THAI CLIMATE JUSTICE for All

ช่องแคบ “ฮอร์มุซ” จากคอขวดพลังงานสู่เครือข่ายชีวิตที่ถูกทำให้หายไป

บทความโดย : กฤษฎา บุญชัย เลขาธิการ สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา
เรียบเรียง / photographer/graphic design : ไครียะห์ ระหมันยะ
communication officer Thai Climate Justice for All 

“คอขวดพลังงาน” ทางน้ำแคบที่รองรับการขนส่งน้ำมันและก๊าซจำนวนมหาศาลจากอ่าวเปอร์เซียสู่ตลาดโลก โดยมีการไหลผ่านราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือประมาณ 1 ใน 5 ของการบริโภคน้ำมันโลก

การเมืองของการมองเห็น

สถานการณ์ที่สหรัฐและอิสราเอลทำสงครามรุกรานอิหร่านด้วยเป้าหมายขยายอำนาจทางทหารและการเมือง และผลประโยชน์จากน้ำมัน ทำให้ช่องแคบ “ฮอร์มุซ” เป็นที่รู้จักในสายตาคนทั่วไปที่อาจไม่ได้เกี่ยวข้องกับพลังงานและการขนส่งนัก เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุชถูกนิยามในระดับโลกว่าเป็น “คอขวดพลังงาน” เป็นทางน้ำแคบที่รองรับการขนส่งน้ำมันและก๊าซจำนวนมหาศาลจากอ่าวเปอร์เซียสู่ตลาดโลก โดยมีการไหลผ่านราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือประมาณ 1 ใน 5 ของการบริโภคน้ำมันโลก (EIA, 2023; IEA, 2026) คำอธิบายเช่นนี้มองในเชิงภูมิศาสตร์และเศรษฐกิจที่กำลังจัดระเบียบโลกผ่านภาษา เพราะคำว่า chokepoint ทำให้การไหลของพลังงานกลายเป็นสิ่งที่ควรถูกมองเห็นและปกป้อง ขณะเดียวกันกลับผลักระบบนิเวศ ความหลากหลายทางชีวภาพ วิถีชีวิตของชุมชนชายฝั่ง และโลกทัศน์เกี่ยวกับธรรมชาติออกไปอยู่ชายขอบของการรับรู้โดยอัตโนมัติ ฮอร์มุซจึงไม่ใช่เพียงพื้นที่ยุทธศาสตร์ หากเป็นพื้นที่ที่สะท้อนว่าโลกสมัยใหม่เลือกจะมองเห็นอะไร และยอมให้สิ่งใดหายไปจากสายตา และการตั้งคำถามต่อภาษานี้จึงเป็นจุดตั้งต้นของการทำความเข้าใจพื้นที่อย่างลึกซึ้งมากขึ้น

นิเวศของขีดจำกัด ระบบชีวิตในโลกสุดขั้ว

อ่าวเปอร์เซียซึ่งเชื่อมผ่านช่องแคบฮอร์มุซเป็นทะเลกึ่งปิดที่มีเงื่อนไขสุดขั้ว อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในฤดูร้อนสามารถสูงถึงประมาณ 34 องศาเซลเซียส ความเค็มอยู่ในช่วง 36–43 PSU และการไหลเวียนน้ำจำกัด ทำให้มลพิษสะสมได้ง่าย (Bayani, 2016; Sale et al., 2011) เงื่อนไขเช่นนี้โดยหลักควรทำให้ระบบนิเวศเสื่อมถอย แต่ในความเป็นจริงกลับเกิดการปรับตัวที่น่าทึ่ง ปะการังในอ่าวเปอร์เซียสามารถทนต่ออุณหภูมิที่สูงกว่าระบบปะการังในหลายภูมิภาค และถูกมองว่าเป็นตัวแบบของอนาคตในโลกที่ร้อนขึ้น (Riegl & Purkis, 2012) ขณะที่การทบทวนชนิดปลาล่าสุดยังยืนยันความหลากหลายอย่างน้อย 486 ชนิด (Taghavimotlagh et al., 2024) ระบบนิเวศนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่เปราะบาง แต่เป็นพื้นที่ที่เผยให้เห็นความสามารถของชีวิตในการดำรงอยู่ภายใต้ขีดจำกัดของโลกยุค Anthropocene และชี้ว่าการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศไม่ได้หมายถึงการล่มสลายเสมอไป หากยังรวมถึงการปรับตัวในรูปแบบที่ซับซ้อนและคาดไม่ถึง

Hara–Qeshm ป่าชายเลนในฐานะโครงสร้างของชีวิต

บริเวณ Qeshm–Khuran ซึ่งอยู่ใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ เป็นที่ตั้งของ Hara Biosphere Reserve ซึ่งเป็นป่าชายเลน Avicennia marina ขนาดใหญ่ที่สุดในอ่าวเปอร์เซีย และได้รับสถานะเป็นทั้ง Ramsar site และเขตสงวนชีวมณฑล (UNESCO MAB, n.d.) ป่าชายเลนแห่งนี้ทำหน้าที่เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ แหล่งกักเก็บคาร์บอน และระบบกันชนชายฝั่ง ขณะเดียวกันก็เป็นฐานของห่วงโซ่อาหารและระบบประมงพื้นบ้าน งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าป่าชายเลนมีบทบาทสำคัญต่อการใช้พื้นที่ของปลาและความมั่นคงทางอาหารของชุมชนชายฝั่ง (Sheaves et al., 2016) อย่างไรก็ตาม ความสำคัญของ Hara ไม่ได้อยู่เพียงในเชิงนิเวศ แต่คือความสัมพันธ์ระหว่างระบบนิเวศกับชีวิตมนุษย์ เพราะสำหรับชุมชน ป่าชายเลนไม่ใช่ทรัพยากรที่แยกออกจากชีวิต แต่เป็นโครงสร้างของชีวิตโดยตรง และเมื่อระบบนิเวศนี้เปลี่ยน ผลกระทบจึงสะเทือนไปทั้งเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และความมั่นคงของชุมชนในเวลาเดียวกัน

ทะเลในฐานะบ้าน มานุษยวิทยาของการดำรงอยู่ชุมชนใน Qeshm และ Musandam ไม่ได้สัมพันธ์กับทะเลผ่านตลาดเพียงอย่างเดียว แต่ผ่านองค์ความรู้เชิงนิเวศที่ฝังอยู่ในร่างกาย เช่น การอ่านลม สีของน้ำ กระแสน้ำ และฤดูกาลปลา สิ่งเหล่านี้เป็น ecological knowledge ที่สร้างขึ้นจากประสบการณ์และการถ่ายทอดข้ามรุ่น ซึ่งทำให้มนุษย์สามารถดำรงอยู่ในระบบนิเวศที่ซับซ้อนได้ ในกรอบของ Karl Polanyi เศรษฐกิจเช่นนี้คือ embedded economy ที่ไม่สามารถแยกออกจากธรรมชาติได้ ปลาไม่ใช่เพียงสินค้า แต่เป็นอาหาร รายได้ และจังหวะของชีวิต แนวคิดของ Thomas Berry ช่วยขยายความเข้าใจนี้ให้ลึกขึ้น โดยเสนอว่าโลกควรถูกมองเป็น “communion of subjects” ไม่ใช่ “collection of objects” ซึ่งทำให้ทะเลไม่ใช่วัตถุที่รอการใช้ประโยชน์ แต่เป็นผู้ร่วมอยู่ในความสัมพันธ์ และการเปลี่ยนทะเลให้เป็นเพียงโครงสร้างพื้นฐานของพลังงานจึงเป็นการเปลี่ยนความหมายของโลกในระดับลึก

โลกทัศน์และพิธีกรรม การกำกับธรรมชาติผ่านความหมาย

ในหมู่บ้าน Salakh บนเกาะ Qeshm มีพิธี Nowruz-e Sayyad หรือปีใหม่ของชาวประมง ซึ่งในวันดังกล่าวจะไม่มีการจับปลาและไม่บริโภคอาหารทะเล เพื่อให้ทรัพยากรฟื้นตัว (Ghayoumi et al., 2023) พิธีนี้ไม่ได้เป็นเพียงวัฒนธรรม หากเป็นกลไกทางสังคมที่กำกับความสัมพันธ์กับธรรมชาติ ทำให้มนุษย์ไม่สามารถใช้ทรัพยากรได้อย่างไร้ขอบเขต ไม่ใช่ผ่านกฎหมายรัฐ แต่ผ่านโลกทัศน์และจริยธรรมของชุมชน ในมิตินี้ ธรรมชาติไม่ได้เป็นเพียงวัตถุ แต่เป็นส่วนหนึ่งของระเบียบทางศีลธรรม และการดำรงอยู่ของพิธีกรรมเช่นนี้ชี้ให้เห็นว่าชุมชนมีระบบจัดการทรัพยากรของตนเองที่ซับซ้อนและมีประสิทธิภาพ ซึ่งแตกต่างจากแนวคิดการจัดการทรัพยากรแบบสมัยใหม่อย่างมีนัยสำคัญ

ระบอบพลังงานและความมั่นคง การเปลี่ยนพื้นที่เป็นโครงสร้างอำนาจ

เมื่อช่องแคบฮอร์มุซถูกนิยามเป็น chokepoint มันถูกเปลี่ยนสถานะเป็นโครงสร้างพื้นฐานของโลก และเมื่อเป็น infrastructure มันย่อมต้องถูกควบคุม ปกป้อง และจัดการผ่านตรรกะของความมั่นคง พื้นที่นี้จึงกลายเป็นภูมิทัศน์ทางทะเลที่มีการทหารหนาแน่นและเต็มไปด้วยความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ในกรอบนิเวศวิทยาการเมือง นี่คือกระบวนการที่พื้นที่ธรรมชาติถูกแปลงเป็น territory of power ซึ่งทรัพยากรกลายเป็นศูนย์กลางของอำนาจและความขัดแย้ง ผลที่ตามมาคือระบบนิเวศและชุมชนไม่ได้เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ แต่เป็นผู้รับผลกระทบโดยตรงจากการเดินเรือ การพัฒนา และความเสี่ยงจากความขัดแย้ง และสิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าความมั่นคงของรัฐและตลาดโลกมักถูกให้ความสำคัญเหนือความมั่นคงของระบบชีวิต

ความไม่เป็นธรรมเชิงนิเวศ ใครได้ ใครเสีย

ระบบพลังงานโลกสร้างมูลค่ามหาศาล แต่ภาระกลับตกอยู่กับพื้นที่ ทั้งในรูปของมลพิษ การเสื่อมของทรัพยากร และความเปราะบางของชุมชนชายฝั่ง (Bayani, 2016) นี่คือสิ่งที่ Martinez-Alier เรียกว่า ecological distribution conflict ซึ่งระบบเศรษฐกิจสามารถดำรงอยู่ได้ด้วยการแยกผลประโยชน์ออกจากภาระ และทำให้บางชีวิต “ไม่ถูกนับ” ในการคำนวณ ในกรณีของฮอร์มุซ ผู้ที่พึ่งพาระบบนิเวศมากที่สุดกลับเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ขณะที่ผู้ได้ประโยชน์จากระบบพลังงานมักอยู่ห่างไกลจากพื้นที่และไม่ได้เผชิญผลกระทบโดยตรง ความไม่เป็นธรรมนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงผลลัพธ์ แต่เป็นเงื่อนไขที่ทำให้ระบบโลกสามารถดำรงอยู่ได้

ประเทศไทยในกระจกเงา บทเรียนที่กำลังเกิดขึ้น

เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย ช่องแคบฮอร์มุซไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่สะท้อนทิศทางการพัฒนาที่กำลังเกิดขึ้นผ่านโครงการอย่าง Landbridge, EEC และ SEC ซึ่งใช้ภาษาเดียวกันในการนิยามพื้นที่ชายฝั่ง นั่นคือภาษาแห่งความมั่นคง การพัฒนา และผลประโยชน์ชาติ ภาษาเช่นนี้ไม่ได้เพียงอธิบายโครงการ แต่ทำหน้าที่เปลี่ยนความหมายของพื้นที่จากระบบนิเวศและชุมชน ให้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจโลก ในขณะที่ชายฝั่งไทยมีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงทางอาหาร ความหลากหลายทางชีวภาพ และเศรษฐกิจชุมชน (Barbier et al., 2011; FAO, 2020) การนิยามใหม่เช่นนี้จึงอาจทำให้ป่าชายเลน ประมงพื้นบ้าน และความรู้ของชุมชนถูกลดทอนความสำคัญลงอย่างเงียบงัน คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าเราจะพัฒนาอย่างไร แต่คือเรากำลังใช้ภาษาแบบเดียวกับที่ทำให้ฮอร์มุซกลายเป็น chokepoint หรือไม่ และกำลังทำให้สิ่งใดหายไปจากสายตาก่อนเป็นอันดับแรก

โลกที่เรามองเห็น คือโลกที่เราสร้าง

ช่องแคบฮอร์มุซไม่ใช่เพียงพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ แต่เป็นบทเรียนที่เผยให้เห็นว่าโลกสมัยใหม่ใช้ภาษาและอำนาจในการกำหนดความจริง เมื่อพื้นที่ถูกนิยามผ่านพลังงานและความมั่นคง เครือข่ายชีวิตและชุมชนจึงถูกทำให้มองไม่เห็น แนวคิดของ Thomas Berry ที่มองโลกเป็น “ชุมชนของชีวิต” ชี้ว่าปัญหาไม่ใช่เพียงการใช้ทรัพยากร แต่คือการลดทอนธรรมชาติให้เป็นวัตถุ บทเรียนนี้สะท้อนมายังประเทศไทยอย่างชัดเจนผ่านโครงการอย่าง Landbridge, EEC และ SEC ที่กำลังนิยามชายฝั่งใหม่ในฐานะโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจ หากกระบวนการนี้ดำเนินต่อไปโดยไม่ตั้งคำถาม ระบบนิเวศ ป่าชายเลน ประมงพื้นบ้าน และวิถีชีวิตชุมชนอาจค่อย ๆ เลือนหายจากนโยบาย คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าเราจะพัฒนาอย่างไรให้เติบโต แต่คือเราจะเลือกมองชายฝั่งและโลกธรรมชาติแบบใด และจะยอมให้สิ่งใดถูกทำให้หายไปจากสายตาในเส้นทางการพัฒนานั้น


TCJA (Thai Cimate Justice for All)  เป้าหมายสร้างความตื่นตัวของพลเมืองต่อปัญหาสภาวะโลกร้อน ให้เกิดเป้าหมาย ความหวัง มีบทบาทปรับตัวต่อผลกระทบได้อย่างยั่งยืน สร้างสรรค์กิจกรรมและวิถีชีวิตพัฒนาต้นแบบของวิถีสังคมที่ไม่สร้างผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศ พัฒนาและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีความยั่งยืนและเป็นธรรมทางนิเวศและสังคม

TCJA (Thai Climate Justice for All) สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา 

อ้างอิง

Barbier, E. B., Hacker, S. D., Kennedy, C., Koch, E. W., Stier, A. C., & Silliman, B. R. (2011).

The value of estuarine and coastal ecosystem services. Ecological Monographs, 81(2), 169–193.

Bayani, N. (2016). Ecology and environmental challenges of the Persian Gulf. Iranian Studies, 49(6), 1043–1063.

Energy Information Administration (EIA). (2023). World Oil Transit Chokepoints.
https://www.eia.gov/international/analysis/special-topics/World_Oil_Transit_Chokepoints

Food and Agriculture Organization (FAO). (2020). The State of World Fisheries and Aquaculture 2020. Rome: FAO.

Ghayoumi, R., & Charles, A. (2016). Qeshm Island, Iran: Community-led conservation and ecotourism. Community Conservation Research Network.

Ghayoumi, R., et al. (2023). A multi-level analysis of links between government institutions and community-based conservation: Insights from Iran. Ecology and Society, 28(2).
https://ecologyandsociety.org/vol28/iss2/art33/

International Energy Agency (IEA). (2026). Strait of Hormuz. https://www.iea.org

Martinez-Alier, J. (2002). The Environmentalism of the Poor: A Study of Ecological Conflicts and Valuation. Edward Elgar.

Polanyi, K. (1944). The Great Transformation: The Political and Economic Origins of Our Time. Beacon Press.

Riegl, B., & Purkis, S. (2012). Coral reefs of the Gulf. In D. Hopley (Ed.), Encyclopedia of Modern Coral Reefs. Springer.

Sale, P. F., et al. (2011). The growing need for sustainable ecological management of marine communities of the Persian Gulf. Ambio, 40, 4–17.

Sheaves, M., et al. (2016). Fish use of intertidal mangrove creeks at Qeshm Island, Iran. Knowledge and Management of Aquatic Ecosystems, 417.

Swimme, B., & Berry, T. (1992). The Universe Story: From the Primordial Flaring Forth to the Ecozoic Era. HarperCollins.

Taghavimotlagh, S. A., et al. (2024). An updated checklist of bony fishes from the Persian Gulf. Zootaxa, 5424(4), 401–444.

UNESCO Man and the Biosphere Programme (MAB). (n.d.). Hara Biosphere Reserve. https://www.unesco.org/en/mab/hara

Scroll to Top