THAI CLIMATE JUSTICE for All

ศาลโลกวินิจฉัยอะไรเรื่องโลกร้อน และหลัง UN รับรองล่าสุด เรื่องนี้หมายความว่าอะไร


สรุปสาระสำคัญของความเห็นเชิงที่ปรึกษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ว่าด้วยภาระหน้าที่ของรัฐต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งล่าสุดได้รับการรับรองจากสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ด้วยคะแนนเสียง 141 ประเทศ รวมถึงประเทศไทย


สาระสำคัญของ ICJ ชี้ว่า

1) การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่เพียงเรื่องนโยบายหรือความสมัครใจทางการเมือง แต่เป็นหน้าที่ตามกฎหมายระหว่างประเทศ
2) รัฐมีหน้าที่ปกป้องระบบภูมิอากาศ ป้องกันความเสียหายข้ามพรมแดน กำกับกิจกรรมของรัฐและภาคเอกชน และดำเนินมาตรการอย่างจริงจังตามศักยภาพของตน
3) การละเมิดพันธกรณีดังกล่าวอาจนำไปสู่ความรับผิดทางกฎหมายระหว่างประเทศ
4) เชื่อมโยงวิกฤตภูมิอากาศเข้ากับสิทธิมนุษยชน ประเทศเปราะบาง และคนรุ่นอนาคต
.
สรุปที่มา สถานะปัจจุบัน สาระสำคัญของคำวินิจฉัย ตลอดจนความเป็นไปได้ว่าพัฒนาการล่าสุดนี้อาจส่งผลต่อกฎหมายและนโยบายของประเทศไทยอย่างไร

.
เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2026 สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ลงมติด้วยคะแนนเสียงเห็นชอบ 141 ประเทศ รวมประเทศไทย คัดค้าน 8 ประเทศ และงดออกเสียง 28 ประเทศ เพื่อรับรองและสนับสนุนความเห็นเชิงที่ปรึกษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ว่าด้วยภาระหน้าที่ของรัฐต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
.
สาระสำคัญของการลงมติครั้งนี้ไม่ใช่เพียงจำนวนคะแนนเสียง แต่คือการที่ UN รับรองหลักการสำคัญว่า การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่เพียงเรื่องนโยบายหรือความสมัครใจทางการเมือง แต่เกี่ยวข้องกับ “หน้าที่ตามกฎหมายระหว่างประเทศ” ของรัฐ
.
อย่างไรก็ตาม ต้องแยกให้ชัดระหว่าง “ความเห็นเชิงที่ปรึกษา” ของ ICJ กับ “มติรับรอง” ของ UN
คำวินิจฉัยของ ICJ ไม่ใช่คำพิพากษาที่ตัดสินว่าประเทศใดกระทำผิด และไม่ได้สั่งให้ประเทศใดจ่ายค่าชดเชยโดยตรง แต่เป็นการตีความหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ขณะที่มติของ UN ไม่ได้เปลี่ยนคำวินิจฉัยให้กลายเป็นกฎหมายโลก หากแต่เพิ่มน้ำหนักทางกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศต่อหลักการที่ศาลวางไว้
.
จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้มาจากประเทศหมู่เกาะขนาดเล็กในมหาสมุทรแปซิฟิก โดยเฉพาะประเทศวานูอาตู ซึ่งกำลังเผชิญผลกระทบรุนแรงจากระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น ภัยพิบัติ และความเสี่ยงต่อการดำรงอยู่ของประเทศ แม้ว่าจะเป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกในสัดส่วนต่ำมากก็ตาม ประเทศเหล่านี้ร่วมกับเครือข่ายเยาวชนและภาคประชาสังคมผลักดันให้ UN ส่งคำถามไปยัง ICJ เพื่อขอคำตอบทางกฎหมายต่อวิกฤตภูมิอากาศ
.
คำถามสำคัญที่ส่งถึงศาลมีสองข้อ คือ
1) รัฐมีหน้าที่อะไรในการปกป้องระบบภูมิอากาศ
2) หากรัฐละเลยหน้าที่ดังกล่าวจะเกิดผลทางกฎหมายอะไรตามมา

การปกป้องระบบภูมิอากาศเป็นหน้าที่ทางกฎหมายของรัฐ

ICJ ตอบอย่างชัดเจนว่า รัฐมีพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศในการปกป้องระบบภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์
.
ศาลชี้ว่าหน้าที่ดังกล่าวไม่ได้เกิดจากกฎหมายหรือข้อตกลงเพียงฉบับเดียว แต่เกิดจากหลายแหล่งร่วมกัน ทั้งอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พิธีสารเกียวโต Paris Agreement หลักกฎหมายจารีตระหว่างประเทศ และหลักสิทธิมนุษยชน
ICJ จึงมองว่าการปกป้องภูมิอากาศไม่ใช่ประเด็นเฉพาะทางสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่เป็นส่วนหนึ่งของกรอบกฎหมายระหว่างประเทศในภาพรวม

รัฐมีหน้าที่ป้องกันความเสียหายและกำกับกิจกรรมภายในเขตอำนาจของตน

ศาลยืนยันหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่มีมานานว่า รัฐมีหน้าที่ป้องกันไม่ให้กิจกรรมภายในเขตอำนาจหรือการควบคุมของตนสร้างความเสียหายอย่างมีนัยสำคัญต่อประเทศอื่นหรือสิ่งแวดล้อมโลก
.
สำหรับปัญหาสภาพภูมิอากาศ หลักการนี้มีความสำคัญมาก เพราะก๊าซเรือนกระจกไม่หยุดอยู่ที่พรมแดนประเทศ
ICJ ระบุว่ารัฐมีหน้าที่ใช้ความระมัดระวังอย่างเหมาะสม หรือ Due Diligence หมายถึงการใช้มาตรการทั้งหมดที่อยู่ในอำนาจของรัฐตามศักยภาพที่มี เพื่อป้องกัน ลดความเสี่ยง และลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น
.
หน้าที่ดังกล่าวไม่ได้จำกัดเฉพาะการกระทำของรัฐเอง แต่รวมถึงการกำกับดูแลกิจกรรมของภาคเอกชนที่อยู่ภายใต้เขตอำนาจของรัฐด้วย โดยศาลยกตัวอย่างกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น การผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิล การให้สัมปทานสำรวจเชื้อเพลิงฟอสซิล และการอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิล
.
สิ่งที่อาจผิดกฎหมายไม่ใช่การปล่อยก๊าซ แต่คือการละเมิดหน้าที่ของรัฐ

ICJ เน้นย้ำว่า การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในตัวมันเองไม่ได้เป็นสิ่งผิดกฎหมายโดยอัตโนมัติ
สิ่งที่อาจเข้าข่ายเป็น “การกระทำอันมิชอบตามกฎหมายระหว่างประเทศ” คือการที่รัฐละเมิดพันธกรณีที่ตนมีหน้าที่ต้องปฏิบัติในการคุ้มครองระบบภูมิอากาศ

หากมีการละเมิดเกิดขึ้น ผลทางกฎหมายอาจรวมถึงการยุติการกระทำดังกล่าว การรับประกันว่าจะไม่เกิดขึ้นอีก และในบางกรณีอาจรวมถึงการชดใช้หรือการเยียวยาความเสียหาย

อย่างไรก็ตาม ศาลไม่ได้ระบุว่าทุกรัฐที่ปล่อยก๊าซจะต้องรับผิดทันที เพราะการเรียกร้องความรับผิดจำเป็นต้องพิสูจน์ความเชื่อมโยงระหว่างการกระทำกับความเสียหายอย่างชัดเจนเพียงพอ แม้วิกฤตภูมิอากาศจะเกิดจากการสะสมของการปล่อยก๊าซจากหลายประเทศตลอดช่วงเวลายาวนาน แต่ศาลเห็นว่าวิทยาศาสตร์สามารถใช้ประเมินระดับการมีส่วนร่วมของแต่ละรัฐได้
.
วิกฤตภูมิอากาศเกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชนและคนรุ่นอนาคต

ICJ ให้ความสำคัญกับผลกระทบต่อประเทศหมู่เกาะขนาดเล็ก ประเทศกำลังพัฒนา กลุ่มประชากรเปราะบาง รวมทั้งคนรุ่นปัจจุบันและคนรุ่นอนาคต

คำวินิจฉัยเชื่อมโยงวิกฤตภูมิอากาศเข้ากับสิทธิในการมีชีวิต สุขภาพ อาหาร น้ำ และเงื่อนไขพื้นฐานในการดำรงชีวิตของมนุษย์ สะท้อนว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้เป็นเพียงปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่เป็นประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนและความอยู่รอดของผู้คน
.
ประเทศที่คัดค้านมีใครบ้าง และมีนัยอะไร

ประเทศที่ลงคะแนนคัดค้าน ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ซาอุดีอาระเบีย รัสเซีย อิสราเอล อิหร่าน เยเมน ไลบีเรีย และเบลารุส
หากมองภาพรวม จะพบว่าหลายประเทศที่คัดค้านหรือเลือกงดออกเสียงมีความเชื่อมโยงกับประเด็นพลังงานฟอสซิล ภูมิรัฐศาสตร์ หรือความกังวลต่อผลทางกฎหมายในอนาคต โดยเฉพาะประเทศผู้ผลิตพลังงานรายใหญ่ หรือประเทศที่อาจได้รับผลกระทบหากหลักการเรื่อง “หน้าที่ทางกฎหมายต่อภูมิอากาศ” ถูกนำไปใช้อ้างอิงอย่างเข้มข้นมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การที่ 141 ประเทศลงคะแนนสนับสนุน รวมถึงประเทศไทย สะท้อนว่าทิศทางหลักของประชาคมโลกกำลังขยับไปสู่การมองว่า วิกฤตภูมิอากาศไม่ได้เป็นเพียงประเด็นสิ่งแวดล้อมหรือนโยบายอีกต่อไป แต่กำลังถูกมองในฐานะประเด็นความรับผิดชอบทางกฎหมายระหว่างประเทศมากขึ้น
.
แล้วเรื่องนี้จะส่งผลต่อประเทศไทยหรือไม่

แม้คำวินิจฉัยของ ICJ และมติของ UN จะไม่มีผลบังคับใช้โดยตรงต่อประเทศไทย แต่มีแนวโน้มส่งผลต่อการกำหนดกฎหมายและนโยบายในอนาคต โดยเฉพาะร่างกฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แผนพลังงาน การกำหนดเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจก การสนับสนุนเชื้อเพลิงฟอสซิล ตลอดจนมาตรการด้านตลาดคาร์บอนและระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

สิ่งที่กำลังเปลี่ยนไปอาจไม่ใช่เพียงเป้าหมายลดคาร์บอน แต่คือกรอบคิดของโลกที่กำลังขยับจากแนวคิดว่า “การแก้ปัญหาโลกร้อนเป็นทางเลือกเชิงนโยบาย” ไปสู่แนวคิดที่ว่า “การรับมือกับวิกฤตภูมิอากาศอาจเป็นหน้าที่ทางกฎหมายของรัฐ”

และนั่นอาจเป็นคำถามสำคัญที่ประเทศไทยต้องตอบต่อไปในอนาคต

Scroll to Top