THAI CLIMATE JUSTICE for All

จานอาหารบนสมรภูมิที่ยังครุกกรุ่นของโลกเดือด

โลกกำลังกินในจังหวะที่โลกเริ่มหายใจไม่ทัน ระบบอาหารที่เคยเป็นเพียงกิจกรรมในครัวเรือน กลับกลายเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของวิกฤตภูมิอากาศ ความเสื่อมโทรมของดิน และการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ปัจจุบันอาหารและเกษตรกรรมมีส่วนปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณหนึ่งในสามของโลก

ขณะที่ภาคปศุสัตว์เพียงอย่างเดียวคิดเป็นราว 11–20% ของการปล่อยทั้งหมด และใช้พื้นที่เกษตรกรรมมากกว่าสองในสามของพื้นที่ที่มนุษย์ครอบครอง เมื่อความต้องการอาหารอาจเพิ่มขึ้น 50–60% ภายในปี 2050 คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่าเราจะผลิตให้มากขึ้นอย่างไร แต่คือเราจะออกแบบระบบใหม่อย่างไรให้โลกยังรับไหว

หัวใจของการเปลี่ยนผ่านนี้อยู่ที่ “โปรตีน” เพราะมันคือจุดตัดระหว่างโภชนาการ เศรษฐกิจ และการใช้ทรัพยากร การผลิตจากสัตว์ต้องอาศัยที่ดิน น้ำ และอาหารสัตว์จำนวนมหาศาล อีกทั้งปล่อยมีเทนและก๊าซเรือนกระจกในระดับสูง

ในทางกลับกัน อาหารแพลนท์เบสและเทคโนโลยีทางเลือกอื่น ๆ เช่น การหมักจุลินทรีย์หรือเนื้อเพาะเลี้ยง สามารถลดการใช้ที่ดินได้ประมาณ 50–90% ต่อกิโลกรัมโปรตีน เมื่อเทียบกับรูปแบบเดิม ความแตกต่างนี้ไม่ใช่เพียงตัวเลขในงานวิจัย แต่คือพื้นที่ป่า ทุ่งหญ้า และระบบนิเวศที่อาจได้กลับคืน

มีการวิเคราะห์สถานการณ์จำลองในสหรัฐอเมริกาซึ่งแสดงให้เห็นว่า หากมีการปรับสัดส่วนแหล่งโปรตีนไปสู่ทางเลือกใหม่เพียง 50% จะสามารถลดพื้นที่เพาะปลูกได้ราว 47.3 ล้านเอเคอร์ เพิ่มศักยภาพการดูดซับคาร์บอนได้ประมาณ 177.8 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

และช่วยฟื้นฟูพื้นที่ใน 138 จาก 216 ระบบนิเวศที่กำลังถูกคุกคาม ซึ่งคิดเป็นประมาณ 13% ของเป้าหมายการอนุรักษ์ที่ดินและแหล่งน้ำของประเทศ ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า การเปลี่ยนสิ่งที่อยู่บนจานสามารถส่งแรงกระเพื่อมไปไกลกว่าครัวของใครคนหนึ่ง

ในระดับโลก การตัดไม้ทำลายป่ายังคงเกิดขึ้นราว 5 ล้านเฮกตาร์ต่อปี โดยกว่า 95% อยู่ในเขตร้อน ส่วนหนึ่งเพื่อขยายพื้นที่เลี้ยงสัตว์และปลูกพืชอาหารสัตว์ ระบบอาหารจึงเชื่อมโยงโดยตรงกับความเสื่อมโทรมของธรรมชาติ การขยับสัดส่วนมาสู่แพลนท์เบสไม่ใช่การล้มล้างวัฒนธรรมการกิน แต่คือการปรับสมดุล เพื่อให้การผลิตอาหารไม่ต้องเบียดขับพื้นที่ธรรมชาติไปมากกว่านี้

การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงวาระด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นการจัดวางเศรษฐกิจใหม่ อุตสาหกรรมอาหารกำลังปรับตัว การลงทุนในเทคโนโลยีอาหารเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และบริษัทขนาดใหญ่เริ่มออกแบบพอร์ตผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ การปลูกพืชเพื่อเลี้ยงมนุษย์โดยตรงแทนการปลูกเพื่อเลี้ยงสัตว์ก่อน จึงไม่ใช่แค่แนวคิดเชิงอุดมการณ์ แต่คือการเพิ่มประสิทธิภาพของทรัพยากรในห่วงโซ่อาหารทั้งระบบ

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนอาหารไม่อาจผลักภาระไปยังผู้บริโภคเพียงฝ่ายเดียว เพราะเมื่อระบบอาหารปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกือบหนึ่งในสามของโลก การเปลี่ยนแปลงต้องเกิดขึ้นในระดับโครงสร้าง ตั้งแต่นโยบายรัฐ การสนับสนุนเกษตรกร การวิจัยและพัฒนา ไปจนถึงการลงทุนของภาคธุรกิจ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเป็นธรรมต่อแรงงานและชุมชนที่เกี่ยวข้อง

ในท้ายที่สุด เรื่องของโปรตีนคือเรื่องของอนาคต เมื่อระบบอาหารปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึงหนึ่งในสามของโลก เมื่อพื้นที่ส่วนใหญ่ของเกษตรกรรมถูกใช้เพื่อเลี้ยงสัตว์ และเมื่อป่ายังคงหายไปปีละหลายล้านเฮกตาร์ การเปลี่ยนแปลงจึงไม่ใช่ทางเลือกที่สวยงาม

แต่เป็นความจำเป็นที่กำลังเคาะประตูมนุษยชาติ อนาคตของอาหารอาจไม่ใช่การละทิ้งอดีตทั้งหมด แต่คือการปรับสมดุลระหว่างความต้องการของมนุษย์กับขีดจำกัดของโลก เพื่อให้จานอาหารในวันพรุ่งนี้ยังคงมีรสชาติ ความทรงจำ และความหวัง โดยที่โลกยังคงหายใจได้ต่อไป

รายการอ้างอิง

World Economic Forum. (2021 Mar 24). Alternative proteins will transform food, mitigate climate change and drive profits. Here’s how. Retrieve from https://www.weforum.org/…/alternative-proteins-will…/

World Economic Forum. (2022 Jul 21). Climate-friendly foods: are alternative proteins the way forward?. Retrieve from https://www.weforum.org/…/protein-diet-vegan-climate…/

WBCSD – All Rights Reserved. (2024 Aug 28). Alternative proteins: essential for restoring nature in the US and beyond. Retrieve from https://www.wbcsd.org/…/alternative-proteins-essential…/

Scroll to Top