
วิถีชีวิตดั้งเดิมของอูรักลาโว้ยอาศัยเรือทำมาหากินเคลื่อนย้ายตามหมู่เกาะในทะเล พวกเขาจึงมีความผูกพันและสัมพันธ์กับทะเล การดำรงชีวิตของชาวเล พวกเขาพึ่งพาอาศัยธรรมชาติแห่งท้องทะเล
ท้องทะเลอันอุดมสมบูรณ์ มีหมู่เกาะเป็นหลักแหล่ง จุดสำคัญในการพักพิงจากดำเนินชีวิตแบบเคลื่อนย้าย ความเชื่อของชาวเล เชื่อว่าก่อนจะมีการทำประมงเพื่อดำเนินชีวิต จะมีพิธีกรรม ขอพรจากโต๊ะเล (สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประประจำทะเลแต่ละหมู่เกาะ) หมายความว่าชาวเลมีความเชื่อที่เคารพต่อทะเลว่าเป็นผู้ประทานปลา กุ้ง ประทานสิ่งมีชีวิตที่มนุษย์สามารถรับประทานได้ตามวัฏจักรสิ่งมีชีวิตมาเป็นอาหาร เก็บเกี่ยวจากสภาพแวดล้อมธรรมชาติในทะเลและริมฝั่งทะเล นอกจากการทำประมงชาวเลยังมีความพอใจในการหาอาหารเพื่อประทังชีพ หารายได้ให้ครอบครัวดำเนินชีวิตตามยุคสมัยในแต่ละวัน ไม่เบียดเบียนระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ

ปัจจุบันชาวอูรักลาโว้ยบางกลุ่มเริ่มตั้งถิ่นฐานถาวรบนฝั่งมากขึ้น เนื่องจากแหล่งพักพิงแบบเคลื่อนย้ายถูกยึดครองโดยกลุ่มชนอื่น ปรับตัวเข้าสู่วิถีเกษตรกรรมเพื่อยังชีพร่วมกับการออกเรือหาปลา
ชีวิตของชาวอูรักลาโว้ยไม่ได้แค่เดินตามเข็มนาฬิกา แต่ขยับไปตามฤดูกาลและฝูงปลา พวกเขามีวิถีที่เรียกว่า “บาฆัจ” คือการสร้างเพิงพักชั่วคราวริมหาด แล้วออกเรือรอนแรมไปตามหมู่เกาะอย่างพีพีหรือลันตา เพื่อทำมาหากิน การเดินทางของพวกเขาไม่ใช่การเร่ร่อน แต่เต็มไปด้วยความรู้ภูมิปัญญาสืบทอดกันมา พวกเขาอ่านทิศทางลม รู้จักการฟังคลื่น โต้ลม ทั้งกลางวันและกลางคืน หรือการที่รู้ว่าสัตว์ชนิดไหน อยู่ตรงพื้นที่ไหน ในเวลาไหน เพื่อออกทำ บาฆัคได้อย่างเหมะสม และที่สำคัญพวกเขามีกฎร่วมกันในการจับปลาคือ “เอาตัวใหญ่ ปล่อยตัวเล็ก” และถ้าที่ไหนทรัพยากรเริ่มน้อยลง พวกเขาก็จะเก็บของย้ายถิ่น ปล่อยให้ทะเลได้ฟื้นตัว


โลกหมุนเร็วขึ้น วิถีชีวิตที่เรียบง่ายนี้ก็เริ่มสะดุด นโยบายการจัดการพื้นที่ของรัฐที่ขีดเส้นแบ่งเขตแดนที่ดิน เขตอนุรักษ์ทางทะเล และการที่ธุรกิจท่องเที่ยวเข้ายึดครองที่ชายหาดและทะเล ทำให้พวกเขาเข้าไปทำบาฆัจในบางเกาะที่เคยไปไม่ได้อีก วิถีชีวิตบางส่วนจึงถูกตัดขาดและเริ่มหายไป แม้แต่ภูมิปัญญาการดูดาวนำทาง ก็ถูกตั้งคำถามว่า “จะดูดาวไปทำไม ทำไมไม่ใช้ GPS?” แถมแสงไฟจากความเจริญยังสว่างจนบดบังแสงดาวบนฟ้า ไหนจะเรื่องพื้นที่ทับซ้อน หรือข้อกำหนดในเกาะต่าง ๆ ที่เริ่มเข้ามาบีบพื้นที่ทำกินดั้งเดิมของพวกเขาให้แคบลงเรื่อย ๆ และการเข้าไปทำวิถีดั่งเดิมต่าง ๆ ก็เกิดความไม่สบายใจ
“ทะเลไม่ใช่แค่ที่หาปลา” พี่นารี วงศาชล ผู้นำชุมชนอูรักลาโว้ย ผู้พาเราไปสำรวจวิถีชีวิตของชาวอูรักลาโว้ยได้บอกว่า พวกเรามีความเชื่อว่า “เรามาอาศัยเขาอยู่ ต้องเคารพเขา” ทะเลจึงเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่มี “โต๊ะเล” คอยดูแล พวกเขาเชื่อว่าการจะได้ปลามากหรือน้อย ล้วนมาจากการดลบันดาลของโต๊ะเล ถ้าได้ปลาเยอะก็จะแก้บนด้วยแกงไก่ หรือบางทีก็ไหว้บอกกล่าวกันเงียบ ๆ ริมน้ำและบนเรือด้วยหมาก พลู และใบจาก


นอกจากนี้ยังมี พิธีลอยเรือ ซึ่งเป็นศูนย์รวมใจของชุมชน แบ่งเป็น 2 ช่วงสำคัญ:
- อารีปาจั๊ก (ช่วงขึ้นเดือน 6): พิธีปัดเป่าโรคร้ายและภัยพิบัติ ซึ่งแต่ก่อนบรรยากาศจะค่อนข้างโศกเศร้า
- ตุละบาลา (ช่วงแรม 3 ค่ำ เดือน 6): พิธีสะเดาะเคราะห์ เพื่อลอยความทุกข์โศกทิ้งไปกับทะเล
เกาะจำสะท้อนภาพของสังคมพหุวัฒนธรรมที่อยู่ร่วมกันมาอย่างน้อย 2 ชั่วอายุคน มีการติดต่อค้าขายและหลอมรวมผู้คนหลายกลุ่ม ทั้งชาวไทยมุสลิม ไทยพุทธ คนจีนพลัดถิ่น และชาวอูรักลาโว้ย อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความกลมเกลียวนี้ มีร่องรอยของทางวัฒนธรรมที่กำลังเลือนลาง โดยเฉพาะ “ภาษา” เด็ก ๆ บนเกาะจำเริ่มพูดภาษาอูรักลาโว้ยไม่ได้ และไม่กล้าพูดเมื่ออยู่ในระบบการศึกษา รวมถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นบางอย่างที่กำลังเลือนหายไปพร้อมกับกาลเวลา
ประสบการณ์ครั้งแรกของการลงพื้นที่ครั้งนี้ ได้เปิดหน้าต่างให้เห็นถึงความสำคัญของ “ภูมิปัญญาแห่งภาคพื้นสมุทร” ที่ดำรงอยู่อย่างกลมเกลียวและเคารพในธรรมชาติ เป็นโจทย์สำคัญของสังคมว่าจะทำอย่างไรให้รอยต่อระหว่างยุคสมัย และภูมิปัญญาธรรมชาตินี้ดำเนินต่อไปได้ในวันที่โลกที่สิ่งแวดล้อมและธรรมชาติลดน้อยถอยหายไปทุกวัน

ภารกิจต่อไปของ TCJA คือการเข้าไปเรียนรู้โลกทัศน์ภูมิปัญญาของชุมชนที่มีต่อธรรมชาติ ศึกษาความสัมพันธ์ที่พวกเขามีต่อธรรมชาติอย่างลึกซึ้งว่า ธรรมชาติในโลกทัศน์ของชาวอูรักลาโวยมีสิทธิอันหมายถึงความสัมพันธ์ทั้งในการเคารพการดำรงอยู่และวิถีแห่งธรรมชาติอย่างไร เพราะนี่คือ มรดกทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาคุณค่าจากบรรพชนอูรักลาโวยที่โลกต้องการ ในยามวิกฤตโลกรวนที่ความสัมพันธ์ของมนุษย์กับธรรมชาติแตกร้าวอย่างรุนแรงในยุคมนุษย์สมัย
