
ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือ “โลกร้อน” เป็นปัญหาที่ซับซ้อนที่สุดปัญหาหนึ่งของมนุษยชาติ ไม่ใช่เพียงความรุนแรงของปัญหาที่กระทบต่อความอยู่รอดของมนุษยชาติและสรรพชีวิตบนโลกนี้ และไม่ใช่เพียงขนาดของปัญหาที่ใหญ่เกินความสามารถของชาติใดชาติหนึ่ง แต่เพราะปัญหาโลกร้อนยังสัมพันธ์กับโลกทัศน์ มุมมองของสังคมในส่วนต่าง ๆ ที่มีต่อปัญหาอย่างแตกต่างหลากหลาย และไม่สามารถลดทอนเหลือเพียงแนวคิดใดแนวคิดหนึ่ง
ปัญหาโลกร้อนเป็นทั้งปัญหาจากภายนอก เช่น ปัญหาการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ ภูมิอากาศ แต่แต่ก็เป็นปัญหาภายในสังคมมนุษย์ เป็นปัญหาระบบการจัดการ เช่น จัดการพลังงาน จัดการทรัพยากร พร้อมไปกับปัญหาเชิงวัฒนธรรม เมื่อเชื่อมโยงด้านต่าง ๆ เข้าหากัน เราจะพบโลกทัศน์ของสังคมที่มีต่อปัญหาโลกร้อนหลากหลายด้าน ได้แก่
1) โลกร้อน ในมุมมองวิทยาศาสตร์ก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะคาร์บอนที่สั่งสมกันจนเป็นก๊าซเรือนกระจกปิดกั้นกักอุณหภูมิโลกจนร้อน หนทางแก้จึงมุ่งทั้งการลดก๊าซเรือนกระจก และการใช้ข้อมูลพยากรณ์เพื่อวางแผนการปรับตัว วิธีมองดังกล่าวทำให้สาเหตุตรวจวัดสาเหตุเชิงปริมาณที่ตัวก๊าซเรือนกระจกได้ชัดเจน สามารถกำหนดนโยบายที่มุ่งจัดการคาร์บอนโดยตรง แต่ก็ละเลยมิติทางสังคม วัฒนธรรมที่หลากหลาย และมองข้ามปัญหาเชิงโครงสร้างอำนาจ
2) โลกร้อนจากมุมองระบบตลาด ที่มุ่งใช้กลไกตลาดสร้างแรงจูงใจและกดดันต่อสังคมในการจัดการก๊าซเรือนกระจก กลไกตลาดถูกนำเสนอในฐานะการจัดการที่มีประสิทธิภาพด้วยการเปลี่ยนให้สิทธิการปล่อยและลดก๊าซเป็นทรัพย์สินที่แลกเปลี่ยน พร้อมกับกำหนดให้การผลักปัญหา ภาระสู่สังคมและสิ่งแวดล้อมเป็นราคาที่ผู้ก่อมลพิษต้องจ่าย การกำหนดนโยบายจากแนวนี้จึงสอดคล้องกับตรรกะของระบบทุนนิยม เข้ากับโลกธุรกิจ แต่ปัญหาสำคัญคือ มองข้ามโครงสร้างความเหลื่อมล้ำไม่เป็นธรรม ไม่แก้ต้นเหตุล และมองข้ามมิติทางสังคมวัฒนธรรมของสังคมที่สัมพันธ์กับภูมิอากาศ
3) โลกร้อนจากทัศนะการเมือง ความมั่นคง ที่เป็นความเสี่ยงต่อรัฐและระเบียบโลกซึ่งอาจทำให้การคุกคามต่อความมั่นคงอาหาร สุขภาพ เศรษฐกิจ แนวคิดนี้มีส่วนทำให้รัฐต้องกำหนดนโยบายเพื่อป้องกันและเผชิญปัญหาเพื่อให้สังคมสงบสุข ลดทอนการคุกคามจากภูมิอากาศและภาพแวดล้อม แต่ปัญหาทำให้รัฐขยายอำนาจเข้าควบคุมชีวิตประชาชนในด้านต่าง ๆ
4) โลกร้อนในมุมองเชิงโครงสร้างความเป็นธรรม ด้วยแนวคิดความเป็นธรรมสภาพภูมิอากาศ (Climate justice) ที่มองสาเหตุโลกร้อนมาจากระบบทุนนิยมที่เติบโต สร้างผลกระทบ ความเหลื่อมล้ำ เอาเปรียบในการใช้ทรัพยากรของคนกลุ่มน้อยที่มั่งคั่งและผลักผลกระทบ ภาระให้ประชาชนส่วนใหญ่โดยเฉพาะคนยากจนที่ปล่อยคาร์บอนต่ำต้องได้รับผลกระทบรุนแรง นโยบายบนฐานคิดนี้จึงมุ่งเปลี่ยนผ่านโครงสร้างอำนาจความไม่เป็นธรรมสู่ความเป็นธรรม แต่ก็อาจทำให้คนไม่เห็นความหวังว่าจะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่ใหญ่โตในยุคทุนนิยมสมัยได้อย่างไร
5) โลกร้อนจากมุมมองวัฒนธรรมและศาสนา โดยมิติศาสนาต่าง ๆ มองมนุษย์อยู่ภาวะโลภ กอบโกยธรรมชาติ สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนและธรรมชาติ และมิติวัฒนธรรมชนพื้นเมืองที่ให้คุณค่าธรรมชาติเป็นเครือญาติทางสังคมและจิตวิญญาณ พลังของแนวคิดนี้อยู่ที่กระตุ้นให้เกิดมโนสำนึกทางศีลธรรมในการดูแลธรรมชาติและเกื้อกูลผู้เดือดร้อน คืนคุณค่าของธรรมชาติที่ถูกทำให้เป็นเพียงทรัพยากร ปัจจัยการผลิต และสินค้าในระบบทุนนิยมมาสู่ธรรมชาติที่มีคุณค่า ศักดิ์ศรี แต่ก็ต้องเผชิญโลกทัศน์แบบวิทยาศาสตร์ที่มองว่าเป็นทัศนะและความรู้ที่ตรวจวัดในระบบเหตุผลวิทยาศาสตร์ไม่ได้
ปมปัญหาการกำหนดนโยบายคือการครอบงำทางโลกทัศน์ เมื่อโลกทัศน์วิทยาศาสตร์ กลไกตลาด และความมั่นคงของรัฐและทุนนิยม ปิดกั้นโลกทัศน์ความเป็นธรรมเชิงโครงสร้างและโลกทัศน์ทางวัฒนธรรมที่มาจากชุมชนและประชาชน อำนาจในการกำหนดความเป็นไปทางนโยบายจึงผูกขาดอยู่ที่รัฐและกลุ่มทุนซึ่งเป็นต้นเหตุหลักของปัญหาโลกร้อน
นโยบายบนฐานดังกล่าวจึงมุ่งกำกับควบคุมชีวิตของประชาชน และกำหนดทางแก้ปัญหาให้สังคมต้องเข้าสู่ระบบทุนนิยม “สีเขียว” ไม่เปลี่ยนโครงสร้างที่เหลื่อมล้ำไปสู่การคุ้มครองสิทธิและความเป็นธรรมทั้งต่อสังคมและธรรมชาติ และนี่คือความรุนแรงเชิงนโยบายที่ทำให้เราไม่สามารถสานพลังร่วมของสังคมในการรับมือกับวิกฤติที่ใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติได้
กฤษฎา บุญชัย
สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา