THAI CLIMATE JUSTICE for All

เสียงใต้ท้องทะเลค่อย ๆเลื่อนจางหาย….ผ่านการฟังเสียงสิ่งมีชีวิตของดูหลำ ศาสตร์การฟังเสียงปลา

โดย ไครียะห์ ระหมันยะ

ภูมิปัญญาริมชายฝั่งทะเล อ่าวไทย หมู่บ้านสวนกง ตำบลนาทับ อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา

ภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นสิ่งที่สำคัญในการใช้ชีวิตรอดในการดำเนินชีวิต ความเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ทรัพยากร จึงก่อให้เกิดภูมิปัญญา สืบเนื่องกันมาจนกลายเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น “ดูหลำ” (คนฟังเสียงปลา) เป็นหนึ่งในภูมิปัญญาที่ชาวประมงอาศัยอยู่กับทะเลเพื่อการประกอบอาชีพประมงพื้นบ้าน ณ หมู่บ้านสวนกง ตำบลนาทับ อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา

ระหว่างบทสนทนากับนายรุ่งเรือง ระหมันยะ หรือบังนี ชาวประมงผู้เชี่ยวชาญภูมิปัญญาศาสตร์ “ดูหลำ” หรือ คนฟังเสียงปลา การดำน้ำฟังเสียงปลา เป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์และไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีการฟังเสียงปลาใต้น้ำ แม้กระทั่งว่าเสียงร้องของปลานั้นเป็นแบบไหน ซึ่งไม่ธรรมดาเลย

บังนีเล่าให้ฟังถึงชีวิตที่อาศัยอยู่กับการทำอาชีพประมงในทะเลตั้งแต่เด็ก ๆก่อนฝึกฝนจนชำนาญในศาสตร์วิชาดูหลำ (คนฟังเสียงปลา) ว่า…  “สภาพความอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเล ในสมัยก่อนเราใช้อวนแค่ สองผืน  ไม่ว่าจะเอาอวนไปวางตรงไหนของท้องทะเล เราจะได้ปลากลับมาทุกครั้ง ทรัพยากร กุ้ง หอย ปู ปลาอยู่เต็มท้องทะเลเลย ง่ายดายต่อการทำอาชีพประมงมาในสมัยก่อนมาก  ในเวลาต่อมามีเครื่องมือประมงใหม่ ๆ เข้ามา ชาวประมงเพลลิดเพลินกับการจับปลา จนทรัพยากรใต้ท้องทะเลค่อย ๆ หายไป แบบชาวประมงเองก็ไม่รู้ตัว มารู้อีกทีก็ตอนทำมาหากินยากแล้ว ” บังนีได้กล่าวอีกว่า “สมัยนี้เนี่ย เราจะไปจับปลาแบบสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้ ต้องมีเครื่องมือเฉพาะกับชนิดปลาที่จะจับ และต้องมีภูมิปัญญา ต้องจำให้ได้ว่าปลาแต่ละชนิดอยู่ตรงไหน สังเกตว่าปลาชนิดนี้เนี่ยมันอยู่บริเวณนั้นซึ่งเราเรียกว่าดอนปูดอนปลา ดอนปู ดอนปลา คือตำแหน่งบ้านของปลา ปู โดยจะมีตำแหน่งในทะเล ที่ชาวประมงจะต้องจำให้ได้โดยอาศัยภูมิปัญญาที่ถูกสอนมารุ่นสู่รุ่น ในการปรับตัวการทำอาชีพของชาวประมง ”

จากประสบการณ์ตั้งแต่การฝึกฝนเพื่อประสบความสำเร็จในวิชาศาสตร์ดูหลำ(คนฟังเสียงปลา) ทำให้บังนีมีความเข้าใจและสังเกตการเปลี่ยนแปลงของทะเลได้อย่างลึกซึ่งผ่านการฟังเสียงของปลา ผู้สำเร็จวิชาดูหลำ(การฟังเสียงปลา) สามารถฟังเสียงปลาใต้น้ำ โดยสามารถระบุ ตำแหน่งของฝูงปลา จำนวนปลาแต่ละฝูง ทิศทางของฝูงปลา เมื่อดูหลำ ดำน้ำลงไปฟังเสียงจะรู้ทันทีว่าตำแหน่งของปลา มีระยะ หรืออยู่ทิศทางการว่ายของปลา กล่าวคือ ถ้าหากดูหลำดำน้ำลงไปเพื่อฟังเสียงปลา ถ้าฝูงปลาอยู่ใต้เรือนร่างกายผู้ฟังเสียงปลา(ดูหลำ) ก็จะสามารถรับรู้ได้ทันทีถึงตำแหน่งของปลาว่าอยู่ตำแหน่ง หรือระยะห่างออกไปจากดูหลำเท่าไร ซึ่งเป็นความอัศจรรย์ที่คนธรรมดาจะทำได้ 

บังนีเล่าการดำน้ำลงไปฟังเสียงอย่างภาคภูมิใจ “เวลาออกทะเล จะดูน้ำก่อน ยืนบนหัวเรือแล้วก็ดูน้ำ ถ้าน้ำขุ่น ๆ ก็จะลงตรงนั้นแหละ ตามหลักการแล้วเนี่ย น้ำขุ่นโอกาสที่จะมีเยอะกว่า แล้วก็ลงบางทีก็ไม่มี ลงดำน้ำไปแค่ 50 เซนเอง เอาหัวพอจุ่ม เพราะว่าถ้าลึกเกินไปมันจะกด จะทำให้หูไม่ได้ยิน

ดำน้ำลงไปประมาณ 1 นาที แล้วก็ดำแล้วผุด ผุดแล้วก็ดำลงไปใหม่ เพื่อจะให้แน่ใจว่า ก็คือเราจะทำอย่างนี้ก่อน ดำทั้ง 4 ทิศเลย ตอนแรกจะลงดำทิศตะวันตก ทิศตะวันออก ทิศเหนือ ทิศใต้ ถ้าเรารู้สึกนะ ในความรู้สึกของเรา ความรู้สึกกันก่อนว่า รู้สึกว่าจะได้ยินทางทิศตะวันตก เราก็มาซ้ำอีก ซ้ำว่า จนแน่ใจว่าปลาอยู่ทางทิศตะวันตก แต่ว่าไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหนนะ แต่ว่าเราได้ยินเสียงอยู่ทางนั้นแหละ เราก็ตามไปอีก 

ก็คือปลาที่ร้อง ส่วนใหญ่แล้วเนี่ยมันจะมีถุงลมอยู่ข้างใน มันจะเป็นปลาเขาเรียกตระกูลปลาจวด ตระกูลปลาจวดที่ร้อง เมื่อเราได้ยินเราก็วิ่งเรือตามไป เพราะว่าถ้าเราได้ยินเสียงมัน เหมือนกับดังค่อยกับดังแรงพอได้ยินเสียงก็ขี่เรือตามไป แล้วทีนี้เมื่อดำแล้วรู้สึกว่ามัน 100% แล้วแหละ เราก็เอาแกลลอน หรือว่าเชือก หรือว่าอะไรก็ได้ อุปกรณ์ที่พยุงร่างเราได้ว่ายตามไป

ดูหลำจะได้ยินจากความเคลื่อนไหวของตัวปลา แต่ดูหลำต้องเคลื่อนไหวพร้อม ๆ กัน เหมือนกับปลาเป็นฝูง ปลา 100 กิโลเนี่ย สันชาตญาณของปลาเวลาขยับมักจะขยับพร้อมกัน เวลาปลาเลี้ยวว่ายก็จะเลี้ยวว่ายพร้อม ๆกัน แล้วเวลาปลาเลี้ยวเนี่ยเหมือนกับว่าหางของมันหรือว่าตัวของมันเนี่ยไปเสียดสีกับน้ำ ทำให้เกิดเสียง แต่เราต้องแยกอีกนะเพราะว่าเสียงใต้ท้องทะเลมันเยอะมาก เช่น เสียงเพรียง เสียงปลา เสียงปลาหน้าดิน เสียงปลาที่ขวางดินอยู่ก็ดัง อย่างปลาไอ้ข้องเนี่ย ไอ้ข้องมันก็ดัง”

เมื่อยุคสมัยเปลี่ยน ฤดูกาลแปรปรวนตามสภาพอากาศของโลก แนวปะการังฟอกขาว น้ำทะเลร้อนขึ้นของทุก ๆปี เกิดการเปลี่ยนผ่านของทรัพยากรทะเลน้อยลง สมดุลของระบบนิเวศใต้ท้องทะเลถึงเกิดกลไกลป้องกันตัวเองตามธรรมชาติ ทำให้ทรัพยากรบางอย่างที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศใต้ท้องทะเลหายไป เช่น ปะการังฟอกขาว ไม่สามารถฟื้นฟูได้อย่างรวดเร็ว ตามคลื่นความร้อนของโลกที่เพิ่มขึ้นทุกปี ชาวประมงจึงจำเป็นต้องเรียนรู้วิธีการปรับตัว อาศัยการสืบทอดแบบรุ่นต่อรุ่น แล้วก็ปรับตัวตามภูมิปัญญาที่แปรผันตามยุคสมัย ภาระจากการปรับกับความร้อนที่เพิ่มขึ้นแต่ละปี สถานการณ์เศรษฐกิจโลก น้ำมันราคาสูงขึ้นเรื่อย ๆต้นทุนการทำประมงสูงขึ้นตามสถานการณ์โลก ทางเลือกในการปรับตัวน้อย กลายเป็นภาระที่เพิ่มขึ้นของชาวประมงชายฝั่ง 

เรื่องราวสำคัญของการเขียนบทความเรื่องนี้ก็คือ ดูหลำเล่าให้ฟังถึงสถานการณ์ใต้ท้องทะเลว่าปัจจุบันเสียงใต้ท้องทะเลค่อย ๆ เลื่อนหายไป ดูหลำได้ยินเสียงปลาน้อยลง เสียงสิ่งมีชีวิตใต้ท้องทะเลหายไปอย่างเหลือเชื่อ ผู้เป็นดูหลำหรือคนฟังเสียงปลา จะรับรู้ถึงการมีชีวิตของสิ่งมีชีวิตใต้ท้องทะเลได้รวดเร็วกว่าชาวประมงที่ใช้เครื่องมือบนผิวน้ำอย่างเดียว เป็นเรื่องราวที่ทำให้ชาวประมงทุกคนมาพูดคุยกันถึงการดูแลและอนุรักษ์ทะเลของทุก ๆปี ถึงแม้จะต้องต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และน้ำทะเลที่ร้อนขึ้นจากการสัมผัสของชาวประมง แต่ชาวประมงยังคงเชื่อมั่นในภูมิปัญญาการดูแลทะเลที่ถูกส่งมารุ่นสู่รุ่นว่า ทะเลจะกลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง สิ่งนี้สามารถเรียกได้ว่า ชุมมชนริมชายฝั่งเป็นส่วนหนึ่งในการรักษาสมดุลระบบนิเวศใต้ท้องทะเลเพื่อให้มีความหลากหลายทางชีวภาพใต้ท้องทะเล

อีกอย่างที่สำคัญในการดูแลและฟื้นฟูระบบนิเวศใต้ท้องทะเลในการอาศัยภูมิปัญญาการสร้างบ้านปลา ทุกยุคทุกสมัย ชาวประมงริมชายฝั่งที่นี่มีความคิด ความเชื่อในการเข้าใจสิ่งมีชีวิตใต้ท้องทะเล มีการสั่งสมแนวคิดถึงการตระหนักการใช้ประโยชน์จากทะเลอย่างรู้คุณค่า และการเข้าใจระบบนิเวศใต้ท้องทะเลอย่างลึกซึ้งของชาวประมงทุกรุ่นจนถึงปัจจุบัน การเชื่อในผู้ทรงสร้างและผู้ทรงประทานริสกี(ผลบุญ)

บังนีเล่าให้ฟังว่า “ชาวประมงเชื่อว่าวันนี้เนี่ยเราตื่นขึ้นมา อัลเลาะห์(พระเจ้า) กำหนดริสกี(ผลบุญประจำวัน) ไว้แล้ว มีวิถีชีวิตอิสลามในการอาศัยอยู่กับฐานทรัพยากร โดยยึดหลักคำสอนท่านนบีพูด(ศาสดา) ไว้ว่า..  “ปลาตัวนึงเราจับในขณะมันเล็กอยู่เนี่ย เราใช้ประโยชน์ได้แค่นิดเดียว แต่ถ้ามันโตขึ้นเนี่ย เราสามารถใช้ประโยชน์ได้อีกเยอะ หรือว่าปลาตัวนั้นเนี่ยอาจจะไปไข่ ไปแพร่พันธุ์ให้มันขยายออกไปอีกเนี่ย มันก็จะเป็นการเพิ่มทรัพยากรให้กับมนุษย์โลกอีก ซึ่งตรงนี้แต่เราไปตัดตอนมันเนี่ย แล้วก็มันอาจจะเป็นคำพูดของคนเอาแต่ได้ว่า เอาไปทำนู่นทำนี่ เพื่อเลี้ยงชาวโลกเนี่ย”


Scroll to Top