
รถยนต์ขนาดใหญ่เครื่องยนต์เสียงดัง การบริโภคเนื้อสัตว์จำนวนมาก ความเร็วการแข่งขันการไม่ยอมอ่อนแอ…สิ่งเหล่านี้ดูเหมือนเป็นเพียงรสนิยมทางวัฒนธรรม แต่แท้จริงแล้ว มันคือภาษาทางสังคมที่บอกเราว่า “มนุษย์ที่มีคุณค่า” ควรเป็นแบบไหน และในหลายกรณี ภาษานั้นก็ถูกผูกเข้ากับ “ความเป็นชาย”
นี่คือเหตุผลที่งานศึกษาด้าน masculinity studies ในช่วงหลัง เริ่มหันมาตั้งคำถามกับความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมความเป็นชาย ระบบเชื้อเพลิงฟอสซิล และวิกฤตภูมิอากาศ งานของ Cara Daggett เสนอแนวคิด “Petro-masculinity” เพื่ออธิบายการหลอมรวมระหว่างเชื้อเพลิงฟอสซิลกับอัตลักษณ์ความเป็นชายแบบอำนาจนิยม ซึ่งเชื่อมโยงกับ climate denial ความปรารถนาแบบ authoritarian และวัฒนธรรมการครอบครองธรรมชาติ (Daggett, 2018)
อย่างไรก็ตาม หากหยุดเพียงข้อสรุปว่า “ผู้ชายทำลายโลกมากกว่าผู้หญิง” เราอาจกำลังมองปัญหาที่ลึกมาก ผ่านกรอบที่ตื้นเกินไป เพราะสิ่งที่กำลังถูกวิจารณ์ อาจไม่ใช่ “ผู้ชาย” ในฐานะชีววิทยา หากคืออารยธรรมแบบหนึ่ง ที่ทำให้การครอบงำโลก กลายเป็นเงื่อนไขของการมีคุณค่าในฐานะมนุษย์ต่างหาก
น้ำมันไม่ได้ขายแค่พลังงาน แต่มันขายจินตนาการ
แนวคิด Petro-masculinity สำคัญตรงที่มันทำให้เราเห็นว่า อุตสาหกรรมฟอสซิลไม่ได้ขายเพียงน้ำมัน หากกำลังขาย “จินตนาการ” แบบหนึ่งเกี่ยวกับมนุษย์
จินตนาการของมนุษย์ที่อยู่เหนือธรรมชาติจินตนาการของการควบคุมโลก จินตนาการว่าความเร็วคือเสรีภาพ และจินตนาการว่าพลังหมายถึงความสามารถในการใช้ทรัพยากรได้มากกว่าใคร รถกระบะจึงไม่ใช่แค่รถ แต่มันคือภาพแทนของอำนาจ น้ำมันไม่ได้เป็นเพียงเชื้อเพลิง แต่มันคือความรู้สึกว่ามนุษย์สามารถเคลื่อนที่ ขยายอำนาจ และหลุดพ้นจากข้อจำกัดของโลกธรรมชาติได้
แม้แต่การ “ไม่สนใจสิ่งแวดล้อม” เอง ในบางบริบท ก็ถูกทำให้กลายเป็นการแสดงออกของความแข็งแกร่งทางวัฒนธรรม เราจึงเห็นพฤติกรรมอย่างการเบิ้ลควันดำ การเยาะเย้ยคนรักษ์โลก หรือการมองว่าความห่วงใยต่อธรรมชาติเป็นเรื่อง “ไม่แมน” ซึ่ง Daggett (2022) ชี้ว่าไม่ได้เป็นเพียงการปฏิเสธวิทยาศาสตร์อย่างเฉยเมย แต่คือ “active climate refusal” ที่เชื่อมโยงกับความกังวลต่ออัตลักษณ์และอำนาจทางสังคม
ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หากเป็นผลผลิตของวัฒนธรรมที่เชื่อม “คุณค่าของมนุษย์” เข้ากับ “ความสามารถในการครอบครองโลก” แต่นี่ไม่ใช่เรื่องของผู้ชายอย่างง่ายๆ
ถึงกระนั้น การอธิบายวิกฤตภูมิอากาศผ่านเรื่องเพศเพียงอย่างเดียว ก็อาจทำให้เราพลาดสิ่งสำคัญที่สุดไป เพราะในความจริง “ผู้ชาย” ไม่ได้เป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน ชายพื้นเมืองในป่าแอมะซอน ชาวประมง พื้นบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แรงงานเหมือง เกษตรกรรายย่อย ผู้บริหารบริษัทน้ำมัน นักลงทุนระดับโลก ต่างมีความสัมพันธ์กับธรรมชาติแตกต่างกันอย่างมหาศาล
ผู้ชายจำนวนมากในชุมชนท้องถิ่นกลับใช้ทรัพยากรต่ำกว่าสังคมเมืองเสียอีก ขณะเดียวกัน ผู้หญิงชนชั้นสูงในระบบบริโภคนิยม ก็อาจมีรอยเท้าคาร์บอนสูงกว่าผู้ชายชนบทจำนวนมาก
นี่ทำให้เห็นว่า วิกฤตภูมิอากาศไม่อาจอธิบายผ่านเพศเพียงอย่างเดียว หากต้องมองร่วมกับชนชั้น ทุนนิยมโลก วัฒนธรรมการบริโภค และประวัติศาสตร์อาณานิคม ปัญหาจึงอาจไม่ใช่ “ความเป็นชาย” ในตัวมันเอง แต่คือรูปแบบความเป็นชายที่ถูกสร้างขึ้นภายใต้อารยธรรมอุตสาหกรรมสมัยใหม่
ก่อนโลกสมัยใหม่ ความเป็นชายไม่ได้หมายถึงการพิชิตโลกเสมอไป
สิ่งที่บทสนทนาสมัยใหม่มักหลงลืม คือ “ความเป็นชาย” ไม่ได้มีความหมายเดียวกันทุกสังคม ในหลายวัฒนธรรมดั้งเดิม ความเป็นชายไม่ได้วัดจากการบริโภคหรือการครอบครองธรรมชาติ แต่หมายถึงความสามารถในการรักษาความสัมพันธ์กับโลกที่หล่อเลี้ยงชีวิต
นักล่าพื้นเมืองจำนวนมากล่าสัตว์ภายใต้พิธีกรรมและข้อจำกัดทางจริยธรรม ชาวประมงพื้นบ้านรู้ฤดูวางไข่และหยุดจับปลาเอง เกษตรกรดั้งเดิมเข้าใจดิน น้ำ และป่าในฐานะสิ่งมีชีวิต ไม่ใช่ทรัพย์สิน
ในโลกเหล่านี้ ความเข้มแข็งไม่ได้หมายถึงการเอาชนะธรรมชาติ แต่หมายถึงความสามารถในการอยู่ร่วมกับธรรมชาติโดยไม่ทำลายสมดุลของมัน ความเป็นชายแบบนี้ไม่ได้ตั้งอยู่บน “การควบคุม” แต่ตั้งอยู่บน “ความรับผิดชอบ” และบางที สิ่งที่อารยธรรมอุตสาหกรรมทำลายไป อาจไม่ใช่เพียงระบบนิเวศ แต่คือจินตนาการอีกแบบหนึ่งเกี่ยวกับการเป็นมนุษย์
วิกฤตภูมิอากาศคือวิกฤตของอารยธรรมสมัยใหม่
ลึกลงไปกว่านั้น วิกฤตโลกร้อนอาจเป็นผลจากโลกทัศน์แบบเดียวกับที่เคยใช้ในการล่าอาณานิคม การกดทับผู้หญิง การแสวงหาประโยชน์จากแรงงาน และการเปลี่ยนธรรมชาติให้กลายเป็น “ทรัพยากร” (Merchant, 1980; Plumwood, 1993)
โลกทัศน์ที่เชื่อว่า “มนุษย์แยกขาดจากธรรมชาติความก้าวหน้าคือการควบคุมโลก การเติบโตไม่มีขีดจำกัด และคุณค่าของมนุษย์วัดผ่าน productivity กับ consumption” นี่คือหัวใจของความทันสมัยแบบอุตสาหกรรม
แม้แต่แนวคิด “การพัฒนา” เอง ในหลายกรณี ก็เกิดขึ้นพร้อมการขยายอาณานิคม การขุดทรัพยากร และการจัดระเบียบโลกใหม่ภายใต้ตรรกะของการเติบโตทางเศรษฐกิจ โลกธรรมชาติจึงถูกลดทอนให้กลายเป็นวัตถุดิบ ส่วนมนุษย์จำนวนมากก็ถูกประเมินคุณค่าผ่านความสามารถในการผลิตและบริโภค (Escobar, 2018)
ดังนั้น แม้เราจะเปลี่ยนจากรถน้ำมันเป็นรถไฟฟ้า จากถ่านหินเป็นพลังงานสะอาด แต่หากวัฒนธรรมแห่งการแข่งขัน การบริโภค และการพิชิตยังเหมือนเดิม วิกฤตก็อาจเพียงเปลี่ยนรูปแบบ ไม่ได้หายไปจริง
อย่างที่ Daggett (2022) เตือน การเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่ใช่เพียงเรื่อง “fuel substitution” หรือการเปลี่ยนเชื้อเพลิง แต่เป็นการต่อสู้ทางการเมืองและวัฒนธรรมกับอัตลักษณ์แบบฟอสซิลที่ฝังลึกอยู่ในสังคมสมัยใหม่ โลกอาจไม่ได้ต้องการเพียงเทคโนโลยีใหม่ แต่อาจต้องการความสัมพันธ์แบบใหม่ระหว่างมนุษย์กับโลก
บางที สิ่งที่กำลังละลายไปพร้อมธารน้ำแข็ง อาจไม่ใช่แค่ระบบนิเวศ
ตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมา มนุษย์สมัยใหม่ถูกสอนให้เชื่อว่า ความยิ่งใหญ่เกิดจากการอยู่เหนือธรรมชาติ เหนือแม่น้ำ เหนือป่า เหนือสัตว์เหนือผืนดิน และเหนือกันและกัน
แต่ในวันที่ไฟป่าลุกลาม มหาสมุทรร้อนขึ้น และสภาพภูมิอากาศเริ่มไม่เสถียร โลกทั้งใบอาจกำลังบอกมนุษย์บางอย่างว่า อารยธรรมซึ่งสร้างคุณค่าจากการพิชิตโลก กำลังชนเข้ากับขีดจำกัดของโลกอย่างแท้จริง และบางที สิ่งที่กำลังละลายไปพร้อมธารน้ำแข็ง อาจไม่ใช่เพียงระบบนิเวศ แต่อาจรวมถึงจินตนาการแบบหนึ่งของมนุษย์ ที่เคยเชื่อว่า การครอบครองโลก คือหนทางเดียวของความยิ่งใหญ่ด้วยเช่นกัน
เอกสารอ้างอิง
- Daggett, C. (2018). Petro-masculinity: Fossil fuels and authoritarian desire. Millennium: Journal
- of International Studies, 47(1), 25–44. https://doi.org/10.1177/0305829818775817
- Daggett, C. (2022). Petro-masculinity and the politics of climate refusal. Autonomy Institute.
- https://autonomy.work/…/petro-masculinity-climate-refusal/
- Escobar, A. (2018). Designs for the pluriverse: Radical interdependence, autonomy, and the
- making of worlds. Duke University Press.
- Merchant, C. (1980). The death of nature: Women, ecology, and the scientific revolution.
- Harper & Row.
- Plumwood, V. (1993). Feminism and the mastery of nature. Routledge.