

บทเรียนจาก 9 ประเทศที่ก้าวหน้าที่สุดของโลก และเหตุผลว่าทำไมประชาชนไทยต้องร่วมกันเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ประเทศไทยกำลังเผชิญสภาวะที่ไม่อาจปฏิเสธได้อีกต่อไป
คลื่นความร้อนที่รุนแรงขึ้น ภัยแล้งในลุ่มเจ้าพระยา น้ำท่วมกะทันหันในภาคใต้ ความถดถอยของความหลากหลายทางชีวภาพ และความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากรที่หนักขึ้นทุกปี ล้วนสะท้อนว่า โครงสร้างกฎหมายสูงสุดของประเทศไม่ได้ออกแบบมาเพื่อโลกยุควิกฤติภูมิอากาศ
รัฐธรรมนูญ 2560 ของไทยไม่มีหมวดสิทธิสิ่งแวดล้อมที่เข้มแข็ง ไม่มีสิทธิของชุมชน ชนพื้นเมือง ไม่มีสิทธิของธรรมชาติ ไม่มีสิทธิของคนรุ่นต่อไป และไม่มีหน้าที่ของรัฐที่ชัดเจนเพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
เมื่อโลกกำลังเขียนรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อฟื้นความสัมพันธ์มนุษย์–ธรรมชาติ ไทยกลับยังผูกมัดตนเองอยู่กับกฎหมายสูงสุดที่มองทรัพยากรเป็นเพียงปัจจัยการผลิต และให้รัฐรวมศูนย์ตัดสินชะตาของระบบนิเวศทั้งหมดไว้ฝ่ายเดียว
นี่คือเหตุผลสำคัญที่ประชาชนจำนวนมากเริ่มลงชื่อสนับสนุน ให้จัดทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 เพื่อเปิดทางให้ไทยมีโอกาสร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่เหมาะกับศตวรรษที่ 21 บทเรียนสำคัญที่เราควรเรียนรู้ก็มาจากประเทศที่เดินหน้าไปไกลกว่าเราแล้ว
บทเรียนจาก 9 รัฐธรรมนูญที่ก้าวหน้าที่สุดในโลก ผ่านประเด็นที่ประเทศไทยยังขาด เช่น สิทธิของธรรมชาติ สิทธิสิ่งแวดล้อม สิทธิชุมชน สิทธิชนพื้นเมือง Climate Justice และสิทธิระหว่างรุ่น เพื่อให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญยุคใหม่ควรดูอย่างไร
1. ธรรมชาติเป็นผู้ทรงสิทธิ การกลับมาของโลกในฐานะตัวตน
– รัฐธรรมนูญเอกวาดอร์ (2008) และโบลิเวีย (2009) พลิกฐานความคิดกฎหมายโดยให้ธรรมชาติ (Pachamama / Mother Earth) มีสิทธิในตัวเอง เป็นสิทธิที่มนุษย์ต้องเคารพ ไม่ใช่ทรัพย์สินที่ใช้แล้วลืม
– ชิลี (ร่าง 2022) เดินตามแนวทางเดียวกันโดยรับรองสิทธิของระบบนิเวศและแม่น้ำ
– สโลวีเนีย (2021) ยกระดับสิทธิสัตว์เป็นส่วนหนึ่งของสิทธิธรรมชาติ
ในประเทศที่การใช้ทรัพยากรยึดโยงกับโครงการรัฐและทุนใหญ่ การให้ธรรมชาติเป็น “ผู้ทรงสิทธิ” คือการสร้างกลไกป้องกันตนเองของโลก และเป็นเกราะคุ้มครองประชาชนฐานล่างที่พึ่งพิงลำน้ำ ป่า และทะเลในการดำรงชีวิต
2 สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี สิทธิมนุษยชนพื้นฐาน ไม่ใช่นโยบายสมัครใจของรัฐ
– แอฟริกาใต้ (1996) บรรจุสิ่งแวดล้อมดีเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน
– นอร์เวย์ (แก้ไข 2014) ผูกสิทธิของประชาชนเข้ากับคุณภาพอากาศ น้ำ และทรัพยากร
– ฝรั่งเศส (2004) ใช้หลัก precautionary และผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย
– โปรตุเกส (2020) เขียน climate action ไว้ในหมวดสิทธิของประชาชนโดยตรง
รัฐธรรมนูญ 2560 ของไทยพูดเรื่องสิ่งแวดล้อมในเชิงกว้าง ไม่มีสิทธิชัดเจน ไม่มีหลักการบังคับรัฐ ไม่มีหลักความระมัดระวังล่วงหน้า จึงไม่สามารถเป็นหลักประกันให้ประชาชนหลีกเลี่ยงมลพิษ อุตสาหกรรมเสี่ยง และโครงการพัฒนาใหญ่ที่ทำลายระบบนิเวศ
3 Climate Justice การมองภูมิอากาศเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง
– แอฟริกาใต้เป็นต้นแบบของการผูกสิ่งแวดล้อมเข้ากับความยุติธรรมทางสังคม
– ชิลี (ร่าง) บรรจุ Climate Justice เป็นหมวดเฉพาะ
– เคนยา (2010) เปิดทางให้ชุมชนฟ้องรัฐและบริษัทที่ทำลายสิ่งแวดล้อมได้แม้ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง
หากเราต้องการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ภัยแล้ง การแย่งน้ำ และมลพิษอุตสาหกรรม เราต้องมีภาษาในรัฐธรรมนูญที่ยอมรับความเหลื่อมล้ำทางนิเวศ ไม่เช่นนั้นคนจนจะเป็นกลุ่มแรกที่เจ็บปวดแต่ไร้ตัวแทนทางกฎหมาย
4 สิทธิชุมชนและสิทธิชนพื้นเมืองในการจัดการทรัพยากร
– เอกวาดอร์และโบลิเวียให้สิทธิชนพื้นเมืองในการจัดการน้ำ ป่า และดิน ตามระบบความรู้ดั้งเดิม
– เคนยาใช้ Community Land เป็นรากของสิทธิในทรัพยากร
– ชิลี (ร่าง) คืนสิทธิให้ Mapuche และชนพื้นเมืองในการจัดการน้ำ
ไทยมีชุมชนท้องถิ่นและชนพื้นเมืองจำนวนมาก แต่ไม่มีสิทธิรับรองในรัฐธรรมนูญ 2560 การฟื้นสิทธิชุมชนไม่ใช่เรื่องวัฒนธรรมเท่านั้น แต่คือหลักประกันต่อระบบนิเวศที่ยั่งยืนที่สุดในโลกเพราะคนที่อาศัยกับป่ามานานคือผู้รักษาป่าอย่างแท้จริง
5 หน้าที่ของรัฐต่อภูมิอากาศ จากนโยบายเป็นพันธะกฎหมาย
– โปรตุเกสและนอร์เวย์บังคับให้รัฐต้องต่อสู้กับ climate change อย่างเป็นหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ
– ฝรั่งเศสใช้หลักกฎหมายเพื่อยับยั้งความเสี่ยงต่ออนาคตของประเทศ
ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายระดับรัฐธรรมนูญที่ผูกมือรัฐบาลให้ต้องทำ climate action อย่างต่อเนื่อง การออกนโยบายจึงขึ้นอยู่กับรัฐบาลแต่ละชุด ไม่ใช่พันธะต่อประชาชน
6 ประชาธิปไตยเชิงระบบนิเวศ การตัดสินใจที่มีธรรมชาติอยู่ในวงกลม
– ประเทศละตินอเมริกาแสดงให้เห็นว่าประชาธิปไตยแบบใหม่ต้องรวม “โลกธรรมชาติ” เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
– ชิลี (ร่าง) ทดลองโมเดลประชาธิปไตยน้ำ
– แอฟริกาใต้–เคนยา กระจายอำนาจทรัพยากรลงสู่ท้องถิ่น
ไทยยังให้ศูนย์กลางรัฐเป็นผู้ตัดสินการใช้ที่ดิน ป่า เขื่อน เหมือง โดยประชาชนมีบทบาทจำกัด รัฐธรรมนูญใหม่ต้องทำให้ประชาชนมีอำนาจกำกับทรัพยากรของพื้นที่ตนเองจริง ไม่ใช่เพียงในวาทกรรม
7. สิทธิระหว่างรุ่น การปกป้องคนที่ยังไม่เกิด
– นอร์เวย์ (Article 112) และโปรตุเกส (2020) ผูก climate action กับสิทธิคนรุ่นหน้า
– แอฟริกาใต้เขียนสิทธิคนรุ่นอนาคตไว้ในหมวดสิ่งแวดล้อม
– เอกวาดอร์–โบลิเวียปกป้องสิทธิคนรุ่นหน้าโดยผ่านสิทธิของธรรมชาติ
– ชิลี (ร่าง) ปกป้องสิทธิความมั่นคงน้ำระยะยาวของเยาวชน
ถ้าไทยไม่เขียนสิทธิของคนรุ่นต่อไปไว้ในรัฐธรรมนูญ
ลูกหลานเราจะต้องจ่ายราคาของนโยบายพลังงานที่ล้าหลัง การใช้ทรัพยากรเกินตัว และหนี้สินทางนิเวศขนาดใหญ่ที่ย้อนกลับมาทำลายพวกเขาในอนาคต
ทำไมประชาชนไทยต้องลงชื่อและลงประชามติเพื่อแก้รัฐธรรมนูญ 2560
- เพราะรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ไม่สามารถปกป้องชีวิตเราได้ในโลกยุคภูมิอากาศ
- เพราะมันไม่เห็นระบบนิเวศเป็นผู้ทรงสิทธิ
- ไม่เห็นชุมชนเป็นผู้ดูแลทรัพยากร
- ไม่เห็นความเหลื่อมล้ำเชิงนิเวศ
- ไม่เห็นคนรุ่นหน้า
- และไม่บังคับให้รัฐต้องรับผิดชอบต่อวิกฤติภูมิอากาศ
- ในขณะที่โลกกำลังก้าวไปสู่โมเดลกฎหมายใหม่ที่รับมือศตวรรษที่ 21
- ประเทศไทยยังยึดโครงสร้างรัฐธรรมนูญที่ออกแบบจากยุคความมั่นคง ไม่ใช่ยุคความเปราะบางของโลก
- การลงชื่อและลงประชามติไม่ใช่แค่การแก้รัฐธรรมนูญ แต่คือการออกแบบอนาคตของสังคมไทย
ให้เรามีรัฐธรรมนูญที่สามารถ
• ปกป้องชีวิต
• ปกป้องธรรมชาติ
• ปกป้องสิทธิของชุมชน
• ปกป้องคนรุ่นต่อไป
• และรับมือวิกฤติภูมิอากาศอย่างเป็นธรรม
นี่คือภารกิจร่วมกันของประชาชนไทย เพื่อให้กฎหมายสูงสุดของเราตอบคำถามของศตวรรษที่เราอาศัยอยู่จริง ๆ
ไม่ใช่ศตวรรษที่ผ่านไปแล้ว
——
เอกสารอ้างอิง
รัฐธรรมนูญและกฎหมาย
• Constitution of Ecuador (2008)
• Plurinational Constitution of Bolivia (2009)
• Constitution of Kenya (2010)
• Constitution of South Africa (1996)
• Charte de l’Environnement, France (2004)
• Constitution of Norway, Article 112 (2014 Amendment)
• Constitution of Portugal, 2020 Amendment
• Slovenia Constitution Amendment on Animal Protection (2021)
• Chile Constitutional Draft (2022)
งานวิชาการและรายงานสากล
• Boyd, D. (2018). The Environmental Rights Revolution. UBC Press.
• Kotzé, L. J. (2019). Global Environmental Constitutionalism. Cambridge University Press.
• UNEP. Environmental Rule of Law Report (2019).
• IPCC AR6 Synthesis Report (2023).
• UN Special Rapporteur on Human Rights and the Environment Reports (2017–2022).