู่กับความสามารถในการส่งต่อข้อเสนอของชนพื้นเมืองไปยังหน่วยงานและกระบวนการเจรจาที่เกี่ยวข้อง

การประชุม COP31 จะเป็นโอกาสสำคัญในการติดตามว่าข้อเสนอจาก LCIPP ได้รับการนำไปใช้ในการกำหนดนโยบายและมาตรการภูมิอากาศอย่างไร รวมถึงการเปิดพื้นที่ให้ชนพื้นเมืองมีบทบาทในการตัดสินใจมากกว่าการให้ข้อมูลประกอบการดำเนินงานของรัฐ

เสียงผู้หญิงชนพื้นเมืองและแปซิฟิก: จากความรู้ในพื้นที่สู่อำนาจตัดสินใจ

ก่อนการประชุม COP31 เวทีระหว่างประเทศของผู้หญิงชนพื้นเมือง (International Indigenous Women’s Forum: FIMI) ได้เผยแพร่ข้อเสนอเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2026 โดยประกาศส่งคณะผู้แทนจากทวีปอเมริกา แอฟริกา เอเชีย แปซิฟิก อาร์กติก และยุโรปตะวันออกเข้าร่วมการประชุมที่อันตัลยา

FIMI กำหนดจัดประชุมประสานงานระดับโลกของผู้หญิงชนพื้นเมืองระหว่างวันที่ 5–6 พฤศจิกายน โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมอย่างน้อย 50 คน เพื่อร่วมกันกำหนดลำดับความสำคัญและจัดทำคำประกาศทางการเมืองสำหรับ COP31

ข้อเสนอของ FIMI ให้ความสำคัญกับบทบาทของผู้หญิงชนพื้นเมืองในการดูแลเมล็ดพันธุ์ ระบบอาหาร ความหลากหลายทางชีวภาพ แหล่งน้ำ และทรัพยากรของชุมชน ความรู้เหล่านี้เกิดจากประสบการณ์ในการดำรงชีวิตและการปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ ซึ่งมีความสำคัญต่อการพัฒนานโยบายภูมิอากาศ

FIMI เรียกร้องให้ผู้หญิงชนพื้นเมืองมีอำนาจเข้าร่วมเสนอ ต่อรอง และตัดสินใจในกระบวนการที่ส่งผลต่อดินแดนของตนเอง พร้อมทั้งสนับสนุนการเข้าถึงทรัพยากรทางการเงินโดยตรงและการยอมรับระบบองค์กรของชนพื้นเมืองในการดำเนินงานด้านภูมิอากาศ

ข้อเรียกร้องดังกล่าวเชื่อมโยงการยอมรับความรู้เข้ากับการกระจายอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจ เพราะการให้ผู้หญิงชนพื้นเมืองมีบทบาทเพียงผู้ให้ข้อมูลหรือผู้ดำเนินกิจกรรมตามโครงการที่กำหนดจากภายนอก ย่อมไม่เพียงพอต่อการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขที่ทำให้พวกเธอขาดอำนาจเหนือทรัพยากรและการตัดสินใจ

ในภูมิภาคแปซิฟิก ขบวนการชนพื้นเมืองกำลังเผชิญความเสียหายจากระดับน้ำทะเลสูงขึ้น การกัดเซาะชายฝั่ง และความเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศทะเล ซึ่งส่งผลต่อที่อยู่อาศัย แหล่งอาหาร และพื้นที่ที่มีความสำคัญทางวัฒนธรรม

ในเดือนกรกฎาคม 2026 ผู้แทนชนพื้นเมืองจากออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ฟิจิ และหมู่เกาะโซโลมอนเข้าร่วมเวที Oceania First Voices ที่กรุงแคนเบอร์รา เพื่อพัฒนาข้อเสนอร่วมก่อน COP31 โดยเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดพื้นที่ให้ความรู้และภาวะผู้นำของชนพื้นเมืองมีบทบาทต่อการตัดสินใจด้านภูมิอากาศ

ต่อมาในวันที่ 7 ตุลาคม องค์กร WWF-Pacific, Wildlife Conservation Society และ IUCN Oceania ได้เผยแพร่คำแถลงร่วมเรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ ยอมรับชนพื้นเมือง ผู้หญิง เยาวชน และชุมชนในฐานะผู้มีอำนาจร่วมตัดสินใจ พร้อมสนับสนุนการปรับตัวที่ชุมชนเป็นผู้นำและอาศัยทั้งความรู้ดั้งเดิมกับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

ข้อเรียกร้องจากแปซิฟิกมีความเกี่ยวข้องกับการประเมินความสูญเสียและความเสียหายจากวิกฤตภูมิอากาศ เพราะการสูญเสียพื้นที่ชายฝั่งอาจหมายถึงการสูญเสียสถานที่ฝังศพบรรพบุรุษ พื้นที่ประกอบพิธีกรรม และความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมที่ผูกพันกับทะเลมาหลายชั่วอายุคน

การพัฒนามาตรการปรับตัวจึงจำเป็นต้องคำนึงถึงสิทธิของชุมชนในการกำหนดแนวทางรักษาวิถีชีวิตและอัตลักษณ์ของตนเอง รวมถึงการเข้าถึงทรัพยากรที่จำเป็นต่อการดำเนินงาน

สิ่งที่ต้องจับตาจาก COP31

ข้อเสนอของขบวนการชนพื้นเมืองก่อน COP31 ครอบคลุมทั้งการคุ้มครองสิทธิในดินแดน การควบคุมการใช้ทรัพยากร การยอมรับระบบความรู้ และการมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายภูมิอากาศ ประเด็นเหล่านี้มีความเกี่ยวข้องกับการดำเนินงานด้านพลังงาน การจัดการคาร์บอน การอนุรักษ์ป่าไม้ และการปรับตัวต่อผลกระทบภูมิอากาศ

ผลการประชุมที่ควรติดตามจึงประกอบด้วยการรับรองสิทธิชนพื้นเมืองในข้อความการตัดสินใจของรัฐภาคี การกำหนดมาตรการคุ้มครองสิทธิในโครงการภูมิอากาศ และการเปิดช่องทางให้ผู้แทนชนพื้นเมืองมีอิทธิพลต่อการพัฒนานโยบายและกลไกการดำเนินงาน

การติดตามบทบาทของ LCIPP มีความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากกระบวนการดังกล่าวเป็นช่องทางที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการภายใต้ UNFCCC เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความรู้และการมีส่วนร่วมของชนพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่น

ผลการแลกเปลี่ยนจากการประชุมผู้ทรงความรู้และการสนทนากับรัฐภาคีในเดือนพฤศจิกายน 2026 จะเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับประเมินว่าระบบความรู้ของชนพื้นเมืองได้รับการนำไปเชื่อมโยงกับกระบวนการนโยบายอย่างไร และมีข้อเสนอใดที่สามารถพัฒนาต่อไปสู่มาตรการที่มีผลต่อการตัดสินใจจริง

สำหรับประเทศไทย ข้อถกเถียงเหล่านี้สัมพันธ์กับนโยบายป่าไม้ การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ และมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกที่อาจส่งผลต่อชุมชนชาติพันธุ์และชุมชนท้องถิ่น การกำหนดนโยบายจำเป็นต้องพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างระบบนิเวศกับวิถีชีวิตของผู้คน รวมถึงสิทธิในการเข้าถึงและจัดการทรัพยากรที่ชุมชนพึ่งพา

การเปลี่ยนผ่านทางภูมิอากาศกำลังทำให้ดินแดนชนพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่นมีความสำคัญเพิ่มขึ้นต่อการลงทุนด้านพลังงาน การอนุรักษ์ และการจัดการคาร์บอน ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจนำมาซึ่งทรัพยากรและโอกาสใหม่ แต่ก็อาจขยายความขัดแย้งเรื่องสิทธิและอำนาจเหนือพื้นที่ หากการตัดสินใจยังคงอยู่ในมือของหน่วยงานภายนอกเป็นหลัก

เสียงของขบวนการชนพื้นเมืองจากเบเลงถึงอันตัลยาจึงกำลังท้าทายวิธีที่โลกกำหนดคุณค่าของธรรมชาติและความสำเร็จของการแก้ปัญหาภูมิอากาศ ผืนป่า แม่น้ำ และระบบนิเวศมีความหมายต่อชีวิตของผู้คนผ่านความสัมพันธ์ที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน การประเมินคุณค่าเหล่านี้จากปริมาณคาร์บอนเพียงด้านเดียวอาจนำไปสู่การตัดสินใจที่ละเลยสิทธิและความต่อเนื่องของวิถีชีวิต

ความสำเร็จของ COP31 ในมิติของชนพื้นเมืองจึงควรได้รับการพิจารณาจากความสามารถในการเปลี่ยนการยอมรับสิทธิและระบบความรู้ให้มีผลต่อการตัดสินใจจริง โดยเฉพาะการคุ้มครองดินแดน การกำหนดเงื่อนไขการใช้ทรัพยากร และการรับรองอำนาจของชนพื้นเมืองในการกำหนดอนาคตของตนเอง


เอกสารอ้างอิงหลัก

  • International Indigenous Peoples Forum on Climate Change (IIPFCC). (2025, November 10). COP30 Opening Plenary Statement. Indigenous Environmental Network. https://www.ienearth.org/international-indigenous-peoples-forum-on-climate-change-cop-30-opening-plenary-statement/
  • IIPFCC. (2025, November 23). Closing Statement at COP30. Cultural Survival. https://www.culturalsurvival.org/news/international-indigenous-peoples-forum-climate-change-closing-statement-cop30
  • International Indigenous Women’s Forum (FIMI). (2026, October 29). FIMI at COP31: From the Territories to Global Climate Decisions. https://fimi-iiwf.org/en/fimi-at-cop31-from-the-territories-to-global-climate-decisions/
  • UNFCCC. (2026). LCIPP Annual Dialogue for Indigenous Peoples, Local Communities, Parties, Constituted Bodies, Workstreams and Other Contributors. https://lcipp.unfccc.int/events/lcipp-annual-dialogue-indigenous-peoples-local-communities-parties-constituted-bodies-workstreams
  • Indigenous Carbon Industry Network (ICIN). (2026). Are You Going to COP31 in Türkiye? https://www.icin.org.au/are_you_going_to_cop31_in_t_rkiye
  • IUCN Oceania, WWF-Pacific and Wildlife Conservation Society. (2026, October 7). Pacific Pre-COP31 Joint Statement. https://iucn.org/story/202610/pacific-pre-cop31-joint-statement-wwf-pacific-wildlife-conservation-society-and-iucn
  • United Nations. (2007). United Nations Declaration on the Rights of Indigenous Peoples. https://www.un.org/esa/socdev/unpfii/documents/DRIPS_en.pdf

หมายเหตุ: บทความจัดทำจากคำประกาศและเอกสารที่เผยแพร่ก่อนวันที่ 31 ตุลาคม 2026 ข้อเสนอของขบวนการชนพื้นเมืองและกิจกรรมที่กำหนดจัดขึ้นระหว่าง COP31 ยังไม่ถือเป็นผลการเจรจาที่ได้รับการรับรองแล้ว

Scroll to Top