COP17 กับสิทธิชนพื้นเมือง สิทธิของธรรมชาติ และความเป็นธรรมทางนิเวศ

โลกกำลังเตรียมขยายพื้นที่อนุรักษ์ ฟื้นฟูระบบนิเวศ ระดมเงินหลายแสนล้านดอลลาร์ และนำเทคโนโลยีมาใช้ติดตามความหลากหลายทางชีวภาพในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ขณะเดียวกัน สิ่งที่ถูกนำเข้าสู่ระบบอนุรักษ์กำลังขยายจาก “พื้นที่” ไปสู่พันธุกรรม ข้อมูล ความรู้ และมูลค่าทางเศรษฐกิจของธรรมชาติ
วันที่ 19–30 ตุลาคม 2569 การประชุมสมัชชาภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ครั้งที่ 17 (CBD COP17) จะจัดขึ้นที่กรุงเยเรวาน ประเทศอาร์เมเนีย และจะเป็นการทบทวนระดับโลกครั้งแรกของความก้าวหน้าร่วมกันภายใต้กรอบงานความหลากหลายทางชีวภาพโลกคุนหมิง–มอนทรีออล หลังจากประชาคมโลกตกลง 23 เป้าหมายเพื่อหยุดยั้งและฟื้นกลับการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพภายในปี 2573 วาระทางการของ COP17 ครอบคลุมทั้งการระดมทรัพยากร การทบทวนความก้าวหน้าระดับโลก และการดำเนินงานตามมาตรา 8(j) ที่เกี่ยวข้องกับชนพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่นโดยตรง
ภายใต้วาระที่ดูหลากหลาย ตั้งแต่เป้าหมาย 30×30 ข้อมูลพันธุกรรม การเงินเพื่อธรรมชาติ ไปจนถึงโครงสร้างใหม่สำหรับการมีส่วนร่วมของชนพื้นเมือง มีแกนการต่อรองร่วมอยู่เรื่องเดียว คือ อำนาจเหนือธรรมชาติกำลังถูกจัดวางใหม่อย่างไร เมื่อดินแดนถูกนับเข้าสู่เป้าหมายอนุรักษ์ พันธุกรรมกลายเป็นข้อมูล ระบบนิเวศถูกสร้างเป็นมูลค่าทางการเงิน และความรู้ของชนพื้นเมืองเข้าสู่สถาบันระหว่างประเทศ สำหรับขบวนการชนพื้นเมือง ความก้าวหน้าจึงหมายถึงการขยับจากการได้รับการยอมรับในฐานะผู้ดูแลและผู้มีความรู้ ไปสู่การมีสิทธิและอำนาจกำหนดอนาคตของดินแดน ข้อมูล ความรู้ และความสัมพันธ์กับธรรมชาติของตนเอง
30×30: ดินแดนที่ต้องอนุรักษ์ หรือดินแดนที่มีผู้ดูแลอยู่แล้ว
เป้าหมายที่ 3 ของกรอบคุนหมิง–มอนทรีออลกำหนดให้ภายในปี 2573 อย่างน้อยร้อยละ 30 ของพื้นที่บก แหล่งน้ำภายในประเทศ ทะเลและชายฝั่งได้รับการอนุรักษ์และจัดการอย่างมีประสิทธิผล พร้อมรับรองความสำคัญของดินแดนชนพื้นเมืองและดินแดนดั้งเดิม และกำหนดให้เคารพสิทธิของชนพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่น
ประวัติศาสตร์ของการอนุรักษ์ทำให้เป้าหมายดังกล่าวมีอีกด้านหนึ่ง พื้นที่ที่รัฐหรือองค์กรอนุรักษ์เห็นว่าเป็น “ธรรมชาติ” อาจเป็นดินแดนซึ่งมีผู้คน กติกา ความรู้ และระบบธรรมาภิบาลดำรงอยู่มาหลายชั่วอายุคน การเร่งเพิ่มพื้นที่ให้ถึงร้อยละ 30 จึงสามารถเพิ่มแรงกดดันต่อสิทธิในดินแดนได้ หากตัวเลขพื้นที่เดินเร็วกว่าการรับรองสิทธิ
ขบวนการชนพื้นเมืองกำลังเสนอทางออกที่เปลี่ยนฐานคิดของ 30×30 รามิโร บัตซิน ประธานร่วมของสภาชนพื้นเมืองระหว่างประเทศว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (IIFB) อธิบายว่า ดินแดนชนพื้นเมืองและดินแดนดั้งเดิมเป็นพื้นที่ซึ่งชนพื้นเมืองและชุมชนอนุรักษ์และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ จัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน และมีส่วนโดยตรงต่อการรับมือวิกฤตภูมิอากาศ แม้พื้นที่เหล่านั้นจะไม่ได้รับการประกาศเป็นพื้นที่คุ้มครองหรือพื้นที่อนุรักษ์รูปแบบอื่น กระบวนการที่เมืองมาเนาส์ ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญ 60 คนจาก 21 ประเทศ จึงเสนอให้ดินแดนเหล่านี้ได้รับการยอมรับในฐานะเส้นทางสำคัญในการบรรลุเป้าหมาย 30×30 ด้วยระบบธรรมาภิบาลของตนเอง
เอลิซา ปันการารู จากเครือข่ายชนพื้นเมืองบราซิล APIB อธิบายฐานคิดของข้อเสนอนี้ว่า “เราเป็นส่วนหนึ่งของความหลากหลายทางชีวภาพ โลกคือแม่ของเรา และเราคือผู้ปกป้องเธอ”
ความหมายของ 30×30 จึงเปลี่ยนไปเมื่อมองจากดินแดน ดินแดนไม่ได้เพิ่งกลายเป็นพื้นที่อนุรักษ์เมื่อรัฐขีดเส้นบนแผนที่ คุณค่าทางนิเวศของมันอาจเป็นผลจากระบบความสัมพันธ์และการดูแลที่ดำรงอยู่ก่อนการประกาศเขตอนุรักษ์เสียอีก
ICCA Consortium จึงยืนยันหลักว่า “ไม่มีการอนุรักษ์โดยปราศจากความยินยอมโดยเสรี ล่วงหน้า และได้รับข้อมูลอย่างเพียงพอ ความมั่นคงในสิทธิถือครอง และการคุ้มครองผู้พิทักษ์” พร้อมเรียกร้องให้สิทธิและระบบธรรมาภิบาลของชนพื้นเมืองและชุมชนเป็นแกนกลางของการอนุรักษ์
สิทธิชนพื้นเมืองและสิทธิของธรรมชาติจึงเชื่อมกันตั้งแต่ตรงนี้ การรักษาป่า แม่น้ำ ทะเล หรือภูเขาให้ดำรงความสมบูรณ์สัมพันธ์กับการรักษาความสัมพันธ์ กติกา และความรับผิดชอบที่ทำให้ระบบชีวิตเหล่านั้นดำรงอยู่ด้วย
เมื่อพันธุกรรมเดินทางออกจากดินแดนในรูปข้อมูล
เทคโนโลยีจีโนมทำให้พันธุกรรมจากพืช สัตว์ และจุลินทรีย์ถูกถอดรหัสเป็นข้อมูลลำดับพันธุกรรมในรูปดิจิทัล (Digital Sequence Information on Genetic Resources: DSI) เก็บไว้ในฐานข้อมูล และนำไปใช้วิจัยหรือพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้โดยไม่ต้องกลับมาเข้าถึงทรัพยากรทางกายภาพเดิม
COP16 จัดตั้งกลไกพหุภาคีและกองทุนกาลี (Cali Fund) เพื่อแบ่งปันผลประโยชน์จากการใช้ DSI โดยมีการจัดสรรทรัพยากรส่วนสำคัญสำหรับชนพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่น นี่เป็นความก้าวหน้าในเรื่องการแบ่งปันผลประโยชน์ แต่ข้อถกเถียงของขบวนการชนพื้นเมืองกำลังขยายออกไปถึงอำนาจในการกำกับข้อมูลตั้งแต่ต้นทาง
ICCA Consortium เรียกร้องให้ระบบความรู้ของชนพื้นเมืองได้รับการยอมรับว่าเป็นระบบความรู้ที่มีชีวิตและมีพลวัต เชื่อมโยงกับภาษา จิตวิญญาณ และธรรมาภิบาลตามจารีต พร้อมเสนอให้ชนพื้นเมืองและชุมชนเป็นผู้นำกลไกด้านความรู้และตัวชี้วัดของตนเอง และยืนยันหลักอธิปไตยเหนือข้อมูลของชนพื้นเมือง โดยกำหนดให้การทำแผนที่ การติดตาม และการแบ่งปันข้อมูลต้องอยู่ภายใต้ความยินยอมโดยเสรี ล่วงหน้า และได้รับข้อมูลอย่างเพียงพอ
ข้อถกเถียงเรื่อง DSI จึงเผยพรมแดนใหม่ของสิทธิอย่างชัดเจน ดินแดนอาจยังอยู่กับชุมชน ขณะที่ข้อมูลพันธุกรรม ความรู้ และมูลค่าที่สร้างขึ้นจากสิ่งเหล่านั้นสามารถเดินทางออกไปได้ทั่วโลก การแบ่งปันผลประโยชน์ที่ปลายทางจึงต้องเดินคู่กับอำนาจในการกำกับข้อมูลตั้งแต่ต้นทาง
เมื่อเงินเพื่อธรรมชาติสร้างตลาดเหนือธรรมชาติ
เป้าหมายที่ 19 ของกรอบคุนหมิง–มอนทรีออลกำหนดให้ระดมทรัพยากรเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพอย่างน้อย 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีภายในปี 2573 ครอบคลุมทั้งเงินสาธารณะ เงินเอกชน การเงินแบบผสม การจ่ายค่าบริการระบบนิเวศ ตราสารหนี้สีเขียว ตลอดจนเครดิตและการชดเชยความหลากหลายทางชีวภาพ
เครดิตความหลากหลายทางชีวภาพจึงเป็นส่วนหนึ่งของข้อถกเถียงที่กว้างกว่าเรื่องการเงินเพื่อธรรมชาติ ขณะที่วาระทางการของ COP17 ระบุเรื่อง “การระดมทรัพยากร” ไว้โดยตรง การแยกสองระดับนี้ออกจากกันมีความสำคัญ เพราะตลาดความหลากหลายทางชีวภาพกำลังเติบโตท่ามกลางข้อถกเถียงเรื่องสิทธิ หลักประกันทางสังคม และการทำธรรมชาติให้กลายเป็นสินค้า
เสียงจากขบวนการชนพื้นเมืองตั้งคำถามลึกไปถึงโครงสร้างของการเงินเพื่อธรรมชาติ IIFB เรียกร้องให้เงินทุนเดินทางโดยตรงไปสู่กลไกและกองทุนที่ชนพื้นเมืองและชุมชนจัดตั้งและบริหารเอง ขณะที่ ICCA Consortium เสนอให้ CBD สร้างช่องทางเงินทุนที่ยืดหยุ่นและตั้งอยู่บนความไว้วางใจ เพื่อให้ทรัพยากรไปถึงผู้ดูแลดินแดนโดยตรง มากกว่าผ่านโครงการระยะสั้นและสถาบันตัวกลางหลายชั้น
ประเด็นนี้ลึกกว่าการกำหนดว่าชุมชนควรได้รับรายได้จากเครดิตเท่าใด เพราะก่อนจะมีรายได้ ต้องมีผู้กำหนดเสียก่อนว่าอะไรในระบบนิเวศสามารถถูกวัด ใครเป็นผู้วัด ใครถือครองข้อมูล ใครรับรองผล และคุณค่าประเภทใดสามารถแปลงเป็นหน่วยซื้อขายได้
น่าสนใจว่า Target 19 เองเปิดพื้นที่ให้อีกแนวทางหนึ่งควบคู่กับกลไกตลาด คือ “แนวทางที่มีแม่ธรณีเป็นศูนย์กลาง” และแนวทางที่ไม่ใช้ตลาด โดย CBD นิยามแนวทางที่มีแม่ธรณีเป็นศูนย์กลางว่าเป็นแนวทางเชิงนิเวศและฐานสิทธิ มุ่งสร้างความสัมพันธ์ที่กลมกลืนระหว่างผู้คนกับธรรมชาติ ส่งเสริมความต่อเนื่องของสิ่งมีชีวิตและชุมชนของสิ่งมีชีวิต และรักษาหน้าที่ทางนิเวศของแม่ธรณีจากการถูกทำให้เป็นสินค้า
ตรงนี้เปิดพื้นที่สำคัญสำหรับการสนทนากับแนวคิดสิทธิของธรรมชาติ (Rights of Nature) โดยไม่จำเป็นต้องถือว่า CBD หรือชนพื้นเมืองทั้งหมดมีจุดยืนเดียวกันเรื่องสิทธิของธรรมชาติ สิ่งที่เห็นได้ชัดคือความตึงเครียดระหว่างวิธีคิดต่อธรรมชาติสองแบบ แบบหนึ่งเพิ่มความสามารถในการวัด ระดมทุน และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ อีกแบบหนึ่งยืนยันความต่อเนื่องของระบบชีวิต ความสัมพันธ์ และขอบเขตที่ตลาดไม่ควรก้าวข้าม
วิกฤตธรรมชาติเริ่มต้นก่อนถึงพื้นที่อนุรักษ์
ข้อวิพากษ์ของขบวนการชนพื้นเมืองพาเราย้อนกลับไปถึงต้นเหตุของวิกฤต เพราะโลกสามารถเพิ่มพื้นที่คุ้มครองและระดมเงินเพื่อฟื้นฟูธรรมชาติ ขณะที่ระบบเศรษฐกิจอีกด้านยังขยายการสกัดทรัพยากรและสร้างแรงกดดันต่อดินแดนเดิม
ระหว่าง COP16 ที่กาลี เครือข่ายชนพื้นเมืองบราซิล APIB ประกาศว่า “เราจะไม่ยอมรับโครงการที่มุ่งแสวงประโยชน์ซึ่งคุกคามชีวิต ดินแดน และมนุษยชาติของเราอีกต่อไป” พร้อมเรียกร้องให้หยุดการขยายโครงการน้ำมัน ก๊าซ และการสกัดทรัพยากรในแอมะซอนและดินแดนชนพื้นเมือง
APIB เชื่อมวิกฤตภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และความไม่มั่นคงของดินแดนชนพื้นเมืองเข้ากับโครงสร้างเศรษฐกิจเดียวกัน โดยชี้ว่า “จะไม่มีการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพและดินแดนชนพื้นเมืองที่ปลอดภัยบนโลกที่กำลังลุกไหม้” พร้อมเรียกร้องให้โลกเผชิญหน้ากับการขยายตัวของเชื้อเพลิงฟอสซิลและการสกัดทรัพยากร ซึ่งกำลังซ้ำเติมทั้งวิกฤตภูมิอากาศ การทำลายระบบนิเวศ และแรงกดดันต่อดินแดนชนพื้นเมือง
ICCA Consortium เสนอในทิศทางเดียวกันว่า การหยุดยั้งการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพต้องจัดการกับตัวขับเคลื่อนโดยตรง ทั้งการสกัดทรัพยากร การแย่งยึดที่ดินและน้ำ การใช้กำลังทางทหาร และเทคโนโลยีที่สร้างความเสียหาย พร้อมสร้างหลักประกัน ระบบเตือนภัย มาตรการป้องกัน และช่องทางเยียวยาสำหรับผู้พิทักษ์ดินแดน
เสียงจากขบวนการชนพื้นเมืองจึงพาข้อถกเถียงย้อนกลับไปยังต้นเหตุของวิกฤต การเพิ่มพื้นที่อนุรักษ์และเงินเพื่อฟื้นฟูธรรมชาติย่อมมีข้อจำกัด หากระบบเศรษฐกิจอีกด้านยังสนับสนุนกิจกรรมที่ทำลายระบบนิเวศและเพิ่มแรงกดดันต่อดินแดนเดียวกัน
จากการรับฟังความรู้ สู่การแบ่งปันอำนาจ
COP16 สร้างความเปลี่ยนแปลงทางสถาบันครั้งสำคัญด้วยการจัดตั้งองค์กรย่อยถาวรว่าด้วยมาตรา 8(j) (Subsidiary Body on Article 8(j): SB8J) หลังการผลักดันของขบวนการชนพื้นเมืองยาวนานหลายทศวรรษ
COP17 จะพิจารณารูปแบบการทำงานขององค์กรใหม่นี้ รวมถึงแนวทางเสริมสร้างกรอบกฎหมายและนโยบายสำหรับเป้าหมายที่ 2 และ 3 ซึ่งครอบคลุมดินแดนชนพื้นเมืองและดินแดนดั้งเดิม ตลอดจนการสนับสนุนการคุ้มครองและฟื้นฟูที่นำโดยชนพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่น วาระเหล่านี้ปรากฏโดยตรงในระเบียบวาระ COP17
การมีพื้นที่ในสถาบันระหว่างประเทศกับการมีอำนาจภายในสถาบันนั้นยังเป็นคนละขั้นกัน
ICCA Consortium เรียกร้องให้ SB8J มีโครงสร้างผู้นำร่วมและการมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ของชนพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่น พร้อมทรัพยากรที่เอื้อให้ผู้หญิง เยาวชน และกลุ่มต่าง ๆ ภายในชุมชนสามารถมีบทบาทอย่างมีความหมาย ข้อเสนอเดียวกันยังเรียกร้องให้ระบบความรู้ สิทธิในดินแดน อธิปไตยข้อมูล และเงินทุนโดยตรงเป็นส่วนหนึ่งของธรรมาภิบาลความหลากหลายทางชีวภาพ
สิ่งที่เยเรวานกำลังเผชิญจึงเป็นการเปลี่ยนผ่านอีกขั้นของ CBD จากยุคที่ชนพื้นเมืองได้รับการยอมรับในฐานะ “ผู้มีความรู้” ไปสู่การพิจารณาว่าพวกเขาจะมีสถานะเป็นผู้ร่วมกำหนดกติกาของธรรมาภิบาลความหลากหลายทางชีวภาพได้มากเพียงใด
เยเรวาน: วัดความสำเร็จจากชีวิตจริง
เมื่อมองผ่านแกนเรื่องอำนาจ เรื่องที่ดูแยกจากกันใน COP17 กลับเชื่อมเข้าหากัน 30×30 คืออำนาจเหนือดินแดน DSI คืออำนาจเหนือพันธุกรรม ข้อมูลและความรู้ การเงินเพื่อธรรมชาติคืออำนาจในการกำหนดมูลค่าของระบบนิเวศ ส่วน SB8J คือการต่อรองว่าใครจะมีอำนาจร่วมกำหนดกติกาของระบอบความหลากหลายทางชีวภาพโลก
ICCA Consortium จึงเสนอเกณฑ์วัดความก้าวหน้าที่ไปไกลกว่าจำนวนมติ โดยให้ความสำคัญกับดินแดนที่มั่นคง ผู้ดูแลดินแดนที่ได้รับการสนับสนุน สิทธิที่ได้รับการคุ้มครอง ระบบธรรมาภิบาลที่เข้มแข็ง และวัฒนธรรมที่ยังมีชีวิต รวมถึงการที่เงินทุนเดินทางไปถึงผู้ดูแลธรรมชาติโดยตรง
สิทธิชนพื้นเมืองและสิทธิของธรรมชาติมาบรรจบกันตรงการปกป้องระบบความสัมพันธ์ที่ทำให้ชีวิตดำรงอยู่ ทั้งความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับดินแดน ระหว่างความรู้กับวัฒนธรรม ระหว่างคนรุ่นปัจจุบันกับคนรุ่นต่อไป และระหว่างมนุษย์กับสิ่งมีชีวิตอื่น
มาตรวัดของเยเรวานจึงอยู่ในโลกหลังห้องประชุม: ดินแดนของชนพื้นเมืองมั่นคงขึ้นหรือไม่ ชุมชนกำกับความรู้และข้อมูลของตนเองได้เพียงใด เงินเพื่อธรรมชาติเดินทางถึงผู้ดูแลธรรมชาติหรือสร้างตลาดชุดใหม่ขึ้นเหนือพวกเขา และธรรมชาติยังสามารถดำรงอยู่ในฐานะระบบชีวิตและความสัมพันธ์ มากกว่าถูกแยกออกเป็นพื้นที่ ข้อมูล และสินทรัพย์สำหรับเศรษฐกิจสีเขียว
หาก COP17 เดินไปถึงจุดนั้น การยอมรับชนพื้นเมืองภายใต้ CBD ที่สั่งสมมาหลายทศวรรษจะขยับจากการรับฟังความรู้ไปสู่การยอมรับสิทธิและอำนาจในการกำหนดอนาคตของดินแดน ขณะเดียวกัน โลกก็อาจเข้าใกล้ความหมายของการปกป้องธรรมชาติที่ลึกกว่าเดิม นั่นคือการรักษาระบบความสัมพันธ์ที่ทำให้ทั้งมนุษย์และธรรมชาติสามารถดำรงชีวิตและฟื้นตัวไปด้วยกัน
แหล่งอ้างอิงหลัก
- Convention on Biological Diversity (CBD). Provisional Agenda, COP17, Yerevan, Armenia, 19–30 October 2026.
- Convention on Biological Diversity (CBD). Kunming-Montreal Global Biodiversity Framework, Target 19.
- International Indigenous Forum on Biodiversity (IIFB). ITTs Workshop Successfully Concluded, 2025.
- ICCA Consortium. Statement for CBD SB8J1, 2025.
- ICCA Consortium. Submission/position paper for SB8J1, 2025.
- Articulation of Indigenous Peoples of Brazil (APIB). We Are the Answer, COP16, 2024.
#COP17 #CBDCOP17 #สิทธิชนพื้นเมือง #สิทธิของธรรมชาติ #ความเป็นธรรมทางนิเวศ #เป้าหมาย30×30 #ความหลากหลายทางชีวภาพ #DSI #IndigenousRights #RightsofNature #ThaiClimateJusticeforAll #TCJA #LDI