
สรุปย่อคำพิพากษาศาลชั้นต้นจังหวัดระยอง คดีน้ำมันรั่วปี 2565
ศาลจังหวัดระยองมีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์ในทุกประเด็นจากกรณีน้ำมันดิบรั่วไหลในอ่าวระยองเมื่อปี 2565 โดยเห็นว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องในประเด็นการฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและการจัดตั้งกองทุนฟื้นฟู เนื่องจากเป็นหน้าที่ของหน่วยงานรัฐซึ่งได้ดำเนินการไปแล้ว และไม่มีกฎหมายรองรับการตั้งกองทุนในลักษณะที่ร้องขอ
ศาลวินิจฉัยว่าการใช้สารเคมีสลายคราบน้ำมันของจำเลยเป็นไปตามแผนของรัฐและได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงไม่อาจถือเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย พร้อมทั้งให้น้ำหนักกับรายงานการศึกษาของสถาบันการศึกษาหลายแห่งซึ่งระบุว่าไม่ปรากฏความเสียหายต่อทรัพยากรทางทะเลอย่างมีนัยสำคัญ
ในส่วนการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนรายบุคคล ศาลเห็นว่าหลักฐานของโจทก์ไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์ความเสียหายเชิงประจักษ์ เมื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลจากหน่วยงานรัฐที่ชี้ว่าปริมาณการจับสัตว์น้ำหลังเหตุการณ์ยังไม่ลดลงจากปีก่อนหน้า จึงมีคำสั่งยกฟ้องคำขอทั้งหมด
โดยสรุป ศาลตั้งกรอบการพิจารณาบนฐานอำนาจหน้าที่ของรัฐ ความถูกต้องของขั้นตอนทางปกครอง และพยานหลักฐานเชิงเทคนิคเป็นหลัก มิได้ยกสถานะสิ่งแวดล้อมขึ้นเป็นฐานสิทธิของชุมชนหรือของระบบนิเวศในการวินิจฉัยคดี
ทะเลที่ถูกฟ้อง แต่ยังไม่ถูกรับฟัง
คำพิพากษาคดีน้ำมันรั่วอ่าวระยองมิใช่เพียงข้อยุติของข้อพิพาทระหว่างชุมชนประมงพื้นบ้านกับบรรษัทพลังงาน หากแต่เป็นภาพสะท้อนเชิงโครงสร้างของกระบวนการยุติธรรมไทยต่อคำถามพื้นฐานว่า สิ่งแวดล้อมเป็นเพียงวัตถุแห่งการจัดการของรัฐ หรือเป็นสิทธิพื้นฐานของผู้คน และอาจเป็นผู้ทรงสิทธิในตัวของมันเอง
ในโลกที่สหประชาชาติยอมรับแล้วว่า “สิทธิในการมีสิ่งแวดล้อมที่สะอาด สุขภาพดี และยั่งยืน” คือสิทธิมนุษยชน (UN General Assembly, 2022) และหลายประเทศเริ่มให้ธรรมชาติมีสถานะทางกฎหมาย คดีอ่าวระยองจึงมิใช่คดีท้องถิ่น หากคือรอยต่อระหว่างกรอบกฎหมายแบบเดิมกับจินตนาการใหม่ของความเป็นธรรมเชิงนิเวศที่สังคมไทยยังไปไม่ถึง
1.สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี เมื่อสิ่งแวดล้อมยังไม่ใช่ “สิทธิ” ในสายตาศาล
กรอบสากลว่าด้วยสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีมองว่าสิทธินี้เชื่อมโยงกับสิทธิในชีวิต สุขภาพ อาหาร น้ำ และวัฒนธรรม โดยเฉพาะต่อชุมชนที่พึ่งพิงทรัพยากรธรรมชาติเป็นฐานของชีวิต (UN General Assembly, 2022; OHCHR, 2018)
นั่นหมายความว่าชุมชนประมงมิใช่เพียงผู้เสียหายทางเศรษฐกิจ หากเป็นผู้ทรงสิทธิในระบบนิเวศชายฝั่งที่หล่อเลี้ยงชีวิต อัตลักษณ์ และศักดิ์ศรีของตน
แต่คำพิพากษาศาลระยองกลับวางคดีอยู่ในกรอบอำนาจฟ้องตามกฎหมายเฉพาะและความเข้มงวดของพยานหลักฐานเชิงเทคนิค
สิทธิของชุมชนจึงถูกลดทอนเหลือเพียงคำถามว่า “พิสูจน์ได้หรือไม่” มากกว่าการยอมรับว่า “ถูกกระทบสิทธิหรือไม่”
เมื่อสิ่งแวดล้อมไม่ถูกยกขึ้นเป็นฐานสิทธิ ความยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อมจึงถูกบีบให้แคบ เหลือเพียงการชั่งน้ำหนักเอกสาร มากกว่าการคุ้มครองชีวิตที่พึ่งพิงทะเลทุกวัน
2. ประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อม เมื่อรัฐพูดแทน แต่ชุมชนกลับไร้เสียง
หลักประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อมยืนยันว่าประชาชนต้องมีสิทธิในการเข้าถึงข้อมูล มีส่วนร่วม และเข้าถึงความยุติธรรมในคดีสิ่งแวดล้อม (UNECE, 1998) เพราะสิ่งแวดล้อมคือสมบัติร่วมที่ไม่มีใครผูกขาดเป็นเจ้าของได้
คำพิพากษาที่วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรื่องฟื้นฟู เพราะรัฐได้ดำเนินการแล้ว สะท้อนกรอบคิดที่ทำให้รัฐกลายเป็นผู้ผูกขาดเสียงแทนสังคม และกันชุมชนผู้แบกรับความเสี่ยงออกจากกระบวนการยุติธรรม ทั้งที่ในกรอบสากล การมีบทบาทของประชาชนในศาลคือกลไกตรวจสอบและเสริมพลังการคุ้มครอง มิใช่อุปสรรคต่ออำนาจรัฐ
เมื่อชุมชนถูกตัดออกจากเวทีความยุติธรรม เสียงของผู้ที่อยู่กับทะเลทุกวันจึงเงียบหาย เหลือเพียงเสียงของเอกสาร รายงาน และโครงสร้างราชการที่อ้างว่าพูดแทนทะเลแล้ว
3.ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย ใครควรแบกรับภาระในโลกที่ทุนสร้างความเสี่ยง
หลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่ายคือหัวใจของกฎหมายสิ่งแวดล้อมสมัยใหม่ กำหนดให้ผู้ที่ก่อความเสี่ยงและได้รับประโยชน์ต้องแบกรับต้นทุนของความเสียหายและการฟื้นฟู (United Nations, 1992)
แต่ในคดีอ่าวระยอง ศาลกลับวางภาระการพิสูจน์ไว้กับชุมชนอย่างเข้มงวด ทั้งที่ความเสียหายเชิงนิเวศมีลักษณะซับซ้อน ยืดเยื้อ และต้องใช้ทรัพยากรสูงในการติดตาม ในกรอบสากล แนวโน้มสำคัญคือการขยับภาระไปสู่ผู้ก่อความเสี่ยง ซึ่งมีข้อมูล ศักยภาพ และอำนาจมากกว่า เพราะหากปล่อยให้ชุมชนต้องพิสูจน์ทุกอย่างในระดับงานวิจัยเชิงสถาบัน หลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่ายย่อมกลายเป็นถ้อยคำที่ไม่อาจทำงานได้จริง
4.หลักป้องกันไว้ก่อน เมื่อศาลรอความแน่ชัด แต่ธรรมชาติอาจไม่รอเรา
หลักป้องกันไว้ก่อนยืนยันว่า แม้ยังไม่มีความแน่ชัดทางวิทยาศาสตร์ รัฐต้องคุ้มครองเมื่อมีความเสี่ยงต่อความเสียหายร้ายแรงหรือไม่อาจย้อนกลับได้ (United Nations, 1992)
ทว่าในคดีนี้ ศาลใช้เหตุผลว่าการขาดข้อมูลฐานและสถิติที่ชัดเจนทำให้ไม่อาจรับฟังว่ามีความเสียหายเกิดขึ้น ทั้งที่น้ำมันรั่วและการใช้สารเคมีในพื้นที่อ่อนไหวคือสถานการณ์เสี่ยงสูงต่อระบบนิเวศชายฝั่ง การยึดตรรกะ “รอพิสูจน์ก่อนคุ้มครอง” จึงสวนทางกับจิตวิญญาณของหลักป้องกันไว้ก่อน และสะท้อนกรอบคิดที่ให้ความสำคัญกับความแน่ชัดของเอกสารมากกว่าการปกป้องชีวิตในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
5.เมื่อทะเลไม่ใช่คู่ความ สิทธิของธรรมชาติที่ยังหายไป
พัฒนาการสำคัญของกฎหมายสากลในช่วงสองทศวรรษหลังคือแนวคิด “สิทธิของธรรมชาติ” ที่ยอมรับว่าธรรมชาติและระบบนิเวศมีสถานะเป็นผู้ทรงสิทธิในตัวเอง ไม่ใช่เพียงทรัพย์สินของมนุษย์ แนวคิดนี้ปรากฏในรัฐธรรมนูญเอกวาดอร์ คำพิพากษาศาลในโคลอมเบีย และกฎหมายในหลายประเทศ (Boyd, 2017; Kauffman & Martin, 2018)
หากมองคดีอ่าวระยองผ่านกรอบนี้ จะเห็นชัดว่าทะเลไม่มีสถานะใด ๆ ในกระบวนการยุติธรรม นอกจากเป็นวัตถุที่ถูกกล่าวถึงผ่านรายงานและสถิติ ทะเลไม่มีผู้แทน ไม่มีเสียง และไม่มีที่ยืนในฐานะผู้ได้รับความเสียหาย ความสูญเสียของระบบนิเวศจึงถูกกลบอยู่ใต้ข้อถกเถียงทางเทคนิค และตอกย้ำกรอบคิดมนุษย์เป็นศูนย์กลางที่ทำให้ธรรมชาติเป็นเพียงฉากหลังของความขัดแย้งของมนุษย์
จากอ่าวระยอง สู่รัฐธรรมนูญใหม่ของความยุติธรรมเชิงนิเวศ
เมื่อพิจารณาผ่านทั้งสิทธิในสิ่งแวดล้อมของผู้คนและสิทธิของธรรมชาติ จะเห็นว่าปัญหาเชิงโครงสร้างของคดีนี้ไม่ได้อยู่เพียงที่การชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน หากแต่อยู่ที่การไม่มีฐานสิทธิที่ชัดเจนในระดับ
รัฐธรรมนูญไทยยังจัดวางสิ่งแวดล้อมเป็นหน้าที่ของรัฐ มากกว่าสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน และไม่ยอมรับสถานะของธรรมชาติในฐานะผู้ทรงสิทธิ การขาดฐานเช่นนี้ทำให้ศาลไม่มีกรอบบังคับในการตีความคดีไปในทิศทางคุ้มครองสิทธิของชุมชนหรือระบบนิเวศ และเปิดช่องให้การจัดการเชิงเทคนิคของรัฐกลายเป็นเกราะป้องกันความรับผิดของผู้ก่อความเสี่ยง
บทเรียนจากอ่าวระยองจึงชี้ว่า การเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ควรยกระดับอย่างน้อยสามประการ
หนึ่ง รับรองสิทธิในการมีสิ่งแวดล้อมที่ดีเป็นสิทธิมนุษยชนที่ศาลต้องคุ้มครองโดยตรง
สอง ประกันสิทธิของประชาชนและชุมชนในการเข้าถึงความยุติธรรม ฟ้องร้องเพื่อป้องกันและฟื้นฟูทรัพยากรสาธารณะได้โดยไม่ถูกจำกัดด้วยเหตุว่ารัฐได้ดำเนินการแล้ว
สาม เปิดพื้นที่ให้แนวคิดสิทธิของธรรมชาติถูกบรรจุเป็นหลักการพื้นฐาน เพื่อให้ระบบนิเวศมีผู้แทนและได้รับการคุ้มครองในฐานะผู้ทรงคุณค่าในตัวเอง
รัฐธรรมนูญเช่นนี้จะทำให้หลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย หลักป้องกันไว้ก่อน และหลักประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อมมีฐานบังคับใช้ในระดับสูงสุด และช่วยปรับสมดุลอำนาจระหว่างรัฐ ทุน และชุมชนให้สอดคล้องกับความเป็นธรรมสภาพภูมิอากาศในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด
เมื่อทะเลต้องมีที่ยืนในความยุติธรรม
คดีน้ำมันรั่วอ่าวระยองจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของคราบน้ำมันในทะเล หากคือคราบคำถามที่สะท้อนอยู่ในโครงสร้างกฎหมายและความยุติธรรมของไทย ว่าเราจะยอมให้ทะเล ป่า และแม่น้ำเป็นเพียงวัตถุที่ถูกตัดสินผ่านเอกสารและสถิติ หรือจะกล้าออกแบบกติกาสูงสุดของประเทศใหม่ เพื่อให้ธรรมชาติและผู้คนที่พึ่งพิงมันมีที่ยืน มีเสียง และมีศักดิ์ศรีในกระบวนการยุติธรรมอย่างแท้จริง
อ้างอิง
UN General Assembly. (2022). The human right to a clean, healthy and sustainable environment. A/RES/76/300.
Office of the High Commissioner for Human Rights. (2018). Framework Principles on Human Rights and the Environment.
United Nations. (1992). Rio Declaration on Environment and Development.
UNECE. (1998). Convention on Access to Information, Public Participation in Decision-making and Access to Justice in Environmental Matters (Aarhus Convention).
Boyd, D. R. (2017). The Rights of Nature: A Legal Revolution That Could Save the World. ECW Press.
Kauffman, C. M., & Martin, P. L. (2018). Can Rights of Nature Make Development More Sustainable? World Development, 106, 130–140.