TCJA ร่วมกับกรรมการสิทธิ์ฯ จัดอบรมเชิงปฏิบัติการสิทธิในสิ่งแวดล้อมให้กับนักวิชาการด้านกฎหมายสิ่งแวดล้อม เมื่อวันที่ 26 มีนาคมที่ผ่านมา โดยมีนักวิชาการกฎหมายจากทุกประเทศมาร่วมไม่ต่ำกว่า 40 คน
เนื้อหาหลัก ๆ ของการอบรมเป็นเรื่องการเรียนรู้หลักสิทธิในสิ่งแวดล้อมและศึกษาบทเรียนจากกรณีศึกษาต่างๆจนนำมาสู่การออกแบบหลักสูตรกฎหมายสิ่งแวดล้อม

ช่วงที่ TCJA รับผิดชอบ คือประวัติศาสตร์กระบวนทัศน์กฎหมายสิ่งแวดล้อมของโลก ที่เชื่อมโยงกับสถานการณ์สิ่งแวดล้อมและการเคลื่อนไหวทางสังคมจนก่อให้เกิดแนวคิดและนำไปสู่ข้อตกลงสากลในแต่ละช่วงสมัย
ซึ่งการที่จะเข้าใจประวัติศาสตร์ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องความคิดความรู้แต่ยังต้องเชื่อมโยงกับตัวตน หัวใจและจิตวิญญาณของผู้คน ที่เราจะต้องเอาใจเราเข้าไปเชื่อมโยงกับเรื่องราวของพวกเขาและกลับมาเชื่อมโยงกับตัวเอง
ณัฐธิดา รัตนสวัสดิ์ ผอ.TCJA เริ่มต้นเรื่องด้วยการพาอาจารย์นักกฎหมายทำ grounding ด้วยการให้ทุกคนลองจินตนาการเชื่อมโยงตัวเองกับพื้นที่ธรรมชาติที่เคยผูกพัน เพื่อเป็นการเปิดใจการเรียนรู้ให้กว้างกว่าการเข้าใจกฎหมายแต่ให้มิติความสัมพันธ์ของตัวเองกับธรรมชาติคือสิ่งที่จะพาเราไปสู่การคิดเรื่องกฎหมายเพื่อธรรมชาติและชุมชนอย่างแท้จริง
รับช่วงต่อโดยณัฐนนท์ นาคคง TCJA ที่พาให้เราเข้าใจมุมมองที่แตกต่างแต่ละช่วงสมัยในการนิยามคำว่า “ธรรมชาติ” “ทรัพยากร” และ “สิ่งแวดล้อม” เพราะความหมายของคำเหล่านี้ไม่เคยมีหนึ่งเดียวไม่เคยอยู่นิ่งและมีความแตกต่างหลากหลายและย้อนแย้งไปแต่ละยุคสมัยและแต่ละสังคม เพื่อทำให้นักกฎหมายกลับมาตั้งคำถามว่าวิธีคิดเรื่องสิ่งแวดล้อมที่นำไปสู่การออกแบบกฎหมายนั้นตั้งอยู่บนฐานคิดหรือกระบวนทัศน์อย่างไร และมองข้ามหรือลบเลือนกระบวนทัศน์แบบอื่นหรือไม่
แล้วจึงมาสู่ช่วงของวงศธร แก้ววิลัย TCJA ที่ทำบัตรคำประวัติศาสตร์การเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อมของโลก ทั้งกฎหมายนโยบายสิ่งแวดล้อม แนวคิดที่สำคัญ สถานการณ์การขับเคลื่อนที่ส่งผลทางนโยบาย เริ่มจาก silent spring ของ ราเชล คาร์สัน 1962 ที่เข้าสู่ยุคมองปัญหาธรรมชาติเป็นเรื่องมลภาวะที่มนุษย์ต้องควบคุม ก้าวมาสู่ปฏิญญาริโอ ที่เกิดแนวคิดเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืนที่สิ่งแวดล้อมทรัพยากรเป็นเรื่องของการจัดการเชิงระบบ แล้วพัฒนามาสู่การเกิดขึ้นแนวคิดกลไกตลาดด้านสิ่งแวดล้อมทั้งเรื่องตลาดคาร์บอน มาจนถึง ESG จนเข้าสู่ยุคแนวคิดเรื่องความเป็นธรรมด้านนิเวศ ความเป็นธรรมสภาพภูมิอากาศ สิทธิมนุษยชนในสิ่งแวดล้อมที่ดี สิทธิชนพื้นเมืองสิทธิชุมชน สิทธิคนรุ่นต่อไป จนมาสู่การเกิดแนวคิดพื้นที่ของธรรมชาติ
ทั้งหมดนี้เป็นกระบวนทัศน์ที่เหลื่อมซ้อนเกิดขึ้นแต่ละช่วงสมัยไม่ได้ลบเลือนจากไปแต่มีช่วงของการครอบงำและการต่อต้านและการหาทางเลือกด้วยกระบวนทัศน์ใหม่ๆ
สลับกลับมาที่ณัฐนนท์ ที่ชวนให้เข้าใจวิกฤตธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของโลก 3 ด้าน คือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความหลากหลายทางชีวภาพ และมลภาวะสิ่งแวดล้อม มีทั้ง 3 ด้านเชื่อมโยงบรรจบกันจนเกิดภาวะวิกฤตรุนแรงกระทบต่อการอยู่รอดของมนุษยชาติและโลกทั้งหมด ทั้งหมดนี้เพื่อนำมาสู่การทบทวนสะท้อนคิดว่ากฎหมายนโยบายที่มีอยู่ณขณะนี้จะสามารถปกป้องโลกธรรมชาติและสังคมได้อย่างไร
กฤษฎาได้กลับมาเชื่อมโยงให้เห็นว่าหลักการสากลในกฎหมายระหว่างประเทศ แต่เมื่อรัฐไทยนำมาใช้กับเน้นเฉพาะหลักการที่เสริมอำนาจรัฐให้เข้มแข็งแต่ละโดยหลักการเรื่องสิทธิและความเป็นธรรม ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายป่าไม้ที่ละเลยหลักการสิทธิชุมชนจากทุกอนุสัญญา กฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมที่กำลังที่เปลี่ยนหลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย ผ่านเครื่องมือเรื่อง EIA ให้กลายเป็นเครื่องมือเชิงพิธีกรรมเพื่อรับรองโครงการที่ทำลายนิเวศน์ก่อมลพิษโดยผู้ก่อมลพิษไม่จำเป็นต้องจ่าย หรือร่างกฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ละเลยหลักการความเป็นธรรมด้านสภาพภูมิอากาศ หลักความรับผิดชอบที่แตกต่าง เลือกเฉพาะเรื่องระบบตลาดคาร์บอนอันทำให้กฎหมายลดโลกร้อนกลายเป็นกฎหมายส่งเสริมภาคทุนในธุรกิจตลาดคาร์บอนมากกว่าปกป้องสิทธิและความเป็นธรรมของประชาชนในสภาพภูมิอากาศ หรือกระทั่งหลักการเรื่องสิทธิชนพื้นเมืองและสิทธิชุมชนในข้อตกลงความหลากหลายทางชีวภาพ กลับกลายเป็นการควบคุมอำนาจเหนือพื้นที่ของรัฐไทยต่อทรัพยากรชีวภาพโดยละเมิดสิทธิชุมชนที่เป็นหัวใจสำคัญของหลักการ
ประวัติศาสตร์ปรัชญากฎหมายสิ่งแวดล้อมหลักการสำคัญที่ต่อสู้ในแต่ละยุคสมัยจนความก้าวหน้าของหลักการใหม่ ๆ จากการควบคุมมลพิษ สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน สู่เรื่องนโยบายสิ่งแวดล้อมบนฐานคิดกลไกตลาด และมาสู่เรื่องความเป็นธรรมด้านนิเวศ สิทธิชุมชน และสิทธิของธรรมชาติ ล้วนบ่งบอกว่าแนวคิดเรื่องธรรมชาติ ทรัพยากร และสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไปแล้ว จากที่เอามนุษย์หรือทุนนิยมเป็นศูนย์กลางกำลังเคลื่อนไปสู่การเอานิเวศน์เป็นศูนย์กลาง บยฐานสิทธิชุมชนและสิทธิประชาชนในสิ่งแวดล้อมที่ดี และสิทธิของธรรมชาติอย่างเชื่อมโยงกัน เพื่อให้สังคมเศรษฐกิจ การเมืองของโลก เชื่อมโยงเป็นส่วนหนึ่งกับธรรมชาติและเพื่อความยั่งยืนของธรรมชาติอันคือความยั่งยืนของสังคมด้วยเช่นกัน
สุดท้ายณัฐธิดา TCJA ได้ชวนให้อาจารย์นักกฎหมายพากันระดมความเห็นออกแบบทิศทางหลักสูตรกฎหมายสิ่งแวดล้อมเพื่อตอบโจทย์วิกฤตโลก ตอบโจทย์แนวคิดใหม่ๆ ของโลกในการกำหนดนโยบายสิ่งแวดล้อม บรรดาผู้เข้าร่วมประชุมต่างพากันออกความคิดเห็นจากรากหญ้าสู่ทิศทางใหญ่ๆของประเทศที่เชื่อมโยงกับกระบวนทัศน์ใหม่ของโลก
TCJA ขอขอบคุณอาจารย์ทุกท่านที่มาเรียนรู้ร่วมกัน และขอบคุณสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนฯ ที่สร้างพื้นที่การเรียนรู้ก้กระบวนทัศน์ที่กำหนดกฎหมายสิ่งแวดล้อมของโลกเปลี่ยนจากมนุษย์สู่ธรรมชาติเป็นศูนย์กลาง แล้ววิชาการกฎหมายไทยจะเปลี่ยนไหม
TCJA ร่วมกับกรรมการสิทธิ์ฯ จัดอบรมเชิงปฏิบัติการสิทธิในสิ่งแวดล้อมให้กับนักวิชาการด้านกฎหมายสิ่งแวดล้อม โดยมีนักวิชาการกฎหมายจากทุกประเทศมาร่วมไม่ต่ำกว่า 40 คน
เนื้อหาหลักๆของการอบรมเป็นเรื่องการเรียนรู้หลักสิทธิในสิ่งแวดล้อมและศึกษาบทเรียนจากกรณีศึกษาต่างๆจนนำมาสู่การออกแบบหลักสูตรกฎหมายสิ่งแวดล้อม
ช่วงที่ TCJA รับผิดชอบ คือประวัติศาสตร์กระบวนทัศน์กฎหมายสิ่งแวดล้อมของโลก ที่เชื่อมโยงกับสถานการณ์สิ่งแวดล้อมและการเคลื่อนไหวทางสังคมจนก่อให้เกิดแนวคิดและนำไปสู่ข้อตกลงสากลในแต่ละช่วงสมัย
ซึ่งการที่จะเข้าใจประวัติศาสตร์ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องความคิดความรู้แต่ยังต้องเชื่อมโยงกับตัวตน หัวใจและจิตวิญญาณของผู้คน ที่เราจะต้องเอาใจเราเข้าไปเชื่อมโยงกับเรื่องราวของพวกเขาและกลับมาเชื่อมโยงกับตัวเอง
ณัฐธิดา รัตนสวัสดิ์ ผอ.TCJA เริ่มต้นเรื่องด้วยการพาอาจารย์นักกฎหมายทำ grounding ด้วยการให้ทุกคนลองจินตนาการเชื่อมโยงตัวเองกับพื้นที่ธรรมชาติที่เคยผูกพัน เพื่อเป็นการเปิดใจการเรียนรู้ให้กว้างกว่าการเข้าใจกฎหมายแต่ให้มิติความสัมพันธ์ของตัวเองกับธรรมชาติคือสิ่งที่จะพาเราไปสู่การคิดเรื่องกฎหมายเพื่อธรรมชาติและชุมชนอย่างแท้จริง
รับช่วงต่อด้วยณัฐนนท์ นาคคง TCJA ที่พาให้เราเข้าใจมุมมองที่แตกต่างแต่ละช่วงสมัยในการนิยามคำว่า “ธรรมชาติ” “ทรัพยากร” และ “สิ่งแวดล้อม” เพราะความหมายของคำเหล่านี้ไม่เคยมีหนึ่งเดียวไม่เคยอยู่นิ่งและมีความแตกต่างหลากหลายและย้อนแย้งไปแต่ละยุคสมัยและแต่ละสังคม เพื่อทำให้นักกฎหมายกลับมาตั้งคำถามว่าวิธีคิดเรื่องสิ่งแวดล้อมที่นำไปสู่การออกแบบกฎหมายนั้นตั้งอยู่บนฐานคิดหรือกระบวนทัศน์อย่างไรและมองข้ามหรือลบเลือนกระบวนทัศน์แบบอื่นหรือไม่
แล้วจึงมาสู่ช่วงของวงศธร แก้ววิลัย TCJA ที่ทำบัตรคำประวัติศาสตร์การเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อมของโลก ทั้งกฎหมายนโยบายสิ่งแวดล้อม แนวคิดที่สำคัญ สถานการณ์การขับเคลื่อนที่ส่งผลทางนโยบาย เริ่มจาก silent spring ของ ราเชลคาร์สัน 1962 ที่เข้าสู่ยุคมองปัญหาธรรมชาติเป็นเรื่องมลภาวะที่มนุษย์ต้องควบคุม ก้าวมาสู่ปฏิญญาลีโอที่เกิดแนวคิดเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืนที่สิ่งแวดล้อมทรัพยากรเป็นเรื่องของการจัดการเชิงระบบ แล้วพี่วัฒน์มาสู่การเกิดขึ้นแนวคิดกลไกตลาดด้านสิ่งแวดล้อมทั้งเรื่องตลาดคาร์บอน มาจนถึง ESG จนเข้าสู่ยุคแนวคิดเรื่องความเป็นธรรมด้านนิเวศ ความเป็นธรรมสภาพภูมิอากาศ สิทธิมนุษยชนในสิ่งแวดล้อมที่ดี สิทธิชนพื้นเมืองสิทธิชุมชน สิทธิคนรุ่นต่อไป จนมาสู่การเกิดแนวคิดพื้นที่ของธรรมชาติ
ทั้งหมดนี้เป็นกระบวนทัศน์ที่เหลื่อมซ้อนเกิดขึ้นแต่ละช่วงสมัยไม่ได้ลบเลือนจากไปแต่มีช่วงของการครอบงำและการต่อต้านและการหาทางเลือกด้วยกระบวนทัศน์ใหม่ๆ
อาจารย์ผู้เข้าร่วมอบรมต่างเรียนรู้ในการเรียนประวัติศาสตร์และเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงแต่ละช่วงสมัยอย่างสนุกสนาน
สลับกลับมาที่ณัฐนนท์ ที่ชวนให้เข้าใจวิกฤตธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของโลก 3 ด้าน คือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความหลากหลายทางชีวภาพ และมลภาวะสิ่งแวดล้อม มีทั้ง 3 ด้านเชื่อมโยงบรรจบกันจนเกิดภาวะวิกฤตรุนแรงกระทบต่อการอยู่รอดของมนุษยชาติและโลกทั้งหมด ทั้งหมดนี้เพื่อนำมาสู่การทบทวนสะท้อนคิดว่ากฎหมายนโยบายที่มีอยู่ณขณะนี้จะสามารถปกป้องโลกธรรมชาติและสังคมได้อย่างไร
กฤษฎาได้กลับมาเชื่อมโยงให้เห็นว่าหลักการสากลในกฎหมายระหว่างประเทศ แต่เมื่อรัฐไทยนำมาใช้กับเน้นเฉพาะหลักการที่เสริมอำนาจรัฐให้เข้มแข็งแต่ละโดยหลักการเรื่องสิทธิและความเป็นธรรม ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายป่าไม้ที่ละเลยหลักการสิทธิชุมชนจากทุกอนุสัญญา กฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมที่กำลังที่เปลี่ยนหลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย ผ่านเครื่องมือเรื่อง EIA ให้กลายเป็นเครื่องมือเชิงพิธีกรรมเพื่อรับรองโครงการที่ทำลายนิเวศน์ก่อมลพิษโดยผู้ก่อมลพิษไม่จำเป็นต้องจ่าย หรือร่างกฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ละเลยหลักการความเป็นธรรมด้านสภาพภูมิอากาศ หลักความรับผิดชอบที่แตกต่าง เลือกเฉพาะเรื่องระบบตลาดคาร์บอนอันทำให้กฎหมายลดโลกร้อนกลายเป็นกฎหมายส่งเสริมภาคทุนในธุรกิจตลาดคาร์บอนมากกว่าปกป้องสิทธิและความเป็นธรรมของประชาชนในสภาพภูมิอากาศ หรือกระทั่งหลักการเรื่องสิทธิชนพื้นเมืองและสิทธิชุมชนในข้อตกลงความหลากหลายทางชีวภาพ กลับกลายเป็นการควบคุมอำนาจเหนือพื้นที่ของรัฐไทยต่อทรัพยากรชีวภาพโดยละเมิดสิทธิชุมชนที่เป็นหัวใจสำคัญของหลักการ
ประวัติศาสตร์ปรัชญากฎหมายสิ่งแวดล้อมหลักการสำคัญที่ต่อสู้ในแต่ละยุคสมัยจนความก้าวหน้าของหลักการใหม่ ๆ จากการควบคุมมลพิษ สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน สู่เรื่องนโยบายสิ่งแวดล้อมบนฐานคิดกลไกตลาด และมาสู่เรื่องความเป็นธรรมด้านนิเวศ สิทธิชุมชน และสิทธิของธรรมชาติ ล้วนบ่งบอกว่าแนวคิดเรื่องธรรมชาติ ทรัพยากร และสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไปแล้ว จากที่เอามนุษย์หรือทุนนิยมเป็นศูนย์กลางกำลังเคลื่อนไปสู่การเอานิเวศน์เป็นศูนย์กลาง บยฐานสิทธิชุมชนและสิทธิประชาชนในสิ่งแวดล้อมที่ดี และสิทธิของธรรมชาติอย่างเชื่อมโยงกัน เพื่อให้สังคมเศรษฐกิจ การเมืองของโลก เชื่อมโยงเป็นส่วนหนึ่งกับธรรมชาติและเพื่อความยั่งยืนของธรรมชาติอันคือความยั่งยืนของสังคมด้วยเช่นกัน
สุดท้าย TCJA ได้ชวนให้อาจารย์นักกฎหมายพากันระดมความเห็นออกแบบทิศทางหลักสูตรกฎหมายสิ่งแวดล้อมเพื่อตอบโจทย์วิกฤตโลก ตอบโจทย์แนวคิดใหม่ๆ ของโลกในการกำหนดนโยบายสิ่งแวดล้อม บรรดาผู้เข้าร่วมประชุมต่างพากันออกความคิดเห็นจากรากหญ้าสู่ทิศทางใหญ่ๆของประเทศที่เชื่อมโยงกับกระบวนทัศน์ใหม่ของโลก
TCJA ขอขอบคุณอาจารย์ทุกท่านที่มาเรียนรู้ร่วมกัน และขอบคุณสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนฯ ที่สร้างพื้นที่การเรียนรู้ก้าวใหม่ในด้านวงวิชาการกฎหมายสิ่งแวดล้อมในครั้งนี้าวใหม่ในด้านวงวิชาการกฎหมายสิ่งแวดล้อมในครั้งนี้

















