ปรากฏการณ์น้ำท่วมภาคใต้เมื่อช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ได้พลัดพรากชีวิตหลายชีวิตจากครอบครัว เกิดขึ้นโดยใครต่อใครก็ไม่คาดคิดว่ามันจะเป็นภัยมาถึงครอบครัวตัวเอง เนื่องจากอุทกภัยที่มีมาแล้วหลายปีก่อนหน้านี้ จะท่วมเป็นเฉพาะที่ ทั้งผู้คน ชุมชนในระแวกน้ำท่วมอยู่แล้ว มีการเตรียมรับมือของทุก ๆ ปีที่เกิดขึ้น แต่น้ำท่วมภาคใต้ปี 2568 หลายชุมชน หลายพื้นที่ ไม่มีเวลาในการเตรียมตัวเพื่อรับมือกับการเกิดอุทกภัยครั้งนี้ได้เลย หลายพื้นที่ได้รับความเสียหาย ทางทรัพย์สิน และทางจิตใจ
โดยเฉพาะกลุ่มคนเปราะบาง คนพิการ คนจนเมือง คนไร้บ้าน แม้กระทั่งกลุ่มชาติพันธ์ุ ที่ไม่อาจมีกำลังมากพอที่จะหลบหนีหรือเอาตัวรอดมากหนักในยามเกิดภัยพิบัติ ปัจจุบันในสังคมไทย ยังปราศจากการเตรียมการอำนวยความสะดวกในทันทีให้กับกลุ่มคนเปราะบางเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารในยามเกิดภัยพิบัติที่เหมาะสมกับผู้ป่วยติดเตียง หรือคนชรา แม้กระทั่งการเข้าถึงการช่วยเหลือ กลุ่มคนจน คนไร้บ้าน เกิดการเข้าถึงในการช่วยเหลือยังคงยากหนัก
กรณีกลุ่มชาติพันธ์ุ “มานิ” จังหวัดสตูล โดยการใช้ชีวิตของพวกเขาอยู่รอดด้วยการพึ่งพาป่า เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเกิดวิกฤตน้ำท่วมป่า ทำให้พวกเขาไม่สามารถหาอาหารกินเองได้ เส้นทางการสัญจรเพื่อที่จะเข้าไปหาอาหารในเมืองก็ไม่สามารถสัญจรได้ เดิมเส้นทางที่มีสะพาน ที่ใช้สำหรับสัญจรเพื่อดำเนินชีวิตทั่วไป สำหรับเด็ก ๆ กลุ่มชาติพันธ์ุ “มานิ” แล้ว พวกเขาใช้เป็นสะพานเป็นเส้นทางข้ามไปอีกฝั่งเพื่อไปโรงเรียน
เมื่อเกิดภัยพิบัติน้ำท่วมอย่างรุนแรงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้สะพานเส้นทางสัญจรนี้ขาด วิธีเดียวนอกจากรอให้มีการช่วยเหลือคือ เด็ก ๆ ในกลุ่มชาติพันธ์ุ “มานิ” ต้องพายเรือ เพื่อข้ามไปอีกฝั่ง หวังว่าจะได้ไปโรงเรียนในทุก ๆวัน
ถึงแม้กลุ่มชาติพันธ์ุ “มานิ”จะเป็นกลุ่มที่ได้รับการเข้าถึงล่าช้าในช่วงน้ำท่วมภาคใต้ที่ผ่านมา (พฤศจิกายน 2568) รัฐสภาให้ผ่านพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. … เมื่อ 6 สค.68 ซึ่งเป็นกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย เพื่อให้มีการดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีและเสมอภาค
ชีวิตทุกชีวิตล้วนต้องมีการได้รับการช่วยเหลืออย่างเท่าเทียมกัน และผู้คนส่วนน้อยที่ทำธุรกิจหรือกิจกรรมที่ก่อให้เกิด ควันมลพิษ ทั้งธุรกิจที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ เป็นส่วนร่วมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้เกิดผลกระทบต่อผู้คนอย่างไม่เป็นธรรม ควรมีการตระหนักรู้และเข้าใจธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมก่อนที่จะมีการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้เคารพ สิทธิมนุษยชน สิทธิชุมชนในการมีสภาพภูมิอากาศ ระบบนิเวศ ทรัพยากรที่ยั่งยืนและเป็นธรรม โดยที่รัฐต้องมีหน้าที่หลักคุ้มครอง ส่งเสริมสิทธิและความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นก่อนจะหายนะยิ่งไปกว่านี้






