
เปิดหลักฐานสองปี ชี้ผลกระทบโครงการ LNG และมาบตาพุด เฟส 3 พร้อมประกาศเจตนารมณ์หยุดขยายอุตสาหกรรมก๊าซและการถมทะเล
เวทีสาธารณะและนิทรรศการภาพถ่าย วันอังคารที่ 23 มิถุนายน 2569 ณ มหาวิทยาลัยบูรพา จังหวัดชลบุรี รวมเสียงชาวประมงชายฝั่งจาก 7 ชุมชน นักวิชาการ นักกฎหมาย ผู้แทนราษฎร และภาคประชาสังคม ที่ก่อรูปจากกระบวนการวิจัยและประเมินผลกระทบด้านสุขภาพโดยชุมชน (CHIA) ตลอดสองปี
ชลบุรี, 23 มิถุนายน 2569 — องค์กรเอิร์ธไรท์ส อินเตอร์เนชั่นแนล (EarthRights International) ร่วมกับภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคม จัดงานสาธารณะเพื่อเปิดตัวรายงาน “ลมหายใจสุดท้ายของทะเลระยอง: เสียงจากชุมชนชายฝั่งใต้เงาอุตสาหกรรม” ในวันอังคารที่ 23 มิถุนายน 2569 เวลา 08.00–15.30 น. ณ ห้องนิทรรศการหมุนเวียน 3 หอศิลปะและวัฒนธรรมภาคตะวันออก คณะดนตรีและการแสดง มหาวิทยาลัยบูรพา จังหวัดชลบุรี
รายงานฉบับนี้เป็นผลจากกระบวนการเก็บข้อมูลและประเมินผลกระทบโดยชุมชนแบบมีส่วนร่วมตลอดระยะเวลากว่าสองปี โดยชาวประมงพื้นบ้านและผู้นำระดับรากหญ้าในชุมชนชายฝั่งจังหวัดระยอง ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากการขยายโครงการ มาบตาพุด ระยะที่ 3 การถมทะเล และโครงการก๊าซฟอสซิลเหลว (LNG)
งานเปิดตัวจะนำเสนอทั้งตัวเล่มรายงาน วิดีโอ และนิทรรศการภาพถ่าย เพื่อบันทึกวิกฤตของระบบนิเวศชายฝั่งและวิถีชีวิตของชุมชนประมงเรือเล็ก พร้อมการอ่านคำประกาศ เจตนารมณ์ของชุมชนต่อสาธารณะ
ระยองเป็นหนึ่งในพื้นที่แนวหน้าของการพัฒนาอุตสาหกรรมหนักของประเทศไทยมาอย่างยาวนาน การเปิดตัวรายงานครั้งนี้จึงเป็น การนำหลักฐานและข้อเรียกร้องจากผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับผลกระทบมากที่สุด คือชุมชนเจ้าของพื้นที่ ขึ้นสู่พื้นที่สาธารณะ และเชื่อมโยงประสบการณ์ระดับท้องถิ่นเข้ากับการวิเคราะห์เชิงนโยบาย กฎหมาย และพลังงานในระดับที่กว้างขึ้น
นับตั้งแต่ต้นปี 2566 ชุมชนชายฝั่งในจังหวัดระยอง โดยเฉพาะกลุ่มประมงเรือเล็ก ได้ก้าวข้ามจากการจดบันทึกข้อมูลในวิถีชีวิต ประจำวัน ไปสู่ยุทธศาสตร์การเล่าเรื่องราวของตนเองอย่างเป็นระบบ ด้วยการสนับสนุนทางเทคนิคจากภาคีภาคประชาสังคม ชุมชน ได้เปลี่ยนประสบการณ์ตรงให้กลายเป็นกระบวนการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพโดยชุมชน (Community Health Impact Assessment: CHIA) อย่างเป็นทางการได้สำเร็จ
กระบวนการ CHIA เป็นเครื่องมือที่เปิดให้ชุมชนเป็นผู้ร่วมศึกษาและประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมของ ตนเอง รายงานฉบับนี้จึงครอบคลุมผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และสุขภาพ ของสถานีรับ–จ่ายก๊าซฟอสซิลเหลว โรงงาน แปรสภาพก๊าซฟอสซิลเหลวให้เป็นก๊าซ และนิคมอุตสาหกรรม ที่มีต่อระบบนิเวศชายฝั่งและวิถีชีวิตของชุมชนประมง จุดเด่นสำคัญ คือองค์ความรู้ทั้งหมดถูกผลิตขึ้นโดยชุมชนเอง ตั้งอยู่บนการสังเกตการณ์ในชีวิตจริง ทั้งความเปลี่ยนแปลงของท้องทะเล ปริมาณ สัตว์น้ำ และสุขภาวะของผู้คน ทำให้รายงานมีทั้งความหนักแน่นเชิงประจักษ์และความผูกพันกับพื้นที่
สำหรับชาวประมงที่ผูกพันกับท้องทะเลมาตลอดชีวิต ทุกตัวเลขและทุกหน้าของรายงานเริ่มต้นขึ้นจากความสูญเสียที่สัมผัสได้จริง ในแต่ละวัน
อย่างไรก็ตาม รายงานและเวทีเสวนาชี้ให้เห็นว่า ในทางปฏิบัติ ช่องว่างและความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างทางกฎหมายยังคงทำให้ เสียงของชุมชนถูกละเลยในกระบวนการตัดสินใจโครงการขนาดใหญ่ รายงานในบทว่าด้วยความยุติธรรมสิ่งแวดล้อมจึงนำเสนอกรณี ระยองในฐานะภาพสะท้อนของความไม่เป็นธรรม ที่ผู้แบกรับต้นทุนของผลกระทบกลับมีอำนาจน้อยที่สุดในการกำหนดอนาคตของ พื้นที่ตนเอง
นอกจากนี้ เวทียังเชื่อมโยงกรณีระยองเข้ากับบทเรียนของการพัฒนาในภาคตะวันออก ท่ามกลางการขยายตัวอย่างรวดเร็วของเขต พัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ตลอดจนความรับผิดชอบเชิงนโยบายและบทบาทของผู้แทนประชาชน โดยมีนักวิชาการ นักกฎหมาย ผู้แทนราษฎร และผู้แทนเครือข่ายภาคประชาสังคมในภาคตะวันออกร่วมแลกเปลี่ยน เพื่อวางกรณีระยองไว้ในภาพรวมของรูปแบบการ พัฒนาอุตสาหกรรมที่ขยายตัวทั่วทั้งภูมิภาค

















