หลัง COP31: ภาคประชาชนไทยจะเปลี่ยนผลเจรจาเป็นอำนาจต่อรองได้อย่างไร

ชุดบทความวิเคราะห์ COP31 | ตอนที่ 7 ตอนจบ

เมื่อความก้าวหน้าด้านคาร์บอนยังไม่ใช่ความก้าวหน้าด้านความเป็นธรรม

ก่อนการประชุม COP31 ณ เมืองอันตัลยา ประเทศตุรกี ระหว่างวันที่ 9–20 พฤศจิกายน 2026 รัฐบาลไทยประกาศยกระดับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Greenhouse Gas Emissions) จากปี 2065 มาเป็นปี 2050 เร็วขึ้น 15 ปี พร้อมเดินหน้าผลักดันร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อวางโครงสร้างการบริหารจัดการคาร์บอนของประเทศ

ภายใต้การมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนดฉบับที่ 3 (Nationally Determined Contribution: NDC 3.0) ประเทศไทยตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เหลือไม่เกิน 152 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าในปี 2035 หรือลดลงร้อยละ 47 จากปีฐาน 2019 การเปลี่ยนจากเป้าหมายที่อ้างอิงสถานการณ์การปล่อยตามปกติมาสู่เป้าหมายปริมาณการปล่อยสุทธิที่ชัดเจน นับเป็นความก้าวหน้าที่ช่วยให้สังคมสามารถติดตามและตรวจสอบนโยบายได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การเพิ่มความสามารถของรัฐในการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกไม่ได้รับประกันว่าการเปลี่ยนผ่านจะนำไปสู่สังคมที่เป็นธรรมกว่าเดิม

เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอาจยังคงรวมศูนย์กรรมสิทธิ์และผลประโยชน์อยู่ในมือกลุ่มทุนขนาดใหญ่ พลังงานหมุนเวียนอาจขยายตัวภายใต้โครงสร้างการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าแบบเดิม ขณะที่การฟื้นฟูป่าไม้เพื่อดูดกลับคาร์บอนอาจสร้างข้อจำกัดใหม่ต่อสิทธิของชุมชนที่ดำรงชีวิตร่วมกับระบบนิเวศมาอย่างยาวนาน

ความขัดแย้งสำคัญจึงไม่ได้อยู่ระหว่างการลดก๊าซเรือนกระจกกับการคุ้มครองสิทธิ หากอยู่ระหว่างแนวทางเปลี่ยนผ่านที่มุ่งรักษาโครงสร้างเศรษฐกิจและอำนาจแบบเดิม กับแนวทางที่ถือว่าการเปลี่ยนผ่านเป็นโอกาสสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมและนิเวศที่เป็นธรรมมากขึ้น

ตลอดบทความหกตอนที่ผ่านมา เราได้ติดตามข้อถกเถียงจากขบวนการประชาชน ชนพื้นเมือง แรงงาน เกษตรกร และเครือข่ายความเป็นธรรมทางภูมิอากาศทั่วโลก ตั้งแต่การเรียกร้องสิทธิในการกำหนดอนาคต การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม การกระจายอำนาจเหนือการเงินภูมิอากาศ ความรับผิดชอบต่อความสูญเสียและความเสียหาย ไปจนถึงสิทธิธรรมชาติ อธิปไตยทางอาหาร และประชาธิปไตยพลังงาน

เมื่อข้อถกเถียงเหล่านี้ถูกนำมาพิจารณาร่วมกับนโยบายภูมิอากาศของไทย จะเห็นความจำเป็นในการเปลี่ยนคำถามพื้นฐาน จากการมุ่งสร้างเครื่องมือให้ประเทศบรรลุเป้าหมายคาร์บอน ไปสู่การพิจารณาว่าเครื่องมือและนโยบายเหล่านั้นกำลังสร้างสังคมแบบใด

ตลาดคาร์บอน: เมื่อการลดโลกร้อนถูกจัดระเบียบผ่านอำนาจของตลาด

จุดยืนที่จำเป็นต้องกล่าวอย่างชัดเจนคือ ขบวนการความเป็นธรรมทางภูมิอากาศมีเหตุผลที่จะปฏิเสธระบบกลไกตลาดคาร์บอนที่ดำรงอยู่ในปัจจุบัน เพราะระบบดังกล่าวไม่ได้ถูกออกแบบโดยให้สิทธิ ความเป็นธรรม และความรับผิดชอบต่อความเสียหายเป็นหลักการตั้งต้น

การนำกลไกราคามาจัดสรรสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมูลค่าของการดูดกลับคาร์บอน ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าตลาดสามารถสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลดการปล่อยได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจไม่ได้ตอบคำถามว่าการจัดสรรสิทธินั้นเป็นธรรมหรือไม่ ใครมีอำนาจกำหนดกติกา และใครต้องแบกรับผลกระทบจากธุรกรรมที่เกิดขึ้น

ตลาดเครดิตคาร์บอนเพื่อการชดเชยเปิดโอกาสให้ผู้ก่อมลพิษใช้เครดิตจากกิจกรรมอื่นมาหักล้างการปล่อยของตนเอง ซึ่งอาจทำให้การลดการปล่อยจากแหล่งกำเนิดล่าช้าออกไป ขณะที่ป่าไม้ ดิน และระบบนิเวศถูกแปลงเป็นหน่วยคาร์บอนที่สามารถกำหนดราคาและซื้อขายได้

ความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับธรรมชาติซึ่งประกอบด้วยระบบความรู้ วิถีชีวิต วัฒนธรรม และความผูกพันทางจิตวิญญาณ จึงเสี่ยงถูกลดทอนให้เหลือความสามารถในการกักเก็บคาร์บอนตามมาตรฐานทางเศรษฐกิจ

ปัญหานี้ปรากฏอย่างเป็นรูปธรรมในโครงการ Southern Cardamom REDD+ ประเทศกัมพูชา รายงานของ Human Rights Watch เมื่อปี 2024 ระบุว่าโครงการชดเชยคาร์บอนขนาดใหญ่ในพื้นที่ป่าคาร์ดามอมดำเนินกิจกรรมเป็นเวลาถึง 31 เดือนก่อนปรึกษาหารือกับชุมชนชนพื้นเมืองจองอย่างเหมาะสม โดยมีรายงานการขับไล่จากพื้นที่ทำกิน การจับกุม และข้อจำกัดต่อการใช้ทรัพยากรตามวิถีดั้งเดิม

กรณีดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าโครงการที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานคาร์บอนยังอาจละเมิดสิทธิของผู้คนที่ดูแลระบบนิเวศนั้นอยู่แล้ว การรับรองปริมาณคาร์บอนจึงไม่อาจใช้ทดแทนการรับรองสิทธิได้

ข้อวิพากษ์ต่อกลไกตลาดคาร์บอนจำเป็นต้องแยกความแตกต่างระหว่างระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emissions Trading System: ETS) กับตลาดเครดิตเพื่อชดเชยการปล่อย (Carbon Offsetting) เนื่องจากระบบ ETS ที่กำหนดเพดานการปล่อยอย่างเข้มงวดอาจสร้างการลดการปล่อยจริงได้ แต่ยังต้องตรวจสอบการจัดสรรสิทธิ การให้สิทธิฟรีแก่ผู้ประกอบการ และการอนุญาตให้ใช้เครดิตชดเชยภายในระบบ

การปฏิเสธกลไกตลาดคาร์บอนรูปแบบปัจจุบันจึงไม่ใช่การปฏิเสธความจำเป็นในการลดก๊าซเรือนกระจก ตรงกันข้าม เป็นการยืนยันว่าผู้ก่อมลพิษต้องรับผิดชอบต่อการลดการปล่อยจากกิจกรรมของตนโดยตรง ภายใต้กฎเกณฑ์สาธารณะที่เข้มแข็งและตรวจสอบได้

สำหรับประเทศไทย ประเด็นนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังวางโครงสร้างสำหรับ ETS ตลาดคาร์บอนเครดิต และเครื่องมือกำหนดราคาคาร์บอน ขณะที่รัฐบาลได้เห็นชอบแนวทางการใช้คาร์บอนเครดิตเพื่อวัตถุประสงค์ระหว่างประเทศภายใต้มาตรา 6 ของความตกลงปารีสแล้ว

สังคมไทยจึงควรทบทวนหลักการของระบบเหล่านี้ก่อนที่โครงสร้างทางกฎหมายและเศรษฐกิจจะถูกสถาปนาจนยากต่อการเปลี่ยนแปลง

การลดการปล่อยโดยตรง การยุติการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล การลงทุนสาธารณะ และการสนับสนุนการดูแลระบบนิเวศโดยชุมชนโดยไม่ผูกกับการผลิตเครดิตคาร์บอน ควรเป็นฐานสำคัญของทางเลือกเชิงนโยบาย

Net Zero กับความขัดแย้งภายในโครงสร้างการพัฒนาของไทย

การยกระดับเป้าหมาย Net Zero 2050 จะมีความหมายเพียงใด ขึ้นอยู่กับความสอดคล้องระหว่างเป้าหมายภูมิอากาศกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

หากประเทศไทยยังคงลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเชื้อเพลิงฟอสซิลระยะยาว ขยายอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานและทรัพยากรเข้มข้น หรือส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านพลังงานโดยไม่เปลี่ยนโครงสร้างกรรมสิทธิ์และอำนาจในการกำกับดูแล ความสำเร็จด้านคาร์บอนอาจเกิดขึ้นพร้อมกับการผลิตซ้ำความเหลื่อมล้ำ

ประเด็นนี้จำเป็นต้องตรวจสอบผ่านความสอดคล้องระหว่าง NDC 3.0 ยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ (LT-LEDS) แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า และนโยบายส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรม

การลดการปล่อยสุทธิยังต้องแยกให้ชัดระหว่างการลดการปล่อยจากแหล่งกำเนิดกับการดูดกลับก๊าซเรือนกระจก เพราะการเพิ่มพื้นที่ดูดกลับไม่สามารถทดแทนการลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลได้อย่างไร้ข้อจำกัด

ข้อมูลผลการดำเนินมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกที่รัฐรายงานจึงควรแยกออกจากปริมาณการปล่อยจริงของประเทศอย่างชัดเจน เพื่อป้องกันการนำผลการลดเมื่อเทียบกับกรณีฐานมาแสดงเสมือนเป็นการลดลงของการปล่อยจริงระหว่างปี

ความโปร่งใสทางบัญชีคาร์บอนเป็นเงื่อนไขจำเป็น แต่ยังไม่เพียงพอหากประชาชนไม่มีอำนาจร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนา

การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรมต้องเปิดพื้นที่ให้เกิดรูปแบบเศรษฐกิจและการจัดการทรัพยากรที่หลากหลาย ทั้งพลังงานที่ชุมชนมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของ เกษตรนิเวศ ระบบอาหารท้องถิ่น และการฟื้นฟูระบบนิเวศบนฐานสิทธิชุมชน

แนวทางเหล่านี้มีความสำคัญเพราะช่วยให้การลดผลกระทบทางภูมิอากาศเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและอำนาจ ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนเทคโนโลยีภายในระบบการพัฒนาเดิม

ประเทศไทยควรผลักดันอะไรใน COP31

ประเทศไทยไม่ควรจำกัดบทบาทใน COP31 ไว้เพียงการนำเสนอความก้าวหน้าของเป้าหมาย Net Zero หรือการแสวงหาเงินทุนและเทคโนโลยีจากต่างประเทศ หากควรมีบทบาทเชิงรุกในการผลักดันให้ความร่วมมือด้านภูมิอากาศระหว่างประเทศตั้งอยู่บนหลักสิทธิ ความรับผิดชอบ และความเป็นธรรม

ข้อเสนอที่ควรให้ความสำคัญมีทั้งวาระเจรจาอย่างเป็นทางการและข้อเรียกร้องทางการเมืองของภาคประชาชน ซึ่งต้องแยกสถานะให้ชัดเจน

ประการแรก ผลักดันการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรมให้มีหลักประกันด้านสิทธิและการมีส่วนร่วม

ประเทศไทยควรสนับสนุนการพัฒนากลไก Belém–Antalya Mechanism (BAM) ภายใต้กระบวนการ Just Transition Work Programme ให้มีขอบเขตและแนวทางดำเนินงานที่ชัดเจน โดยให้ความสำคัญกับสิทธิแรงงาน สิทธิชุมชน การคุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบ และการเข้าถึงทรัพยากรสำหรับการเปลี่ยนผ่าน

ในช่วงก่อน COP31 กลไกดังกล่าวยังมีรายละเอียดสำคัญที่อยู่ระหว่างการเจรจา จึงควรถือเป็นวาระที่ประเทศไทยต้องผลักดันให้เกิดความก้าวหน้า ไม่ใช่กลไกที่มีโครงสร้างและอำนาจสมบูรณ์แล้ว

ประการที่สอง ผลักดันการเงินภูมิอากาศที่เป็นธรรมและไม่เพิ่มภาระหนี้

ประเทศไทยควรเรียกร้องให้ประเทศพัฒนาแล้วเพิ่มการสนับสนุนเงินทุนสาธารณะในรูปเงินให้เปล่า โดยเฉพาะสำหรับการปรับตัวและการรับมือความสูญเสียและความเสียหาย พร้อมสนับสนุนการเข้าถึงเงินทุนโดยตรงของชุมชนและกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบ

การเงินภูมิอากาศควรสนับสนุนสิทธิและความสามารถของประชาชนในการกำหนดแนวทางพัฒนาของตนเอง แทนการผูกความช่วยเหลือเข้ากับความสามารถในการสร้างผลตอบแทนทางการเงินหรือผลิตเครดิตคาร์บอน

ประการที่สาม ผลักดันความรับผิดชอบต่อความสูญเสียและความเสียหาย

ประเทศไทยควรสนับสนุนการพัฒนากลไกการเงินสำหรับ Loss and Damage ให้เข้าถึงผู้ได้รับผลกระทบอย่างเป็นธรรม ครอบคลุมความสูญเสียที่ไม่ใช่ตัวเงิน เช่น วัฒนธรรม สุขภาวะ ความสัมพันธ์กับดินแดน และระบบนิเวศ

การเรียกร้องความรับผิดชอบของประเทศที่มีส่วนก่อวิกฤตสูงต้องดำเนินควบคู่กับการพัฒนากลไกเยียวยาภายในประเทศที่ไม่ผลักภาระทั้งหมดไปยังประชาชน

ประการที่สี่ ทบทวนกลไกตลาดคาร์บอนภายใต้มาตรา 6 ของความตกลงปารีส

ประเทศไทยควรผลักดันให้มีการประเมินกลไกตลาดคาร์บอนจากผลกระทบต่อสิทธิชุมชน ความเป็นธรรม และการลดการปล่อยจริง โดยไม่ยอมรับให้เครดิตชดเชยกลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยยืดอายุการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล

ข้อเสนอเชิงนโยบายควรมุ่งลดการพึ่งพาการชดเชยคาร์บอน และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศที่สนับสนุนการลดการปล่อยโดยตรง การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการลงทุนสาธารณะ

ประการที่ห้า ยกระดับสิทธิของชนพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่น

ประเทศไทยควรสนับสนุนบทบาทของแพลตฟอร์มชุมชนท้องถิ่นและชนพื้นเมือง (Local Communities and Indigenous Peoples Platform: LCIPP) และผลักดันให้การดำเนินงานด้านภูมิอากาศเคารพสิทธิในดินแดน ทรัพยากร ระบบความรู้ และหลักความยินยอมโดยเสรี ล่วงหน้า และได้รับข้อมูลครบถ้วน (Free, Prior and Informed Consent: FPIC) ตามมาตรฐานสิทธิระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง

ประการที่หก สนับสนุนสิทธิธรรมชาติ ความหลากหลายทางชีววัฒนธรรม และการจัดการระบบนิเวศโดยชุมชน

วาระนี้ควรผลักดันผ่านความร่วมมือระหว่างประเทศและเวทีภาคประชาชนควบคู่กับกระบวนการเจรจา โดยยืนยันว่าการอนุรักษ์และฟื้นฟูธรรมชาติต้องเคารพสิทธิของชุมชน และไม่ลดทอนระบบนิเวศให้เป็นเพียงสินทรัพย์คาร์บอน

ประการที่เจ็ด สนับสนุนอธิปไตยทางอาหารและประชาธิปไตยพลังงาน

ประเทศไทยควรส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความรู้และความร่วมมือระหว่างประเทศเกี่ยวกับเกษตรนิเวศ ระบบอาหารท้องถิ่น และพลังงานที่ประชาชนมีส่วนร่วมในกรรมสิทธิ์และการกำกับดูแล

แม้ประเด็นเหล่านี้ไม่ได้เป็นหัวข้อเจรจาอย่างเป็นทางการทั้งหมด แต่มีความสำคัญต่อการพัฒนาทางเลือกของสังคมที่สามารถลดผลกระทบทางภูมิอากาศพร้อมกับสร้างความเป็นธรรม

จาก COP31 สู่การปฏิรูปนโยบายไทยในปี 2570

ผลการเจรจา COP31 จะมีคุณค่าต่อสังคมไทยก็ต่อเมื่อถูกนำมาเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงเชิงสถาบันภายในประเทศ

ภาคประชาชนจึงควรพัฒนายุทธศาสตร์ที่มุ่งผลักดันให้หน่วยงานที่มีอำนาจตัดสินใจปรับกติกาและนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีวาระสำคัญ 5 ด้าน

1. ปรับร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้ตั้งอยู่บนฐานสิทธิและความเป็นธรรม

กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา และฝ่ายนิติบัญญัติควรเปิดให้มีการพิจารณาข้อเสนอด้านสิทธิชุมชน การเข้าถึงข้อมูล การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ การร้องเรียนและเยียวยา ตลอดจนการคุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบจากมาตรการเปลี่ยนผ่าน

พร้อมกันนั้น ต้องทบทวนการสถาปนาระบบตลาดคาร์บอนเป็นกลไกหลักของกฎหมาย และพิจารณาทางเลือกที่กำหนดความรับผิดชอบต่อการลดการปล่อยโดยตรงอย่างเข้มแข็งกว่าเดิม

2. ปรับกองทุนภูมิอากาศให้เป็นเครื่องมือกระจายอำนาจเหนือทรัพยากร

หลักเกณฑ์การจัดสรรเงินทุนควรเปิดให้ชุมชนเข้าถึงการสนับสนุนโดยตรง มีบทบาทร่วมกำหนดลำดับความสำคัญ และสามารถตรวจสอบการใช้ทรัพยากรได้

กองทุนควรสนับสนุนการปรับตัวที่ชุมชนเป็นผู้นำ การฟื้นฟูระบบนิเวศ เกษตรนิเวศ ระบบอาหารท้องถิ่น และพลังงานชุมชน โดยไม่กำหนดให้การผลิตเครดิตคาร์บอนเป็นเงื่อนไขในการเข้าถึงทรัพยากร

3. ทบทวนความสอดคล้องระหว่าง NDC 3.0 กับแผนพลังงานและการลงทุนของประเทศ

หน่วยงานด้านภูมิอากาศและพลังงานควรเปิดเผยเส้นทางลดการปล่อยจริง แยกจากการดูดกลับและการชดเชยคาร์บอน พร้อมประเมินความสอดคล้องระหว่างเป้าหมาย Net Zero 2050 กับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า การลงทุนในเชื้อเพลิงฟอสซิล และนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรม

การทบทวนดังกล่าวควรเปิดพื้นที่ให้ประชาชนเสนอทางเลือกด้านการผลิตและการใช้พลังงานที่กระจายกรรมสิทธิ์และผลประโยชน์มากขึ้น

4. ปฏิรูปนโยบายป่าไม้ ที่ดิน และการอนุรักษ์บนฐานสิทธิชุมชน

หน่วยงานด้านทรัพยากรธรรมชาติควรพัฒนากลไกการรับรองสิทธิและระบบการดูแลทรัพยากรโดยชุมชน รวมถึงทบทวนโครงการที่นำป่าไม้และที่ดินเข้าสู่ระบบเครดิตคาร์บอนโดยไม่มีหลักประกันด้านสิทธิที่เพียงพอ

การฟื้นฟูระบบนิเวศควรได้รับการสนับสนุนจากงบประมาณสาธารณะและกลไกความร่วมมือที่เคารพความหลากหลายทางชีววัฒนธรรม

ห้า พัฒนาระบบอาหารและเศรษฐกิจท้องถิ่นที่เป็นธรรม

คณะกรรมการอาหารแห่งชาติ หน่วยงานด้านเกษตร สภาเกษตรกร และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรสนับสนุนการพัฒนาระบบอาหารที่เชื่อมเกษตรนิเวศ ความหลากหลายของพืชอาหาร โปรตีนจากพืชท้องถิ่น การแปรรูป และตลาดที่เป็นธรรม

แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้การเปลี่ยนผ่านด้านภูมิอากาศเชื่อมโยงกับสุขภาวะ ความมั่นคงทางอาหาร และความสามารถของชุมชนในการกำหนดระบบเศรษฐกิจของตนเอง

การผลักดันทั้งห้าด้านควรมุ่งสร้างผลลัพธ์เชิงนโยบายที่ตรวจสอบได้ ได้แก่ การรับรองหลักการด้านสิทธิในกฎหมาย การเปลี่ยนหลักเกณฑ์กองทุน การเปิดเผยข้อมูลและทบทวนแผนพลังงาน การรับรองกลไกจัดการทรัพยากรโดยชุมชน และการจัดสรรทรัพยากรเพื่อสนับสนุนระบบอาหารท้องถิ่น

ความสำเร็จของขบวนการประชาชนจึงควรวัดจากการเปลี่ยนแปลงของกติกาและการตัดสินใจ มากกว่าจำนวนเวทีหรือเอกสารข้อเสนอที่จัดทำขึ้น

บทส่งท้าย: การเปลี่ยนผ่านที่ประชาชนร่วมกำหนดอนาคต

ข้อถกเถียงจาก COP31 ทำให้เห็นว่าการรับมือวิกฤตภูมิอากาศไม่อาจจำกัดอยู่ที่การลดก๊าซเรือนกระจกผ่านเครื่องมือทางเทคนิคและเศรษฐกิจ หากเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนความสัมพันธ์ทางอำนาจที่กำหนดการใช้ทรัพยากร การผลิต การบริโภค และการดำรงชีวิตร่วมกัน

ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญของการกำหนดกฎหมายและสถาบันด้านภูมิอากาศ การตัดสินใจในช่วงนี้จะมีผลต่อทิศทางการเปลี่ยนผ่านของประเทศอีกยาวนาน

หากสังคมยอมรับให้กลไกตลาดคาร์บอนและการบริหารจัดการแบบรวมศูนย์เป็นฐานหลักของการเปลี่ยนผ่าน ประเทศไทยอาจบรรลุเป้าหมายทางคาร์บอนโดยยังคงผลิตซ้ำความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมทางสังคมและนิเวศ

แต่หากใช้โอกาสนี้ยืนยันหลักสิทธิ ความรับผิดชอบ และประชาธิปไตยภูมิอากาศ การเปลี่ยนผ่านย่อมสามารถเปิดพื้นที่ให้เกิดรูปแบบเศรษฐกิจและการดำรงชีวิตที่หลากหลาย ซึ่งประชาชนมีอำนาจร่วมกำหนดอนาคตของตนเอง

ภารกิจของประเทศไทยใน COP31 จึงไม่ควรหยุดอยู่ที่การแสดงความก้าวหน้าของเป้าหมาย Net Zero หรือการแสวงหาเงินทุนและเทคโนโลยี แต่ควรมีบทบาทผลักดันกติกาภูมิอากาศระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่บนฐานสิทธิและความเป็นธรรม พร้อมนำหลักการเหล่านั้นกลับมาปฏิรูปกฎหมาย กองทุน ระบบพลังงาน ระบบอาหาร และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติภายในประเทศ

ความสำเร็จหลัง COP31 จึงไม่ควรวัดเพียงว่าเราลดคาร์บอนได้มากเพียงใด หรือได้รับเงินทุนกลับมาเท่าใด แต่ต้องพิจารณาว่าเราได้เปลี่ยนกติกาที่กำหนดอนาคตของสังคมไทยให้ประชาชนมีสิทธิและอำนาจมากขึ้นเพียงใด

การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรมจะมีความหมายอย่างแท้จริง เมื่อการลดก๊าซเรือนกระจกนำไปสู่การเปลี่ยนความสัมพันธ์เชิงอำนาจ และเปิดโอกาสให้ผู้คนร่วมสร้างสังคมที่มีความสุขบนฐานความหลากหลายทางชีววัฒนธรรม ความเป็นธรรม และความเกื้อกูลระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ

#COP31 #ClimateJustice #ความเป็นธรรมทางภูมิอากาศ #NetZero2050 #ตลาดคาร์บอน #TCJA #JustTransition #สิทธิชุมชน #ประชาธิปไตยภูมิอากาศ #LDI


เอกสารอ้างอิง

  1. UNFCCC. (2026). Summary of Thailand’s NDC 3.0. https://www.unfccc.int/sites/default/files/2026-01/TH%20NDC%203.0.pdf
  2. กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม. (2026). ไทยยกระดับเป้าหมาย Net Zero เร็วขึ้น 15 ปี เดินหน้าผลักดัน พ.ร.บ. ลดโลกร้อน. https://www.dcce.go.th/31524/
  3. กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม. นโยบายของไทยในการดำเนินงานตามข้อ 6 ของความตกลงปารีส. https://www.dcce.go.th/article6/policies/
  4. International Carbon Action Partnership. (2026). Thailand: Emissions Trading System Status. https://icapcarbonaction.com/en/ets/thailand
  5. Human Rights Watch. (2024). Carbon Offsetting’s Casualties: Violations of Chong Indigenous People’s Rights in Cambodia’s Southern Cardamom REDD+ Project. https://www.hrw.org/report/2024/02/29/carbon-offsettings-casualties/violations-chong-indigenous-peoples-rights
  6. UNFCCC. (2026). COP31, Antalya, Türkiye. https://unfccc.int/cop31/about
  7. International Labour Organization. (2015). Guidelines for a Just Transition towards Environmentally Sustainable Economies and Societies for All.
  8. United Nations General Assembly. (2007). United Nations Declaration on the Rights of Indigenous Peoples.

หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำก่อนการประชุม COP31 จึงนำเสนอข้อเสนอที่ประเทศไทยควรผลักดันและแนวทางปฏิรูปนโยบายภายในประเทศ โดยมิได้ถือว่าข้อเรียกร้องเหล่านี้เป็นผลการเจรจาที่ได้รับการรับรองแล้ว

Scroll to Top