THAI CLIMATE JUSTICE for All

เครือข่ายภาคประชาชนทำเนียบฯ ยื่นขอเสนอ พ.ร.บ. SEC – แลนด์บริดจ์ หวั่นเปลี่ยนผังเมืองเอื้ออุตสาหกรรม กระทบฐานทรัพยากรและวิถีชุมชน

กรุงเทพฯ, 22 มิถุนายน 2569 กลุ่มเครือข่ายภาคประชาชน นำโดย SEC Watch และ EEC Watch รวมตัวกันบริเวณสะพานชมัยมรุเชฐ หน้าทำเนียบรัฐบาล

เพื่อยื่นหนังสือเรียกร้องต่อรัฐบาลให้ทบทวนและยุติโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ โดยมีข้อเสนอหลัก 3 ประการ ได้แก่ 1. ยุติการผลักดันร่าง พ.ร.บ.ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) 2. ยุติโครงการแลนด์บริดจ์ (Landbridge) และ 3. เปิดทางให้ประชาชนร่วมเขียนแผนพัฒนาภาคใต้ฉบับใหม่ที่สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่

นายประสิทธิ์ชัย หนูนวล เลขาธิการการชุมนุม เปิดเผยถึงข้อกังวลสำคัญว่า หาก พ.ร.บ. SEC มีผลบังคับใช้ในช่วงกลางปีหน้า จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อฐานทรัพยากรธรรมชาติและที่ดินทำกินของประชาชน เนื่องจากตัวกฎหมายมีแนวโน้มที่จะปลดล็อกมาตรการคุ้มครองที่ดินของรัฐประเภทต่างๆ ทั้งที่ดิน ส.ป.ก. และที่ดินราชพัสดุ

ทางเครือข่ายฯ ชี้แจงว่า หนึ่งในประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือการเปิดช่องให้มีการแก้ไขกฎหมายผังเมือง เพื่อเปลี่ยนพื้นที่เกษตรกรรมและพื้นที่ชุมชนในหลายจังหวัดให้กลายเป็นเขตนิคมอุตสาหกรรม การเปลี่ยนแปลงสภาพการใช้ประโยชน์ที่ดินดังกล่าว จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ของภูมิภาค ทำลายวิถีชีวิตดั้งเดิม และอาจผลักดันให้ชาวบ้านที่สูญเสียที่ดินทำกินต้องเผชิญกับสภาวะยากจนอย่างถาวรในอนาคตอันใกล้

นอกจากประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและที่ดินแล้ว ผู้แทนกลุ่มผู้ชุมนุมยังระบุถึงผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจระดับฐานราก โดยมองว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้ เอื้อประโยชน์ต่อนักลงทุนต่างชาติมากจนเกินไป อาทิ

  • การอนุญาตให้ต่างชาติเช่าที่ดินได้ยาวนานถึง 99 ปี
  • การเปิดให้ต่างชาติถือหุ้นกิจการได้ 100%
  • การอนุญาตให้นำเข้าแรงงานจากต่างประเทศได้โดยไม่จำกัด

เงื่อนไขเหล่านี้ไม่เพียงแต่ทำลายโอกาสของผู้ประกอบการรายย่อยและพ่อค้าแม่ค้าในท้องถิ่น แต่ยังอาจส่งผลกระทบต่อวิชาชีพที่เคยสงวนไว้สำหรับคนไทย (เช่น ธุรกิจท่องเที่ยว หรือกฎหมายสาธารณสุข) ซึ่งไม่ตอบโจทย์การสร้างงานให้คนในพื้นที่ตามที่รัฐบาลกล่าวอ้าง

นายประสิทธิ์ชัย ยังได้ตั้งข้อสังเกตถึงโครงสร้างการบริหารจัดการในเขต SEC โดยระบุว่า ตามมาตรา 8 ของกฎหมาย ให้อำนาจผู้บริหารจัดการเขตเศรษฐกิจพิเศษสามารถแก้ไขหรือออกระเบียบใหม่ได้เอง ซึ่งเครือข่ายฯ มองว่าลักษณะดังกล่าวเปรียบเสมือนการสร้าง “เขตปกครองพิเศษทางเศรษฐกิจ” ที่นำไปสู่การบังคับใช้กฎหมายสองมาตรฐาน บนพื้นที่เดียวกัน ประชาชนท้องถิ่นอาจถูกจำกัดสิทธิ์การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในบ้านเกิดของตนเอง

ในตอนท้าย เครือข่ายฯ ได้ตั้งคำถามถึงวาทกรรม “การพัฒนาเศรษฐกิจ” ของรัฐบาล โดยยกกรณีศึกษาจากโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2561 มาเป็นข้อเปรียบเทียบ ซึ่งพบว่ายังไม่สามารถผลักดันตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของประเทศให้เติบโตได้ตามเป้าหมายเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน

การชุมนุมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างระหว่างนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจระดับมหภาคของรัฐ กับความต้องการปกป้องฐานทรัพยากรและวิถีชีวิตของกลุ่มคนเปราะบางและชุมชนในระดับฐานราก ซึ่งรัฐบาลจำเป็นต้องนำไปพิจารณาอย่างรอบคอบ

Scroll to Top