การอ่านคำบรรยายของอาจารย์สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ (อ.ชิ)
เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2568
ที่สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา
1 บทนำ โลกทัศน์ที่เห็นธรรมชาติเป็นผู้มีชีวิตและผู้มีสิทธิ
คำบรรยายของอาจารย์ชิเปิดช่องให้เราเห็นโลกทัศน์ปกาเกอะญอในฐานะระเบียบความรู้เกี่ยวกับโลก ที่ทำให้มนุษย์ ธรรมชาติ และจิตวิญญาณผูกโยงกันเป็นระบบเดียวกัน ไม่ใช่เพียงวัฒนธรรมสวยงามหรือเรื่องเล่าท้องถิ่น แต่เป็นคนละแบบของการจัดระเบียบโลก เมื่อเทียบกับโลกสมัยใหม่ที่เห็นธรรมชาติเป็นทรัพยากรหรือวัตถุ
หากใช้ภาษามานุษยวิทยา โลกทัศน์แบบนี้ตั้งอยู่บนฐานที่ต่างจากโลกทัศน์สมัยใหม่ที่เน้นแบ่งคู่ตรงข้ามระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ มนุษย์กับวัตถุ มนุษย์กับสิ่งเหนือธรรมชาติ สำหรับปกาเกอะญอ ความแตกต่างเหล่านี้ยังมีอยู่ แต่ไม่ได้เป็นเส้นแบ่งตัดขาด เป็นความแตกต่างภายในเครือข่ายเดียวกัน ดังนั้นจึงไม่อาจพูดได้อย่างตรงไปตรงมาว่า มนุษย์เป็นผู้กระทำฝ่ายเดียว ส่วนธรรมชาติเป็นเพียงสิ่งถูกกระทำ
จากจุดนี้เอง คำว่า สิทธิของธรรมชาติ ในสายตาปกาเกอะญอ จึงไม่ใช่การเพิ่มสิทธิตามภาษากฎหมายไปบนวัตถุที่เดิมไม่มีชีวิต แต่เป็นการพยายามหาภาษาใหม่ เพื่ออธิบายในกรอบกฎหมายสมัยใหม่ว่า ธรรมชาติที่ชุมชนอยู่ด้วยนั้นมีศักดิ์ มีสถานะ และมีอำนาจของตนเองอยู่ก่อนแล้ว
2 บทเพลงปกาเกอะญอ วิชาว่าด้วยที่อยู่ของปลาและความสัมพันธ์แบบพึ่งพากัน
ประโยคง่ายจากบทเพลงปกาเกอะญอที่ว่า กินปลาแล้วต้องดูแลห้วย กินเขียดแล้วต้องดูแลหน้าผา และต้องกลับมาฟื้นฟูผืนดินบ้านตนเองให้มีข้าวและผ้าพอใช้ เผยให้เห็นโครงสร้างความคิดที่ลึกกว่าคำสอนเชิงศีลธรรมทั่วไป

ในเชิงมานุษยวิทยา เพลงนี้สื่อให้เห็นสองมิติสำคัญ
- ความอยู่รอดของมนุษย์ถูกผูกกับความสมบูรณ์ของที่อยู่ของสิ่งมีชีวิตอื่นอย่างแยกไม่ออก การกินปลาไม่ได้เป็นเพียงการบริโภค แต่มาพร้อมภาระที่จะต้องดูแลทั้งระบบนิเวศของปลา หากห้วยตาย ปลาไม่มีที่อยู่ มนุษย์เองก็จะขาดแหล่งอาหาร
- เพลงนี้วิจารณ์มุมมองแบบพัฒนานิยมสมัยใหม่อย่างเงียบ ๆ คำสอนกระแสหลักที่ว่า อยากมีปลากินต้องสอนให้เขาตกปลา ให้ความสำคัญกับทักษะปัจเจกและความสามารถในการเอาตัวรอดของคนหนึ่งคน ในขณะที่โลกทัศน์ปกาเกอะญอย้ำว่า ต่อให้ตกปลาเก่งเพียงใด ก็ไร้ความหมายหากระบบนิเวศของปลาเสียหาย
นี่ไม่ใช่เพียงความต่างของคำสอนสองแบบ แต่สะท้อนความต่างของวิธีมองโลก วิธีหนึ่งเห็นปัญหาอยู่ที่ตัวบุคคลที่ยังไม่เก่งพอ อีกวิธีหนึ่งเห็นปัญหาอยู่ที่การทำลายฐานนิเวศของชีวิตร่วมกัน ในระดับนี้ โลกทัศน์ปกาเกอะญอจึงใกล้เคียงกับแนวคิดสิทธิของธรรมชาติและสิทธิของระบบนิเวศที่เริ่มถูกพูดถึงในกฎหมายสมัยใหม่ ซึ่งเน้นว่าต้องคุ้มครองเงื่อนไขโดยรวมของชีวิต มากกว่าจะมองชีวิตเพียงหน่วยใดหน่วยหนึ่ง
3 เตาไฟสามเส้า มนุษย์ ธรรมชาติ และจิตวิญญาณ
อาจารย์ชิอธิบายโลกทัศน์ปกาเกอะญอผ่านภาพเตาไฟสามเส้า ที่ประกอบด้วยมนุษย์ ธรรมชาติ และสิ่งเหนือธรรมชาติ หากมองด้วยสายตามานุษยวิทยา เตาไฟนี้ไม่ใช่แค่เครื่องมือหุงต้มในครัวเรือน แต่เป็นสัญลักษณ์ของระเบียบโลกทั้งใบ
- ขาเส้าที่หนึ่งคือ มนุษย์ ผู้ต้องกิน อยู่ ใช้ชีวิต และปรับตัว
- ขาเส้าที่สองคือ ธรรมชาติที่เป็นทั้งป่า ดิน น้ำ สัตว์ สิ่งมีชีวิตและภูมินิเวศโดยรอบ
- ขาเส้าที่สามคือ สิ่งเหนือธรรมชาติ วิญญาณ ผีบรรพบุรุษ และพลังศักดิ์สิทธิ์ที่ดำรงอยู่คู่กับผืนดิน
หากขาใดขาหนึ่งถูกตัดออก เตาย่อมตั้งไม่อยู่ โลกของปกาเกอะญอก็เช่นกัน หากมองธรรมชาติแบบลดทอนให้เหลือเพียงทรัพยากร หรือถอดจิตวิญญาณออกจากภูเขา สายน้ำ และผืนป่า ความสัมพันธ์เชิงศีลธรรมกับธรรมชาติก็จะเลือนหายไป เหลือเพียงความสัมพันธ์เชิงผลประโยชน์
ในเชิงทฤษฎี นี่คือโลกทัศน์ที่ต่อต้านการตัดขาดระหว่างวัตถุกับจิตวิญญาณ ป่าไม่ได้เป็นเพียงวัตถุสำหรับการใช้สอย แต่เป็นพื้นที่ที่มีจิตวิญญาณอาศัยอยู่ น้ำไม่ได้เป็นเพียงทรัพยากรสำหรับการอุปโภคบริโภค แต่เป็นสิ่งที่มีอำนาจสามารถลงโทษหรือให้พรได้ การมีอยู่ของพิธีกรรมจึงไม่ใช่เรื่องงมงาย แต่เป็นการทำให้ความสัมพันธ์สามเส้านี้ยืดหยัดอยู่ได้จริงในชีวิตประจำวัน
4 ธรรมชาติในฐานะญาติ ผู้มีศักดิ์ และผู้มีสิทธิ
เมื่ออาจารย์ชิพูดถึงน้ำที่มีสิทธิเป็นแหล่งวางไข่ของปลา และภูเขาที่มีสิทธิยืนอยู่โดยไม่ถูกเจาะระเบิด เขากำลังทำสิ่งสำคัญสองอย่างในเวลาเดียวกัน
ในมิติของชุมชน น้ำ ป่า และภูเขา ถูกมองเป็นญาติ เป็นผู้ให้ชีวิต เป็นผู้ที่มนุษย์ติดหนี้ ไม่ใช่เพียงทรัพยากรที่เกิดขึ้นมาเพื่อให้มนุษย์ใช้ ความศักดิ์สิทธิ์ของธรรมชาติในที่นี้จึงหมายถึงศักดิ์และอำนาจที่ต้องได้รับการเคารพ ไม่ต่างจากการเคารพผู้ใหญ่หรือบรรพบุรุษ
ในมิติของการเคลื่อนไหวทางกฎหมาย อาจารย์ชำลังแปลภาษาและประสบการณ์เหล่านี้ออกมาเป็นภาษาสิทธิ เขาไม่ได้สร้างสิทธิจากศูนย์ แต่ใช้กรอบสิทธิในทางกฎหมาย เพื่อบอกว่า โลกใบนี้ไม่ได้ประกอบด้วยสิทธิของมนุษย์ฝ่ายเดียว หากจะมีสิทธิของมนุษย์อย่างแท้จริง ก็ต้องมีสิทธิของธรรมชาติไปพร้อมกัน
จากมุมมองมานุษยวิทยา นี่คือการพบกันของสองโลกความรู้ โลกหนึ่งคือโลกของพิธีกรรม ความเชื่อ และสายสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับภูมินิเวศอีกโลกหนึ่งคือโลกของรัฐสมัยใหม่ กฎหมาย ศาล และสิทธิตามรัฐธรรมนูญ จุดที่โลกทั้งสองมาบรรจบกัน คือการยอมรับว่า การคุ้มครองธรรมชาติไม่อาจเป็นเพียงการควบคุมการใช้ทรัพยากร แต่ต้องยอมรับสถานะของธรรมชาติในฐานะผู้มีสิทธิของตนเองด้วย

5 พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ป่าสะดือ ป่าช้า และการจัดระเบียบภูมิทัศน์แบบมีจิตวิญญาณ
อาจารย์ชิเล่าถึงพื้นที่หลายประเภทที่ได้รับการจัดให้เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของธรรมชาติ ทั้งป่าสะดือ ป่าช้า หรือบริเวณที่แม่น้ำมาบรรจบกัน ภูมิทัศน์เหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงภาพภูเขาป่าไม้ในเชิงกายภาพ แต่เป็นภูมิทัศน์ที่ถูกจัดระเบียบด้วยภาษาแห่งจิตวิญญาณและความทรงจำ
ป่าสะดือคือพื้นที่ที่สายสะดือของเด็กแรกเกิดถูกผูกไว้กับต้นไม้เฉพาะต้น การกระทำนี้เชื่อมชีวิตของเด็กกับต้นไม้ และผูกครอบครัวเข้ากับผืนป่านั้นไปพร้อมกัน การตัดต้นไม้ต้นนี้จึงเป็นเรื่องที่ไม่มีใครกล้าทำ เพราะเท่ากับเป็นการตัดรากชีวิตของเด็กคนนั้น
ป่าช้าไม่ใช่เพียงที่ฝังศพ แต่เป็นพื้นที่ของผีบรรพบุรุษและผู้ล่วงลับ เป็นเขตที่มนุษย์ต้องรับรู้ว่าตนไม่ใช่เจ้าของเพียงฝ่ายเดียว เมื่อห้ามตัดไม้หรือนำทรัพยากรออกจากป่าช้า ความศักดิ์สิทธิ์ในเชิงจิตวิญญาณจึงทำหน้าที่เดียวกับเขตอนุรักษ์ในภาษานิเวศวิทยา
สำหรับมานุษยวิทยา ภูมิทัศน์เช่นนี้คือหลักฐานสำคัญว่าชุมชนได้ออกแบบกฎระเบียบการใช้พื้นที่มานานแล้ว ผ่านพิธีกรรม เรื่องเล่า และข้อห้าม ซึ่งมีผลจริงต่อการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ อีกทั้งยังทำให้การคุ้มครองธรรมชาติผูกโยงกับศักดิ์ศรีของชุมชนด้วย
6 พิธีกรรมทั้งสี่ ในฐานะระบบกฎหมายสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ
อาจารย์ชิกล่าวถึงมิติพิธีกรรมที่สำคัญ คือการขออนุญาต การขอโทษ การขอบคุณ และการขอดูแล แนวปฏิบัติเหล่านี้หากมองแบบผิวเผินอาจดูเหมือนเพียงแบบแผนในชุมชน แต่ในระดับลึก พิธีกรรมเหล่านี้ทำงานเหมือนระบบกฎหมายว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ

- การขออนุญาต คือการยอมรับว่าพื้นที่และทรัพยากรไม่ได้เป็นของมนุษย์แต่ฝ่ายเดียว มนุษย์ต้องเจรจากับเจ้าของอื่นที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นั้น ทั้งผี เจ้าป่า หรือวิญญาณของป่า
- การขอโทษ แสดงให้เห็นว่าชุมชนมีเครื่องมือรับรู้และเยียวยาเมื่อมีการใช้เกินขอบเขตหรือทำลายมากเกินไป เป็นการยอมรับความผิดและพยายามฟื้นสมดุล
- การขอบคุณ ทำให้การใช้ทรัพยากรไม่เคยเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นเอง แต่เป็นของที่ได้มาจากการให้ เมื่อมีการให้ก็ต้องมีการตอบแทนในเชิงศีลธรรม
- การขอดูแล คือการแปรการใช้ทรัพยากรให้กลายเป็นภาระผูกพันในการฟื้นฟูและรักษา พื้นที่ที่เคยถูกใช้สอยจึงถูกให้กลับมามีสถานะศักดิ์สิทธิ์อีกครั้ง
หากมองผ่านกรอบสิทธิของธรรมชาติ พิธีกรรมทั้งสี่นี้ทำหน้าที่คล้ายหลักการที่ว่าสิทธิของธรรมชาติต้องมาพร้อมกับกลไกการรับผิดของมนุษย์ เมื่อสิทธิถูกละเมิด ต้องมีทั้งการยอมรับ การเยียวยา และการปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ในอนาคต
7 ความคิดเรื่อง co being สุขภาวะร่วมระหว่างมนุษย์และโลก
อาจารย์ชิชี้ให้เห็นว่า สำหรับปกาเกอะญอ การพูดถึงสุขภาพของคนเพียงอย่างเดียวไม่มีความหมายหากไม่พูดถึงสุขภาพของป่า น้ำ ดิน และสัตว์ในระบบนิเวศด้วย สุขภาวะจึงไม่ใช่สมบัติของบุคคล แต่เป็นคุณสมบัติของความสัมพันธ์ร่วมกันในโลกใบเดียว
ในแง่นี้ แนวคิด co being ต่างจากแนวคิด well being แบบปัจเจกในสังคมเมือง ที่เน้นความอยู่ดีกินดีของบุคคลหรือครอบครัว หากจะพูดถึงสุขภาวะของปกาเกอะญอ ต้องพูดถึงความสามารถของป่าในการฟื้นตัว ความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งน้ำ ความต่อเนื่องของระบบเกษตรหมุนเวียน และความมั่นคงของพันธะระหว่างคนกับดินหล่อเลี้ยง
ในระดับมานุษยวิทยา co being จึงเป็นทั้งกรอบคิดทางนิเวศ และกรอบคิดทางสังคม ชุมชนไม่ได้แยกตัวเองออกจากระบบนิเวศ แต่รับรู้ว่าตนเป็นส่วนหนึ่งของการเป็นอยู่ร่วมสากล หากป่าถูกทำลาย ชุมชนไม่ได้สูญเสียเพียงแหล่งอาหาร แต่สูญเสียตัวตนและเงื่อนไขพื้นฐานของความเป็นชุมชนด้วย
จากมุมนี้ สิทธิของธรรมชาติและสิทธิของชุมชนจึงไม่ใช่สิทธิสองชุดที่อยู่คู่ขนานกัน หากแต่เป็นหน้าต่างสองบานที่มองไปสู่โลกเดียวกัน
8 การแปลโลกทัศน์ปกาเกอะญอสู่ภาษากฎหมายสิทธิของธรรมชาติ
จุดที่ท้าทายมากที่สุดในคำบรรยายของอาจารย์ชิ คือการพยายามเชื่อมโลกทัศน์ของปกาเกอะญอกับกรอบสิทธิของธรรมชาติที่เริ่มมีการบัญญัติในรัฐธรรมนูญและกฎหมายบางประเทศ
เมื่อเขาอธิบายว่าน้ำมีสิทธิไหล ป่ามีสิทธิฟื้นตัว และภูเขามีสิทธิยืนอยู่ แท้จริงแล้วเขากำลังทำงานสองด้าน ด้านแรกคือการอธิบายให้รัฐ กฎหมาย และสังคมวงกว้างเห็นว่า โลกทัศน์ชุมชนมีระบบคิดเรื่องสิทธิอยู่ก่อนแล้ว เพียงแต่ไม่ได้แสดงออกมาในรูปตัวบท ด้านที่สองคือการยืนยันว่า หากกฎหมายสิทธิของธรรมชาติที่เกิดขึ้นใหม่ไม่ผูกโยงกับโลกทัศน์และวิถีของชุมชน ก็มีโอกาสมากที่จะกลายเป็นเพียงถ้อยคำสวยหรูแต่ไร้พลังในทางปฏิบัติ
สำหรับมานุษยวิทยา ช่วงรอยต่อระหว่างโลกของกฎหมายกับโลกของชุมชน เป็นพื้นที่ที่ต้องจับตาอย่างระมัดระวัง การยกธรรมชาติให้มีสถานะเป็นนิติบุคคลหรือมีสิทธิในเอกสารกฎหมาย อาจเป็นก้าวสำคัญ แต่จะมีความหมายจริงก็ต่อเมื่อสอดรับกับโครงสร้างความสัมพันธ์และจิตวิญญาณที่ชุมชนมีอยู่แล้ว การใช้ภาษาเรื่องสิทธิโดยไม่เชื่อมกับวัฒนธรรม อาจทำให้สิทธิของธรรมชาติกลายเป็นสิ่งที่อยู่ในมือผู้เชี่ยวชาญกฎหมายเท่านั้น และยิ่งดึงอำนาจออกจากชุมชนที่เป็นผู้ดูแลธรรมชาติในชีวิตจริง
9 สิทธิของธรรมชาติ สิทธิของชุมชน และความยุติธรรมเชิงนิเวศ
ตอนท้ายของคำบรรยาย อาจารย์ชิยืนยันชัดเจนว่าสิทธิของธรรมชาติไม่อาจแยกขาดจากสิทธิของชนเผ่าและชุมชนท้องถิ่นได้ ชุมชนคือบุคคลทางสังคมที่มีความทรงจำ พิธีกรรม และวิถีชีวิตที่ออกแบบมาเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติมายาวนาน หากตัดสิทธิของชุมชนออกจากสมการ แล้วเหลือเพียงสิทธิของรัฐกับสิทธิในตัวบทกฎหมาย ธรรมชาติย่อมขาดผู้ดูแลที่แท้จริง
จากมุมมองมานุษยวิทยา นี่คือหัวใจของความยุติธรรมเชิงนิเวศ การคุ้มครองธรรมชาติไม่อาจทำได้ด้วยการประกาศเขตอนุรักษ์อย่างเดียว หากการประกาศนั้นทำลายวิถีที่ชุมชนเคยใช้ปกป้องป่ามาก่อน ยึดที่ดิน ยึดแหล่งน้ำจากคนท้องถิ่น และผลักภาระการดูแลไว้กับหน่วยงานรัฐเพียงฝ่ายเดียว
ในความหมายนี้ สิทธิของธรรมชาติจึงมีด้านสังคมอยู่ในตัวเอง เพราะถ้าธรรมชาติจะดำรงสิทธิในการฟื้นตัวและดำรงชีวิต ระบบสังคมก็ต้องอนุญาตให้มีคนที่อยู่กับป่าอย่างลึกซึ้งพอจะดูแลมันได้ และคนเหล่านั้นต้องมีสิทธิในฐานะชุมชนด้วยเช่นกัน
การอ่านคำบรรยายของอาจารย์ชิผ่านสายตามานุษยวิทยา จึงไม่ได้เพียงทำให้เราเข้าใจปกาเกอะญอดีขึ้น แต่ยังชี้ให้เห็นข้อจำกัดของสังคมสมัยใหม่ที่พยายามจัดการสิ่งแวดล้อมผ่านกรอบคิดแบบแยกส่วน หากมองเพียงตัวเลขป่า จำนวนคาร์บอน หรือขนาดพื้นที่อนุรักษ์ โดยไม่มองสายสัมพันธ์ระยะยาวระหว่างมนุษย์กับภูมินิเวศ สิทธิของธรรมชาติก็เสี่ยงจะกลายเป็นเพียงคำประกาศที่ไม่มีคนคอยให้ชีวิต