
“เรากินเงินไม่ได้ เราอยากให้แผ่นดินเป็นอิสระ แต่ธุรกิจทั้งเจาะน้ำมัน ขุดเหมือง ยังทำลายธรรมชาติ เป็นยุคที่คนพื้นเมืองแพ้ในแผ่นดินแดนของเราเอง”
คาซิเก กิลน์สัน (Cacique Gilsan), หัวหน้ากลุ่มชนพื้นเมืองตูปินัมบา, บราซิล กล่าวระหว่างการประชุม COP30, พฤศจิกายน 2025
1. เสียงที่ถูกฟังเพียงเพื่อให้โลกสบายใจ
- ในทุกเวทีเจรจาสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติ ตั้งแต่ COP ถึง CBD เสียงของชนพื้นเมืองมักปรากฏในพิธีเปิด ในฐานะ “ภูมิปัญญาแห่งธรรมชาติ” และ “มโนธรรมของโลก” แต่เมื่อเข้าสู่โต๊ะเจรจา เสียงเหล่านั้นกลับหายไปอย่างเงียบงัน
- โลกสมัยใหม่ต้องการ “ฟังชนพื้นเมือง” เพื่อยืนยันว่าตนเองยังมีศีลธรรมอยู่ ขณะที่โครงสร้างเศรษฐกิจและการเมืองที่สร้างวิกฤติยังคงดำเนินไปไม่หยุด นี่คือสิ่งที่ Edward Said เรียกว่า “Orientalism” การสร้าง “ภาพแทนของอีกฝ่าย” เพื่อสะท้อนความดีและอำนาจของตนเอง (Said, 1978) ชนพื้นเมืองถูกทำให้เป็น “ภาพแทนของความบริสุทธิ์” แต่ไม่เคยได้รับอำนาจในการกำหนดชะตากรรมของโลกจริง ๆ เป็นการฟังเพื่อความรู้สึกดี มากกว่าการฟังเพื่อเปลี่ยนแปลง
2. การทำให้ความรู้ท้องถิ่นกลายเป็น “ข้อมูลดิบของตะวันตก”
- ในเวทีเจรจาโลกร้อน โลกพูดด้วยภาษาแห่งคาร์บอน ตัวชี้วัด และแบบจำลองเศรษฐกิจ
- แต่ชนพื้นเมืองพูดด้วยภาษาของผืนดิน วิญญาณ และสายสัมพันธ์ของชีวิต
- โลกเลือกฟังเฉพาะสิ่งที่สามารถวัดและจำลองได้ในเชิงเทคนิค
- ความรู้ของชนพื้นเมืองจึงถูกทำให้เป็น “ข้อมูลดิบ”
- ต้องถูกแปลผ่านนักวิทยาศาสตร์หรือองค์กรโลกก่อนจึงจะถือว่ามีค่า
- คำว่า “ผืนดินมีชีวิต” ถูกตีความให้เป็น ecosystem service
- คำว่า “อยู่ร่วมกับผืนดิน” ถูกแปลงเป็น sustainable land use
- นี่คือสิ่งที่ Linda Tuhiwai Smith เรียกว่า “colonialism of knowledge”—
- อาณานิคมในระดับญาณวิทยาที่ทำให้ความรู้ของผู้ถูกกดขี่ถูกทำให้เชื่องภายใต้กรอบของผู้ครอบครอง (Smith, 1999)
- ชนพื้นเมืองจึงถูก “กลืนด้วยความเคารพ” ความรู้ของพวกเขาถูกนำไปใช้ในรายงานทางเทคนิค
- แต่ไม่ถูกยอมรับในฐานะระบบญาณทัศน์ที่มีตรรกะและศักดิ์ศรีของตนเอง
3. ความยั่งยืนในนามของอาณานิคมใหม่
- ยุคของ “พลังงานสะอาด” และ “เศรษฐกิจสีเขียว” ไม่ได้ยุติการยึดครอง แต่เพียงเปลี่ยนชื่อของมัน
- การยึดครองในนามของสิ่งแวดล้อมจึงเกิดขึ้นภายใต้สิ่งที่เรียกว่า Green Colonialism
- บริษัทขนาดใหญ่ในโลกเหนือกำลังลงทุนขุดเหมืองลิเทียม โคบอลต์ และนิกเกิล
- ในพื้นที่ของชนพื้นเมืองทั่วอเมริกาใต้และแอฟริกา
- ในเอเชีย โครงการคาร์บอนเครดิตและการปลูกป่าทดแทนกลายเป็นเครื่องมือกว้านที่ดินโดยบริษัทข้ามชาติ
- Walter Mignolo เรียกกระบวนการนี้ว่า “coloniality of power”
- การคงอยู่ของตรรกะอาณานิคมในยุคที่เปลี่ยนชื่อจาก “ศิวิไลซ์” มาเป็น “ยั่งยืน” (Mignolo, 2011)
- ในชื่อของ “การปกป้องโลก” โลกเหนือยังครอบครองโลกใต้
- และในชื่อของ “การลดโลกร้อน” ชนพื้นเมืองยังถูกขับออกจากผืนดินของตน
- พลังงานสะอาดจึงไม่จำเป็นต้องสะอาดเสมอไป โดยเฉพาะเมื่อมันตั้งอยู่บนการสูญเสีย
4. การโรแมนติไซส์ที่คงไว้ซึ่งความไม่เท่าเทียม
- Orientalism ไม่เพียงสร้างภาพของ “ผู้อื่น” ที่ลึกลับและงดงาม
- แต่มันยังทำให้คนเหล่านั้นเป็น “ผู้ที่ต้องได้รับการช่วยเหลือ” ตลอดไป
- ในเวทีโลกร้อน ผู้นำประเทศและองค์กรโลกมักพูดถึงชนพื้นเมืองด้วยน้ำเสียงเวทนาและชื่นชม
- แต่ยังคงผลักดันกลไกตลาดและข้อตกลงเศรษฐกิจที่ทำลายพื้นที่ของพวกเขา
- ชนพื้นเมืองจึงถูกตรึงให้อยู่ในฐานะ “มโนธรรมของโลก”
- แต่ไม่ใช่ “ผู้กำหนดอนาคตของโลก”
- Arturo Escobar วิเคราะห์ไว้อย่างเฉียบคมว่า
- การพัฒนาแบบตะวันตกสร้าง “พื้นที่แห่งการก้าวหน้า” โดยทำให้บางสังคมถูกนิยามว่า “ล้าหลัง”
- เพื่อคงความชอบธรรมของผู้พัฒนาไว้ (Escobar, 1995)
- ตรรกะเดียวกันนี้ยังดำรงอยู่ในโลกของ “ความยั่งยืน”
- ซึ่งโลกสมัยใหม่ยกย่องชนพื้นเมืองในฐานะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่ตัดขาดพวกเขาออกจากอำนาจจริง
- เป็นการฟังโดยไม่ฟังจริง เคารพโดยไม่ยอมรับสิทธิ์ นี่คือ Green Orientalism
5. เมื่อการฟังไม่เพียงพอ โลกต้องยอมให้พวกเขานำทาง
การฟังเสียงชนพื้นเมืองไม่ควรเป็นเพียงพิธีกรรมทางศีลธรรม แต่ต้องเป็นการคืนอำนาจทางการเมืองและญาณทัศน์ ไม่ใช่แค่เชิญมาพูด แต่ต้องให้สิทธิ์ในการตัดสินใจ ไม่ใช่เพียงเรียนรู้จากพวกเขา แต่ต้องยอมให้พวกเขานำทาง
นักปรัชญาชนพื้นเมือง Kyle Powys Whyte ชี้ว่า “ความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศไม่ใช่การจัดการคาร์บอน แต่คือการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างชีวิต มนุษย์ และผืนดิน” (Whyte, 2018)
โลกจะไม่สามารถรอดได้ด้วยเครื่องมือของระบบที่สร้างวิกฤติขึ้นมา เราต้องเปลี่ยนจาก “การกอบกู้โลก” ไปสู่ “การอยู่ร่วมกับโลก” และยอมรับว่าความรู้แบบชนพื้นเมืองไม่ใช่อดีตของอารยธรรม แต่คืออนาคตของการอยู่รอดร่วมกัน โลกสมัยใหม่อาจไม่ต้องการชนพื้นเมืองในฐานะ “ผู้ถูกช่วยเหลือ” อีกต่อไป หากต้องการอยู่รอด โลกจำเป็นต้องยอมรับพวกเขาในฐานะ “ผู้นำแห่งการเปลี่ยนผ่าน” เสียงของคาซิเก กิลน์สันจึงไม่ใช่เพียงคำเตือน แต่คือคำทำนายของโลกว่า ถ้าเรายังเชื่อว่าเงินคือชีวิต และความยั่งยืนคือธุรกิจ ในที่สุดเราทุกคนจะพบว่า “เราเองก็กินเงินไม่ได้”
อ้างอิง
Said, E. W. (1978). Orientalism. Pantheon Books.
Smith, L. T. (1999). Decolonizing Methodologies: Research and Indigenous Peoples. Zed Books.
Mignolo, W. (2011). The Darker Side of Western Modernity: Global Futures, Decolonial Options. Duke University Press.
Escobar, A. (1995). Encountering Development: The Making and Unmaking of the Third World. Princeton University Press.
Whyte, K. P. (2018). Indigenous Climate Change Studies: Indigenizing Futures, Decolonizing the Anthropocene. English Language Notes, 56(1), 153–162.