
30 เมษายน 2569 Thai Climate Justice for All ร่วมกับเครือข่ายภาคประชาชนด้านอากาศสะอาด ซึ่งรวมตัวจากกว่า 100 หน่วยงาน และมีผู้ร่วมลงชื่อสนับสนุนหลักแสนราย ยื่นหนังสือต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง 4 ฝ่าย ได้แก่
1. น.ส. พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษามาตรการแก้ไขปัญหาไฟป่าและฝุ่น PM2.5 พร้อมด้วยคณะกรรมาธิการ
2. นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะตัวแทนพรรคร่วมฝ่ายค้าน
3. ตัวแทน สส.ฝ่ายรัฐบาล คุณวงรวงศ์ วรปัญญา
4.ตัวแทนประธานวุฒิสภา
ทั้งหมดเป็นฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการนำพรบ.ฉบับนี้กลับคืนสู่การพิจารณาในสภา และช่วยประกันสิทธิอากาศสะอาด ผ่านกลไกในพรบ.ฉบับนี้
ภาคประชาชนฯ ชี้ สถานการณ์ค่าฝุ่นพิษ PM 2.5 เพิ่มขึ้นอย่างมากจนติดอันดับโลก ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมาในหลายจังหวัดภาคเหนือ เช่น เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน น่าน ค่าฝุ่นพิษ PM ๒.๕ เพิ่มขึ้นอย่างมากจนติดอันดับโลก นอกจากพื้นที่บริเวณดังกล่าวแล้ว หลายจังหวัดในภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือก็เผชิญกับปัญหาฝุ่นพิษไม่แตกต่างกัน
เนื้อหาสำคัญในหนังสื่อที่ยื่นทุกฉบับกล่าวถึง “อากาศสะอาดยังมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาคุณภาพพลเมืองของประเทศ
เพราะเมื่อประชาชนไม่เจ็บป่วย โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนซึ่งเป็นกำลังสำคัญของชาติในอนาคต ก็จะสามารถเรียนรู้ พัฒนา และเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ นำไปสู่การพัฒนาตนให้มีชีวิตที่ดีและมีส่วนสร้างสรรค์สังคมให้ดียิ่งขึ้น
อีกทั้งยังช่วยเพิ่มความสามารถของประเทศไทยในการพัฒนาอย่างยั่งยืนและเป็นธรรม ส่งเสริมคนไทยและดึงดูดชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูงให้เข้ามาทำงาน ใช้ชีวิต และสร้างคุณค่าให้แก่สังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อมไทยมากขึ้น
ด้วยเหตุนี้ กฎหมายอากาศสะอาดจึงไม่ใช่เพียงกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมหรือสุขภาพเท่านั้น แต่เป็นกฎหมายสำคัญต่ออนาคตการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สุขภาพ และคุณภาพชีวิตของคนไทยทั้งประเทศ”
สาระสำคัญของพระราชบัญญัติอากาศสะอาด
– มีการรับรองสิทธิที่จะหายใจในอากาศสะอาด และสิทธิเชิงกระบวนการต่าง ๆ
– มีการกำหนดกลไกบริหารจัดการอากาศสะอาดทั้งในระดับนโยบาย ระดับขับเคลื่อนนโยบาย และระดับปฏิบัติการในพื้นที่
– มีการกำหนดให้มีระบบบริหารจัดการอากาศสะอาด เช่น มาตรฐานคุณภาพอากาศ ระบบเฝ้าระวังและฐานข้อมูลคุณภาพอากาศ แผนปฏิบัติด้านอากาศสะอาด เป็นต้น
– การกำหนดแนวทางหรือมาตรการจัดการคุณภาพอากาศในเขตพื้นที่เสี่ยงหรือพื้นที่ประสบมลพิษ
– การจัดการมลพิษทางอากาศข้ามพรมแดน
– การนำเครื่องมือหรือมาตรการทางเศรษฐศาสตร์มาใช้
– รวมถึงการกำหนดบทลงโทษและความรับผิดชอบต่อความเสียหายและผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการก่อมลพิษทางอากาศ
ภาคประชาชนผลักดันประเด็นอากาศสะอาดมาอย่างต่อเนื่องเป็น 10 ปี และยังเดินหน้าต่อไปจนกว่า พ.ร.บ.จะถูกบังคับใช้ได้จริงและมีหลักการที่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง
สถานการณ์ปัจจุบันในตอนนี้ เป็นระยะเวลาแห่งการพิจารณากฎหมายฉบับค้างสภาที่เดินหน้ามาไกลแล้ว แต่ถูกชะงักเพราะเปลี่ยนรัฐบาล เกิดความกังวลต่อทิศทางของกฎหมาย โดยเฉพาะท่าทีของรัฐบาล
TCJA ร่วมกับภาคประชาชนเรียกร้องให้สภาฯ พิจารณาร่างกฎหมายที่มีเนื้อหาสามารถแก้ปัญหาได้จริง ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุซ้ำซาก หรือเป็น “ฉบับฟอกเขียว”