THAI CLIMATE JUSTICE for All

เกษตรอินทรีย์ปราจีนฯ ศึกษาพืชโปรตีนท้องถิ่นลดโลกร้อน ต้านการขยาย EEC

เครือข่ายเกษตรอินทรีย์ จังหวัดปราจีนบุรี ร่วมกับ TCJA ชูเกษตรอินทรีย์ลดโลกร้อน ด้วยพืชโปรตีนท้องถิ่น เตรียมพัฒนาพื้นที่ต้นแบบและขยายเป็นนโยบายจังหวัด และใช้เป็นยุทธศาสตร์คัดค้านการขยาย EEC ที่จะกระทบความมั่นคงอาหารและฐานเกษตรลดโลกร้อน

จากการขับเคลื่อนโครงการปราจีน Sandbox หรือ “ปราจีนร่วมสร้าง” โดยความร่วมมือระหว่าง ภาคประชาสังคม วิชาการ สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และหน่วยงานรัฐในจังหวัดเมื่อปีที่ผ่านมา หนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญคือ การปกป้องนิเวศและสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มเกษตรอินทรีย์ เพื่อให้ปราจีนบุรีเป็นเมืองเกษตรและสมุนไพรที่ยั่งยืน

Thai Climate Justice for All (TCJA) สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา จึงได้ต่อยอด “ปราจีนร่วมสร้าง” ด้วยโครงการ “เปลี่ยนผ่านระบบอาหารสู่โปรตีนพืชท้องถิ่นเพื่อลดโลกร้อน” โดยร่วมกับสหกรณ์เกษตรอินทรีย์ จังหวัดปราจีนบุรี มีเป้าหมายที่จะสร้างความเข้มแข็งวิถีเกษตรอินทรีย์โดยใช้เรื่องพืชโปรตีนท้องถิ่นเป็นหัวใจสำคัญ เนื่องจากทิศทางความมั่นคงอาหารอาหารโลกไม่เพียงแต่คำนึงถึงความปลอดภัย คุณค่าโภชนาการ และเกื้อกูลระบบนิเวศ ยังมุ่งสู่ระบบเกษตรและอาหารคาร์บอนต่ำ ขณะที่ระบบอุตสากกรรมอาหารบนฐานโปรตีนจากสัตว์ (วัว หมู ไก่ ฯลฯ) ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง ใช้ทรัพยากรมาก สร้างปัญหาฝุ่น จึงเป็นโอกาสสำคัญที่เกษตรอินทรีย์ที่เกื้อกูลนิเวศ ปล่อยคาร์บอนต่ำ จะสร้างความโดดเด่นยิ่งขึ้น

ดังนั้นเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายนปีที่ผ่านมา TCJA จึงจัดประชุมเชิงปฏิบัติการกับเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ ปราจีนบุรี นำโดยระตะนะ ศรีวรกุล ประธานสหกรณ์เกษตรอินทรีย์ฯ มีแกนนำเกษตรกรอินทรีย์จากทั่วจังหวัดเข้าร่วมไม่ต่ำกว่า 50 คน เพื่อวิเคราะห์ความสำคัญของพืชโปรตีนท้องถิ่นสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มเกษตรอินทรีย์ โดยมีระดมข้อมูลเบื้องต้นว่า ในธรรมชาติและในแปลงเกษตรมีพืชโปรตีนท้องถิ่นอะไรบ้าง ชุมชนเองได้บริโภคโปรตีนจากพืชมากน้อยแค่ไหน ผ่านเมนูอาหารท้องถิ่นอะไร พืชโปรตีนเหล่านั้นมีส่วนสำคัญต่อเศรษฐกิจของชุมชนอย่างไร และคุณภาพดินของเกษตรอินทรีย์เอื้อต่อการลดก๊าซเรือนกระจกมากน้อยเพียงใด ผลจากการระดมข้อมูลเบื้องต้นพบว่า พืชโปรตีนท้องถิ่นมีบทบาทในชุมชนทั้งการผลิตและบริโภคมาก และมีศักยภาพจะขยายผล แต่ต้องสร้างความเข้าใจกับเกษตรกรว่าแนวทางพืชโปรตีนท้องถิ่นจะไปเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมให้ชุมชนอย่างไร

ที่ประชุมจึงเลือกพื้นที่ศึกษาต้นแบบ 5 พื้นที่ในอำเภอกบินทร์บุรีและนนทรี ได้แก่ ชุมชนท่าช้างเน้นสมุนไพร ชุมชนเขาไม้แก้วมีพืชผักท้องถิ่นมาก ชุมชนบุพราหมณ์ ชุมชนนนทรี และชุมชนวังดาล โดยจะเริ่มเก็บข้อมูลไปจนถึงกลางปี 2569

เป้าหมายเพื่อเรียนรู้และสร้างพื้นที่ต้นแบบเกษตรอินทรีย์ฐานพืชโปรตีนท้องถิ่นที่ตอบโจทย์ทั้งด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ การลดโลกร้อน หากสำเร็จจะประสานภาคี เช่น สภาเกษตรกรจังหวัดปราจีนบุรีผลักดันให้เป็นนโยบายจังหวัดตามวิสัยทัศน์ตามแนวทาง “ปราจีนร่วมสร้าง” ให้เป็นเมืองเกษตรอินทรีย์ โดยเครือข่ายเกษตรอินทรีย์หวังว่าวิถีเกษตรอินทรีย์ฐานพืชโปรตีนท้องถิ่นจะเป็นพลังสำคัญในการดึงพลังความร่วมมือของสังคมร่วมหยุดการขยายตัวของเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่ชุมชนกังวลจะสร้างผลกระทบต่อระบบนิเวศ ความมั่นคงอาหาร สุขภาพ เศรษฐกิจชุมชนอย่างรุนแรง

Scroll to Top