
19 มกราคม 2569 เวลา 16.30-18.30 น
มุมมองและบรรยากาศในสายตาคนทำงานสิ่งแวดล้อมภาคประชาชน
วงคุยครั้งนี้เป็นวงปิดเล็กๆ ของคนทำงานสิ่งแวดล้อม นักข่าว นักกิจกรรม เยาวชน และคนทำงานกับชุมชนที่ได้มีโอกาสไปร่วมงาน COP30 ที่เมืองเบเลง ประเทศบราซิล รวมทั้งคนที่ติดตามอยู่ห่างๆ จุดประสงค์คือแลกเปลี่ยนประสบการณ์ บรรยากาศ และความรู้สึกต่อเวทีเจรจาโลกร้อน ทั้งในพื้นที่การประชุมหลักของสหประชาชาติ และในเวทีภาคประชาชนหรือ People’s Summit
บรรยากาศในวงคุยเป็นกันเอง เน้นเล่า “ความรู้สึกและภาพที่ได้เห็น” มากกว่าการลงรายละเอียดเชิงเทคนิค แต่ระหว่างทางก็แตะประเด็นเชิงโครงสร้างและการเมืองของโลกร้อนไม่น้อย
COP30 ที่เบเลง ภาพรวมและบรรยากาศในเมือง
COP30 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 10–21 พฤศจิกายน ปีที่แล้ว ที่เมืองเบเลง ทางตอนเหนือของบราซิล เมืองนี้ถูกมองว่าเป็น “ประตูสู่อเมซอน” นักท่องเที่ยวมักมาแวะพัก เติมเสบียง แล้วล่องเรือขึ้นลุ่มน้ำอเมซอนต่อสภาพแวดล้อมทั้งอากาศและภูมิทัศน์คล้ายเมืองไทยมาก เพราะอยู่ในแนวเส้นศูนย์สูตรเดียวกัน ทำให้คนจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่รู้สึกแปลกที่ทางภูมิอากาศมากนัก
ในระดับเมือง การจัด COP ทำให้ทั้งเมืองขยับตามไปด้วย มีนิทรรศการภาพถ่ายเกี่ยวกับอเมซอน สื่อท้องถิ่นรายงานข่าวอย่างใกล้ชิด ร้านค้าและผู้ประกอบการในพื้นที่ก็พยายามต่อยอด เช่น ทำไอศกรีมรส COP ใช้ผลไม้ท้องถิ่น หรือผลิตสินค้าให้ผู้เข้าร่วมประชุมซื้อกลับไปเป็นของฝาก ชัดเจนว่าคนในพื้นที่มอง COP เป็นทั้งพื้นที่การเมืองและโอกาสทางเศรษฐกิจ

เวทีหลักของ COP
บูธประเทศ Pavilion และพื้นที่ช่วงชิงวาทกรรม
ในเขตประชุมหลักของ UN (Blue Zone และ Green Zone) มีห้องประชุมจำนวนมากจัดพร้อมกันตลอดเวลา ทั้งห้องเจรจาระดับรัฐมนตรี เวทีเสวนาวิชาการ และกิจกรรมขององค์กรต่างๆ
ประเทศเจ้าภาพและประเทศต่างๆ ตั้งบูธหรือที่เรียกว่า Pavilion ของตัวเอง เพื่อจัดเสวนาย่อยและแสดงนโยบาย ด้านประเทศไทย บูธไทยตั้งอยู่แถวด้านหน้าทางเดินหลัก มีการอัปเดตนโยบายผ่านเวทีเสวนาและถ่ายทอดสดผ่าน Facebook ของกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

นอกจากบูธทางการ ยังมีบูธของบริษัทและองค์กรที่ผลักดันเทคโนโลยีด้านพลังงานและป่าไม้ เช่น
- เทคโนโลยี geological storage และ carbon capture and storage (CCS)
- กลไกด้านป่าไม้และกองทุนต่างๆ
สิ่งที่เห็นชัดคือ พื้นที่ COP กลายเป็น “สนามแข่งวาทกรรม” แบบตัวต่อตัว บางด้านเป็นบูธสนับสนุนเทคโนโลยีใหม่ บางด้านเป็นบูธนักกิจกรรมที่ลุกขึ้นตั้งคำถามกับเทคโนโลยีเดียวกันนั้น ที่ยืนกันอยู่ห่างแค่ไม่กี่เมตร
อีกตัวอย่างคือการแจกช็อกโกแลตในงาน เพื่อโปรโมตกองทุนป่าเขตร้อน Tropical Forests Forever Fund (TFFF) ซึ่งถูกเสนอว่าเป็นกลไกการเงินรูปแบบใหม่สำหรับประเทศที่มีป่าเขตร้อน ทั้งอเมซอนและภูมิภาคอื่นๆ
สำหรับภาคประชาสังคม สิ่งนี้ถูกมองได้สองด้าน
- ด้านหนึ่งเหมือนเงินสนับสนุนให้ประเทศรักษาป่า
- แต่อีกด้านหนึ่งถูกตั้งคำถามเรื่องความโปร่งใส และโอกาสที่เงินจะไม่ถึงมือชุมชนท้องถิ่นจริง รวมทั้งความเสี่ยงในการเป็น “การฟอกเขียว” รูปแบบหนึ่ง
ถึงขั้นมีคนเก็บตัวอย่างขนมและสื่อประชาสัมพันธ์ต่างๆ ไว้เป็นฐานข้อมูล “เทคนิคฟอกเขียวใน COP”
People’s Summit
เวทีของผู้นำประชาชน
คู่ขนานกับ COP หลัก มีการจัด People’s Summit หรือ People’s COP ที่มหาวิทยาลัยปารา ห่างจากสถานที่ประชุมหลักประมาณยี่สิบนาที เป็นเวทีภาคประชาชนเต็มรูปแบบ

ที่นี่คือพื้นที่ของ
- ชนเผ่าพื้นเมือง
- เครือข่ายเกษตรกร
- นักกิจกรรมเฟมินิสต์และกลุ่มสิทธิทางเพศ
- เครือข่ายที่ได้รับผลกระทบจากเขื่อน เหมือง และโครงการขนาดใหญ่
- กลุ่มที่ทำงานด้านความยุติธรรมทางสังคมและการเมือง เช่น ปาเลสไตน์
กิจกรรมมีทั้งการเสวนา เวิร์กช็อป และการเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ จัดในโรงยิม เต็นท์ร้อนๆ และลานกิจกรรม บางคนอาจสงสัยว่าเรื่องปาเลสไตน์เกี่ยวอะไรกับโลกร้อน แต่เมื่อคุยกันลึกลงไป ทุกคนเริ่มเห็นว่า
- ทั้งปัญหาสงคราม การล่าอาณานิคม และโลกร้อน ล้วนเชื่อมกันผ่านโครงสร้างอำนาจโลกเดียวกัน
- เวที UN ที่ควรแก้ปัญหาเหล่านี้ กลับปล่อยให้ปัญหายืดเยื้อ และบางครั้งกลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาเอง
จากนั้นจึงเกิดกิจกรรมอย่างการล่องเรือชูป้ายบริเวณปากแม่น้ำ รวมทั้งการเดินขบวนใหญ่ที่มีผู้เข้าร่วมราวหกหมื่นคน ซึ่งถือว่าเป็นการระดมคนครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งนับจากกระแส Fridays for Future ของเกรตา ธันเบิร์ก ก่อนโควิด
ในขบวนมีทั้งชนเผ่าพื้นเมือง เครือข่ายเกษตร และขบวนเฟมินิสต์ที่แต่งชุดสีม่วง การนำประเด็นเพศสภาพมาเชื่อมกับโลกร้อน สะท้อนให้เห็นว่าผู้หญิงและกลุ่มความหลากหลายทางเพศได้รับผลกระทบไม่เท่ากับคนอื่น และในเวลาเดียวกันก็มีองค์ความรู้และทางออกที่สำคัญ แต่ถูกมองข้ามมายาวนาน
ในสายตาภาคประชาชน รากของทั้งโลกร้อน ความไม่เท่าเทียมทางเพศ และความรุนแรงเชิงโครงสร้างจำนวนมาก ล้วนผูกอยู่กับทุนนิยมและระบบชายเป็นใหญ่ที่แย่งยึดทรัพยากรจากคนที่มีอำนาจน้อยกว่า
ชนเผ่าพื้นเมือง บทบาทและความขัดแย้งใน COP30
ในบราซิล ชนเผ่าพื้นเมืองคือหัวใจของการเคลื่อนไหวเรื่องอเมซอน พื้นที่ของพวกเขาถูกทับซ้อนด้วยสัมปทานเหมือง น้ำมัน การตัดไม้ เขื่อน รวมทั้งโครงการใหม่ภายใต้ชื่ออนุรักษ์หรือคาร์บอนเครดิต

ก่อน COP30 เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองในบราซิลเตรียมตัวกันอย่างจริงจัง ออกข้อเสนอของตนเอง และผลักดันแนวคิดที่คล้าย NDC ของชนพื้นเมือง โดยชี้ว่า
- การรับรองเขตดินแดนของชนเผ่าพื้นเมืองอย่างเป็นทางการ
- สิทธิในการกำหนดอนาคตของชุมชน
- การคุ้มครองพื้นที่ที่พวกเขาดูแลอยู่
ทั้งหมดนี้คือกลไกสำคัญที่จะรักษาป่าและช่วยลดโลกร้อนได้จริง
ก่อน COP และในช่วง COP ชนเผ่าพื้นเมืองบราซิลเคลื่อนไหวทั้งในเมืองและในพื้นที่รอบๆ เวที จนรัฐบาลบราซิลประกาศเพิ่มพื้นที่คุ้มครองสำหรับชุมชนพื้นเมืองกว่า 10 แห่ง ถือเป็นความคืบหน้าที่จับต้องได้
อย่างไรก็ตาม การเมืองภายในก็ไม่ง่าย รัฐบาลบราซิลตั้งกระทรวงว่าด้วยชนเผ่าพื้นเมืองและกลไกประสานงานระดับโลกของตัวเอง แต่กลไกนี้กลับไม่ฟังเสียงเครือข่ายเก่าอย่าง International Indigenous Peoples’ Forum on Climate Change (IPFCC) ที่ทำงานมากว่า 10–20 ปี จึงเกิดความตึงเครียดว่ารัฐพยายามสร้าง “ตัวแทน” ของชนเผ่าขึ้นมาเอง โดยไม่เคารพกลไกที่มีอยู่เดิม
LCIPP
การดึงองค์ความรู้ท้องถิ่นเข้าสู่ระบบ UNFCCC ภายใต้ข้อตกลงปารีส มีการตั้งกลไกสำคัญคือ Local Communities and Indigenous Peoples Platform (LCIPP) อยู่ภายใต้กรอบอนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติ หรือ UNFCCC

LCIPP มีแกนงานหลักสามด้าน
- รวบรวมและยกระดับองค์ความรู้ของชุมชนท้องถิ่นและชนพื้นเมือง เพื่อใช้ทั้งในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัว
- พัฒนาศักยภาพผู้นำและตัวแทนจากชุมชนเหล่านี้ ให้เข้าไปมีบทบาทในกลไกของ UNFCCC ได้อย่างมีพลัง
- ผลักดันให้ความรู้ดังกล่าวถูกบูรณาการเข้าไปในนโยบายและแผนปฏิบัติการทั้งระดับสากลและระดับประเทศ
ก่อน COP30 มีการจัดประชุม LCIPP ล่วงหน้าประมาณสามวันที่เบเลง เพื่อวางแผนการทำงานสามปีถัดไป กิจกรรมส่วนหนึ่งคือการดึงผู้รู้จากภูมิภาคต่างๆ มาแลกเปลี่ยนแนวทางปรับตัวและจัดการทรัพยากรในแบบของตนเอง
ในระหว่าง COP เอง LCIPP มีกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง ทั้งในห้องประชุมทางการ และใน “ซุ้ม” ที่ชนเผ่าพื้นเมืองใช้จัดนิทรรศการและเสวนา
สำหรับบริบทไทย มีการพยายามนำกรอบ LCIPP มาคิดต่อในระดับชุมชน เช่น
- ทำแผนการปรับตัวต่อโลกร้อนในระดับหมู่บ้านและลุ่มน้ำ
- ฟื้นฟูและรักษาแหล่งน้ำ แหล่งอาหาร และระบบวนเกษตรดั้งเดิม
- รักษาเมล็ดพันธุ์และความมั่นคงทางอาหารในแบบที่ชุมชนทำอยู่แล้ว
สิ่งเหล่านี้คือองค์ความรู้ที่ควรถูกดันให้เข้าไปอยู่ในแผนการปรับตัวระดับชาติ ไม่ใช่ถูกทำให้หายไปใต้กฎหมายป่าไม้หรือนโยบายรวมศูนย์
NDC Net Zero และการใช้ป่าไม้ในแบบ “ธุรกิจตามปกติ”
ปี 2025 เป็นปีสำคัญ เพราะประเทศต่างๆ ต้องอัปเดต Nationally Determined Contributions (NDCs) หรือแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกระดับประเทศ ภายใต้ Paris Agreement ประเทศไทยประกาศปรับเป้า Net Zero ให้เร็วขึ้นจากปี 2065 เป็น 2050 โดยระบุว่าจะ
- ลดการปล่อยจากห้าภาคส่วนหลัก
- ใช้ป่าไม้และที่ดินเป็นแหล่งดูดซับคาร์บอนสำคัญ
แต่อย่างที่ถูกชี้ให้เห็นอย่างชัดเจน คือ การเร่ง Net Zero ของไทยไม่ได้มาพร้อมการเปลี่ยนนโยบายป่าไม้ให้เคารพสิทธิชุมชนมากขึ้น กลับอิงยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแนวคิดเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ถึง 55% ซึ่งต่อยอดมาจากนโยบายทวงคืนผืนป่าเดิม
ความหมายจึงกลายเป็นการ “ทำเหมือนเดิม แต่ยืนยันว่าจะทำให้เข้มข้นขึ้น” ผลคือความเสี่ยงที่ชุมชนป่าและเกษตรบนพื้นที่สูงจะเผชิญแรงกดดันมากขึ้น ทั้งจากนโยบายป่าไม้ กฎหมายสิ่งแวดล้อมใหม่ และเฟรมเรื่องมลพิษอากาศที่จะโยนภาระไปที่เกษตรกรในระบบไร่หมุนเวียน
TAFF TFFF และการถกเถียงเรื่องกลไกด้านป่าไม้และฟอสซิล
ใน COP ครั้งนี้ มีการพูดถึงสองเส้นทางสำคัญที่เกี่ยวข้องกับป่าไม้และฟอสซิล
หนึ่ง ความพยายามผลักดันกลไกโรดแมปเพื่อการเปลี่ยนผ่านจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งจะคุยกันต่อในการประชุมพิเศษที่โคลอมเบียเดือนเมษายน เป็นเวทีนัดย่อยเรื่อง phase out ฟอสซิล ก่อนนำกลับเข้าสู่ COP ครั้งถัดไป
สอง ข้อเสนอของบราซิลเรื่องกองทุน Tropical Forests Forever Fund (TFFF) ซึ่งประธานาธิบดีลูลาเสนอในเวที World Summit ก่อน COP อย่างเป็นทางการ คล้าย “ของขวัญให้โลก” ว่าจะตั้งกองทุนถาวรสำหรับป่าเขตร้อน

ภาคประชาสังคมตั้งคำถามหนักกับ TFFF เพราะ
- เป็นกองทุนนอกกรอบอนุสัญญา UNFCCC มาตรฐานความโปร่งใสและความรับผิดชอบตรวจสอบได้ยากกว่า
- แหล่งเงินจำนวนมากอาจมาจากหนี้หรือเงินกู้ในอัตราดอกเบี้ยเชิงพาณิชย์ ไม่ใช่เงินให้เปล่าที่ประเทศพัฒนาแล้วควรรับผิดชอบ
- เสี่ยงเป็นเครื่องมือใหม่ในการยึดกุมทรัพยากรป่าและพื้นที่ชนเผ่าพื้นเมืองอีกชั้น
ถึงขั้นหลังวันประกาศ ชนเผ่าพื้นเมืองบราซิลบุกยึดพื้นที่ COP ทันที เพื่อส่งเสียงว่าพวกเขาต้องการหยุดการขุดเจาะและปล้นทรัพยากร มากกว่าต้องการกองทุนที่ไม่ชัดว่าจะช่วยหรือซ้ำเติม
เรื่องภาษา ระบบรักษาความปลอดภัย และไฟไหม้
ประเด็นหนึ่งที่แทบไม่คาดคิดแต่กลายเป็นเรื่องใหญ่คือ “ภาษา” และ “ความปลอดภัย” บราซิลใช้ภาษาโปรตุเกส ไม่ใช่สเปน หลายพื้นที่ใช้ภาษาอังกฤษไม่คล่อง แม้แต่ในพื้นที่ COP เอง เจ้าหน้าที่อาสาสมัครจำนวนมากสื่อสารภาษาอังกฤษได้จำกัด
เรื่องนี้ชัดมากตอนเกิดเหตุไฟไหม้ในพื้นที่ประชุมหลัก
- ไม่มีสัญญาณเตือนหรือระบบประกาศที่ชัด
- ใช้ภาษาอังกฤษประกาศ แต่คนส่วนหนึ่งไม่เข้าใจ
- กว่าจะเริ่มอพยพใช้เวลาราวสิบนาที
ทั้งที่ภาคประชาสังคมถูกห้ามใช้เครื่องเสียงโดยอ้างเรื่องความปลอดภัยไฟฟ้า กลับเป็นระบบของเวทีเองที่ทำให้การอพยพล่าช้า
เหตุการณ์นี้ถูกจดจำทั้งในแง่ความล้มเหลวด้าน security และในแง่ “เราโชคดีมากที่ไม่มีใครเสียชีวิต”
การเงิน การปรับตัว และความสำเร็จเล็กๆ ในเรื่อง Finance
ด้านการเงิน เป็นสมรภูมิที่ภาคประชาสังคมจับตามองมากที่สุด และถือว่ามี “ชัยชนะเล็กๆ” ใน COP30
สาระสำคัญคือ
- ตอกย้ำหลักการว่าเงินด้านสภาพภูมิอากาศ ต้องมาจากประเทศพัฒนาแล้วที่สร้างปัญหาเป็นหลัก
- เงินควรเป็น เงินให้เปล่า ไม่ใช่เงินกู้ ไม่ใช่การ “mobilize” จากแหล่งอื่นเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ
- มีการวางแนวทางว่าจะติดตามได้อย่างไรว่าแต่ละประเทศให้เงินจริงเท่าไร ผ่านกองทุนต่างๆ
แม้ผลที่ได้ยังไม่ใช่เม็ดเงินจริง แต่เป็นกรอบแนวคิดและวิธีคำนวณที่ชัดขึ้น ทำให้ต่อจากนี้ การถกเถียงว่า “เงินมาจากไหน” จะไม่สามารถเลี่ยงหลักการความรับผิดชอบทางประวัติศาสตร์ได้ง่ายเหมือนที่ผ่านมา
ในส่วนของการปรับตัว โลกตกลงร่วมกันว่าจะมี เป้าหมายการปรับตัวระดับโลก พร้อมตัวชี้วัดจำนวน 57 ตัว แต่ตัวชี้วัดด้านการเงินกลับตกลงกันไม่ได้ เพราะประเทศพัฒนาแล้วไม่อยากให้ผูก “เป้าหมายการปรับตัว” เข้ากับ “เป้าหมายด้านเงิน”
ประเทศกำลังพัฒนาจึงตั้งคำถามว่า ตั้งเป้าหมายการปรับตัวไว้สวยแค่ไหนก็ไม่มีความหมาย ถ้าไม่พูดเรื่องเงินเลย
ฟอสซิลที่หายไปจากเอกสารและการประชุมพิเศษเรื่อง phase out
ในสิ่งที่เรียกว่า Belém package หรือผลลัพธ์รวมของ COP30 ไม่มีคำว่า fossil fuels ถ่านหิน น้ำมัน หรือก๊าซ ปรากฏอยู่เลย
ภาคประชาสังคมด้านพลังงานไม่พอใจอย่างมาก เพราะมองว่าการไม่ระบุฟอสซิลในเอกสาร คือการหลีกเลี่ยงปัญหาหลักของวิกฤตภูมิอากาศ
อีกด้านหนึ่ง กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะในลาตินอเมริกาและจีน ชี้ว่า
- ไม่ได้ปฏิเสธการเลิกฟอสซิล
- แต่การจะใส่คำว่า phase out fossil fuels ในเอกสาร โดยไม่พูดถึงเงินเลย เท่ากับผลักภาระให้ประชาชนในประเทศตัวเองต้องจ่ายด้วยชีวิตและความเป็นอยู่
จึงมีการประนีประนอมให้ไปจัดการประชุมเฉพาะเรื่อง phase out fossil fuels ที่โคลอมเบีย โดยประธาน COP จะไปกำกับด้วย และพยายามให้ผลลัพธ์กลับเข้ามาในกระบวนการ COP ปีถัดไป พูดง่ายๆ คือ เรื่องฟอสซิลถูก “เลื่อนไปวงอื่น” ไม่ได้ถูกแก้ใน Belém package
Just Transition และ BAM
ชัยชนะของขบวนแรงงานและภาคประชาชน
เรื่องหนึ่งที่ภาคประชาสังคมเฉลิมฉลองคือการตั้งกลไก Belém Action Mechanism (BAM) สำหรับ Just Transition หรือการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม

จุดเด่นของ BAM คือ
- เขียนไว้ชัดว่าจะไม่ทิ้งแรงงานทั้งในระบบและนอกระบบ
- ระบุให้ภาคประชาสังคมทุกกลุ่มต้องมีส่วนร่วม
- ใช้ภาษาที่ดีและก้าวหน้ามากในระดับเอกสาร
อย่างไรก็ตาม กลไกนี้ยังไม่มีคำตอบเรื่องเม็ดเงินเช่นกัน คำถามจึงตามมาว่า จะทำการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรมได้จริงอย่างไร หากไม่มีหลักประกันด้าน finance ที่ชัดเจน
หนี้ การล่าอาณานิคมทางการเงิน และแคมเปญ Cancel the Debt
ประเด็นหนี้เป็นอีกแกนสำคัญ
- ประเทศกำลังพัฒนาจำนวนมากเป็นหนี้สถาบันการเงินระหว่างประเทศ ธนาคารพัฒนาแห่งภูมิภาค และประเทศร่ำรวย
- ค่าเงินดอลลาร์ที่ใช้คำนวณหนี้เมื่อสามสิบปีก่อน กับค่าเงินปัจจุบันไม่เท่ากัน ทำให้หนี้พอกพูนอย่างไม่เป็นธรรม
- ขณะที่ต้องรับมือภัยพิบัติจากโลกร้อน ประเทศเหล่านี้ยังต้องกันงบจำนวนมหาศาลไปใช้หนี้
ตัวอย่างเช่น อาร์เจนตินาประกาศชัดว่า หากยังต้องจ่ายหนี้ให้ธนาคารโลกในเงื่อนไขเดิม ประชาชนในประเทศจะเดือดร้อนอย่างรุนแรง จึงเรียกร้องให้ยกเลิกหนี้บางประเภท
จากประสบการณ์แบบนี้ จึงเกิดกระแสและแคมเปญระดับโลก เช่น
- แนวคิด cancel the debt ยกเลิกหนี้ที่ไม่ชอบธรรม
- ชี้ให้เห็นว่าหนี้จำนวนมากเกิดจากโครงการที่ไม่ได้สร้างประโยชน์สาธารณะ เช่น ทางด่วนที่สร้างเพื่อบ้านประธานาธิบดี แต่คนทั้งประเทศต้องช่วยใช้หนี้
สำหรับภาคประชาสังคม การคุยเรื่อง finance ด้านโลกร้อนจึงต้องเชื่อมกับการปฏิรูประบบหนี้ไปพร้อมกัน ไม่เช่นนั้นประเทศยากจนจะถูกล็อกให้อยู่ในวงจรหนี้และภัยพิบัติไปพร้อมกัน
แคมเปญ Don’t Gas the South และ Kick Big Ag Out
นอกจากถ่านหิน ก๊าซก็เป็นสมรภูมิสำคัญของการต่อสู้ใน COP แคมเปญ Don’t Gas the South เน้นให้หยุดลงทุนโครงการก๊าซในประเทศกำลังพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นฟอสซิลก๊าซหรือ LNG เพราะ
- ยังเป็นฟอสซิลเหมือนเดิม
- เบี่ยงการลงทุนออกจากพลังงานหมุนเวียน
- ผูกประเทศกำลังพัฒนาให้ติดกับโครงสร้างพลังงานที่ไม่เป็นธรรม

อีกแคมเปญที่ต่อเนื่องมากกว่าสิบปีคือ Kick Big Ag Out
- COP ในรอบสิบปีที่ผ่านมาเต็มไปด้วยตัวแทนจากบริษัทเกษตรอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ และบริษัทฟอสซิล
- ปีนี้มีล็อบบี้ยิสต์จากสองภาคส่วนนี้รวมกันมากกว่า 1600 คน มากกว่าตัวแทนจากประเทศหมู่เกาะหรือประเทศเสี่ยงสูงหลายสิบประเทศรวมกัน
- เฉลี่ยแล้ว ทุกยี่สิบห้าคนใน COP จะมีล็อบบี้ยิสต์หนึ่งคนแทรกอยู่
คำถามจึงชัดขึ้นเรื่อยๆ ว่า เวทีที่ควรใช้แก้ปัญหาโลกร้อน กำลังถูกยึดไปเป็นเวทีปกป้องผลประโยชน์ของฟอสซิลและเกษตรอุตสาหกรรมหรือไม่

ปาเลสไตน์ สงคราม และโลกร้อน
ทำไมต้องยืนเคียงข้างกัน ภาคประชาสังคมเก้ากลุ่มหลักใน COP รวมทั้งเยาวชน ผู้หญิง ชนเผ่าพื้นเมือง แรงงาน เกษตรกร และกลุ่มสิ่งแวดล้อม ยืนยันว่าจะเปิดเวทีด้วยการยืนข้างปาเลสไตน์
เหตุผลสำคัญคือ
- สงครามและการทหารสร้างการปล่อยก๊าซมหาศาล
- การสนับสนุนสงครามผ่านเงินและอาวุธ โดยเฉพาะจากประเทศผู้ปล่อยมาก คือส่วนหนึ่งของโครงสร้างความไม่เป็นธรรมทางภูมิอากาศ
- การยึดครอง การล่าอาณานิคม และโลกร้อนคือเรื่องเดียวกันในกรอบ “climate justice”
จึงเกิดธรรมเนียมไม่เป็นทางการว่า ในทุก COP ภาคประชาสังคมจะเน้นย้ำมิติมนุษยธรรม สงคราม และสิทธิของผู้ถูกยึดครองควบคู่ไปกับการพูดเรื่องอุณหภูมิและคาร์บอน
บทบาทของเยาวชน และการส่งเสียงจากคนที่ไม่ได้ไป COP
เยาวชนจากหลายภูมิภาคทำงานร่วมกับกลุ่มอื่นๆ อย่างใกล้ชิด ทั้งในแอคชั่น การแถลงข่าว และเวิร์กช็อป เวทีต่างๆ พยายามให้ความสำคัญกับ
- ผลกระทบจากโลกร้อนที่เกิดขึ้นแล้วในชุมชน
- เรื่องเล่าจากผู้คนที่ไม่ได้มีโอกาสเดินทางมาที่ COP
- การเน้นว่าการเปลี่ยนแปลงนโยบายต้องเริ่มจากเสียงของคนที่อยู่แนวหน้าของผลกระทบ
เยาวชนจำนวนมากทำงานผ่านเครือข่ายเยาวชนด้านสภาพภูมิอากาศ และร่วมประสานกับเครือข่ายใหญ่ เช่น Global Campaign to Demand Climate Justice (DCJ) ที่ติดตามเรื่อง climate justice ในระดับโลก

ภาพรวมความรู้สึกและคำถามที่เหลืออยู่
จากการเล่าและสะท้อนร่วมกัน ภาพรวมของ COP30 ในสายตาภาคประชาชนคือ
- เป็น COP ที่มีพลังของภาคประชาสังคมสูง ทั้งการประสานข้ามกลุ่มและความกล้าหาญของชนเผ่าพื้นเมือง
- มี “ชัยชนะเชิงภาษา” หลายเรื่อง เช่น BAM เรื่อง Just Transition และกรอบการเงินที่ย้ำให้ประเทศพัฒนาแล้วต้องรับผิดชอบ
- แต่ยังไม่มี “ชัยชนะเชิงเม็ดเงินและการลดฟอสซิล” ที่ชัดเจน
คำถามใหญ่ที่ค้างอยู่คือ
- เวที UNFCCC ยังเป็นพื้นที่ที่มีความหมายเพียงพอหรือไม่ หากไม่สามารถบังคับให้ผู้ปล่อยก๊าซรายใหญ่รับผิดชอบจริง
- ประเทศกำลังพัฒนาจะเดินสายกลางอย่างไร ระหว่างการปกป้องประชาชนของตัวเอง กับการถูกกดดันให้ลดฟอสซิลโดยไม่มีเงินสนับสนุนที่เป็นธรรม
- ประเทศอย่างไทยที่ประกาศ Net Zero เร็วขึ้น แต่ยังใช้กรอบป่าไม้และกฎหมายเดิม จะจัดการกับสิทธิชุมชนและชนเผ่าพื้นเมืองอย่างไร
ในอีกด้านหนึ่ง COP30 ก็แสดงให้เห็นว่า
- ภาคประชาสังคมจากหลากหลายภูมิภาคยังสามารถร่วมมือกันอย่างเหนียวแน่น
- เสียงเรียกร้องเรื่องความเป็นธรรม การยกเลิกหนี้ การเลิกฟอสซิล และการเคารพสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง ยังไม่หายไปไหน และกำลังหาวิธีใหม่ๆ ในการกดดันทั้งในและนอกเวที COP
ทั้งหมดนี้คือบรรยากาศและมุมมองจากคนทำงานสิ่งแวดล้อมภาคประชาชน ที่ได้ไปเห็น COP30 ด้วยตาตัวเอง และกลับมาเล่าสู่กันฟังอย่างซื่อๆ ตรงไปตรงมา ว่าความหวัง ความผิดหวัง และความซับซ้อนของการเมืองโลกร้อนในวันนี้หน้าตาเป็นอย่างไรบ้าง