
น้ำท่วมใหญ่ในหาดใหญ่ปี 2025 ไม่ได้เกิดขึ้นในฐานะ “เหตุการณ์ผิดปกติของธรรมชาติ” อย่างที่สื่อกระแสหลักมักอธิบาย หากแต่เกิดขึ้นในฐานะ “ปรากฏการณ์ที่เปิดเผยรอยปริแตกของระบบรู้และระบบจัดการภัยพิบัติของรัฐไทย” ซึ่งสังคมไทยมักมองไม่เห็นเพราะถูกบดบังด้วยความมั่นใจผิด ๆ ว่าระบบที่มีอยู่เพียงพอแล้ว
ข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยาและ WMO ระบุว่า เหตุการณ์ครั้งนี้เกี่ยวข้องกับวงจรลานีญา ประกอบกับปรากฏการณ์ฝนตกซ้ำพื้นที่เดิมเป็นเวลานาน หรือ extreme rainfall clustering ซึ่ง IPCC AR6 (2022) เตือนว่าจะเกิดถี่ขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายใต้ภาวะโลกร้อนที่ทวีความรุนแรง
เมื่อเห็นข้อมูลเหล่านี้ร่วมกัน เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงน้ำท่วม แต่คือภาพสะท้อนของภูมิอากาศที่เปลี่ยนเร็วกว่าขีดความสามารถของเมืองในการเรียนรู้และปรับตัว
ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา หาดใหญ่ได้รับการยอมรับในเวทีนานาชาติหลายแห่ง ทั้งจาก UNFCCC, โครงการ ACCCRN และแคมเปญ National Earth Hour Capital ในฐานะ “เมืองต้นแบบด้านความยืดหยุ่น” (urban resilience model)
แต่รางวัลเหล่านี้สะท้อนสิ่งที่ Lawrence Vale (2014) วิเคราะห์ว่าเป็น
“resilience by performance” — ความยืดหยุ่นที่วัดจากการแสดงออกบนเวทีและนโยบาย มากกว่าในโครงสร้างจริงของเมือง
เหตุการณ์ปี 2025 ชี้ให้เห็นว่าความยืดหยุ่นเชิงภาพลักษณ์ไม่อาจรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศที่ผิดจากรูปแบบเดิมได้อีกต่อไป แบบจำลองระบายน้ำเดิมซึ่งออกแบบบนสถิติของอดีตไม่สามารถรับมือกับฝนรูปแบบใหม่ได้ นี่คือสิ่งที่ Milly et al. (2008) เรียกว่า
“Death of Stationarity” จุดสิ้นสุดของโลกที่สภาพอากาศอนาคตเคยคล้ายอดีต
ในปี 2025 โลกใหม่มาถึง แต่เมืองยังคิดด้วยโลกเก่า ข้อมูลจากสื่อภาคสนาม เช่น ThaiPBS, The Active และรายงานของเทศบาลหาดใหญ่หลังน้ำลด บ่งชี้คล้ายกันว่า น้ำท่วมไม่ได้เกิดเพียงเพราะฝนแรง แต่เกิดเพราะเมืองไม่สามารถทำงานในโหมดฉุกเฉินได้เร็วพอ การสื่อสารล่าช้า การเตือนภัยไม่สอดคล้องกับเวลาจริง การประเมินสถานการณ์ที่ยังยึดติดกับระดับน้ำในอดีต และความเชื่อในประสิทธิภาพของโครงสร้างเดิมทั้งหมดนี้ส่งผลให้ประชาชนต้องตัดสินใจเองในหลายพื้นที่ นี่คือรอยแยกสำคัญที่นักมานุษยวิทยาเชิงความเสี่ยงอย่าง Anthony Oliver-Smith (2016) เรียกว่า
“disaster as the revelation of structural vulnerability”
คือภัยพิบัติทำให้เราเห็นความเปราะบางทางโครงสร้างที่ซ่อนอยู่ตลอดเวลา เหตุการณ์ครั้งนี้ยังเผยให้เห็น “ความตึงเครียดระหว่างความรู้ของรัฐและความรู้ของพื้นที่” อย่างชัดเจน รัฐพึ่งพาแบบจำลอง ภาพเรดาร์ และระบบสั่งการจากส่วนกลาง
ขณะที่ชุมชนใช้ประสบการณ์ภาคสนาม เช่น การสังเกตการไหลของน้ำในซอย ความเปลี่ยนแปลงของสีและกลิ่นน้ำ หรือสัญญาณทางภูมิประเทศที่คุ้นเคย งานของ Tim Ingold (2011) และ Kim Fortun (2012) ชี้ตรงกันว่า ความรู้ที่เกิดขึ้น ณ พื้นที่จริง มักตอบสนองต่อสถานการณ์ได้เร็วกว่าระบบสถาบันที่ต้องการข้อมูลยืนยันก่อนตัดสินใจ
รายงานจากผู้สื่อข่าวหลายสำนักระบุว่า ประชาชนจำนวนหนึ่งอพยพก่อนการประกาศเตือนอย่างเป็นทางการ หรือย้ายรถขึ้นที่สูงจาก “ประสบการณ์น้ำท่วมครั้งก่อน” มากกว่าคำสั่งจากหน่วยงานรัฐ นี่ไม่ใช่การกล่าวโทษ แต่เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดบ่อยในโครงสร้างรัฐรวมศูนย์ของไทย ในเชิงนโยบาย หาดใหญ่ปี 2025 เป็นภาพตัวอย่างของสิ่งที่ Rob Nixon (2011) เรียกว่า slow violence ความรุนแรงเชิงโครงสร้างที่ค่อย ๆ สั่งสมจนปะทุเป็นความสูญเสียในวันหนึ่ง การขยายเมืองทับพื้นที่รับน้ำ การถมที่ในลุ่มน้ำรอง การออกแบบโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่สอดคล้องกับภูมิประเทศ การลงทุนซ่อมแซมมากกว่าป้องกัน ระบบงบประมาณที่เน้นการเยียวยามากกว่าลดความเสี่ยง และการรวมศูนย์อำนาจที่ทำให้การตัดสินใจล่าช้า
ทั้งหมดนี้สะสมจนเกิดเป็น “น้ำท่วมใหญ่” แม้ฝนจะเป็นตัวกระตุ้นสุดท้ายก็ตาม สิ่งที่ปรากฏชัดในปี 2025 ไม่ใช่เพียงระดับน้ำ แต่คือความจริงทางโครงสร้างว่า ภูมิอากาศกำลังเปลี่ยนเร็วกว่าโครงสร้างรัฐ และ ชุมชนกำลังตอบสนองเร็วกว่าโครงสร้างราชการ
นี่ไม่ได้หมายความว่ารัฐไร้ความสามารถ แต่หมายความว่า “ระบบรู้” ที่รัฐใช้ยังตั้งอยู่บนฐานคิดแบบศตวรรษที่ผ่านมา ขณะที่ภูมิอากาศปัจจุบันมีพลวัตที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง บทเรียนจากหาดใหญ่จึงไม่ใช่คำถามว่า “ต้องสร้างอะไรเพิ่ม” แต่คือคำถามว่า “เรายังคิดแบบเดิมอยู่หรือไม่”
ในท้ายที่สุด เหตุการณ์ครั้งนี้เปิดพื้นที่ให้สังคมไทยได้ทบทวนระบบรู้ของเราเกี่ยวกับภัยพิบัติ ว่าเราจะยังคง อิงอดีตเพื่ออธิบายอนาคต มองชุมชนเป็นผู้รอรับคำสั่ง เชื่อว่าโครงสร้างเดิมเพียงพอ หรือคิดว่าเมืองควบคุมภูมิอากาศได้ด้วยวิศวกรรมล้วน ๆ หรือเราจะยอมรับว่าทั้งเมืองและรัฐต้อง “ปรับโลกทัศน์” ใหม่ ให้สอดคล้องกับภูมิอากาศที่ไม่ยึดถือความแน่นอนแบบเดิมอีกต่อไปหาดใหญ่ 2025 คือสัญญาณเตือนว่าภัยพิบัติสมัยใหม่ไม่ได้เกิดจากธรรมชาติเท่านั้น แต่เกิดจากรอยต่อระหว่างภูมิอากาศที่เปลี่ยนเร็ว กับระบบรู้ ระบบจัดการที่เปลี่ยนช้า ไทยจะรับมือได้มากขึ้น ไม่ใช่เมื่อฝนตกน้อยลง แต่เมื่อเรายอมรับว่าต้องปรับวิธีคิดจากการยึดอดีต เป็นการเข้าใจอนาคต และจากการคาดหวังความแน่นอน เป็นการออกแบบระบบที่รองรับความไม่แน่นอน นี่คือก้าวแรกของกรอบคิดใหม่ในการจัดการภัยพิบัติไทย และหาดใหญ่ 2025 คือจุดเริ่มต้นของบทสนทนานั้น