
ชุดบทความ สิทธิของธรรมชาติ: จากโลกทัศน์ใหม่สู่การเปลี่ยนแปลงสังคม
เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยโดย Thai Climate Justice for All สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา
แม่น้ำเป็นส่วนหนึ่งของระบบชีวิตที่เชื่อมโยงผืนดิน ป่าไม้ สัตว์น้ำ มนุษย์ และความสัมพันธ์ทางสังคมวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน แต่ระบบการบริหารทรัพยากรสมัยใหม่มักแบ่งแม่น้ำออกตามหน้าที่ทางเศรษฐกิจและการปกครอง ทั้งในฐานะแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร การผลิตพลังงาน การคมนาคม หรือพื้นที่รองรับน้ำเสีย การจัดการเช่นนี้ทำให้ความต่อเนื่องของระบบนิเวศและความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับแม่น้ำถูกลดความสำคัญลง
สำหรับชุมชนที่ดำรงชีวิตร่วมกับแม่น้ำมาเป็นเวลาหลายชั่วอายุคน แม่น้ำอาจเป็นทั้งบรรพชน พื้นที่แห่งความทรงจำ แหล่งกำเนิดวัฒนธรรม และเงื่อนไขพื้นฐานของการดำรงชีวิต ความสัมพันธ์ดังกล่าวมีความหมายต่อการกำหนดสิทธิและความรับผิดชอบในการดูแลแม่น้ำ เพราะความเสียหายต่อสายน้ำย่อมส่งผลต่อระบบนิเวศและความต่อเนื่องของชีวิตชุมชนพร้อมกัน
การรับรองสิทธิของแม่น้ำ Whanganui ในนิวซีแลนด์ และแม่น้ำ Atrato ในโคลอมเบีย เป็นพัฒนาการสำคัญที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างแม่น้ำกับผู้คนได้รับการยอมรับในระบบกฎหมายสมัยใหม่ ทั้งสองกรณีมีจุดกำเนิดแตกต่างกัน โดย Whanganui เกิดจากการต่อสู้และการเจรจาทางประวัติศาสตร์ระหว่างรัฐกับชนพื้นเมือง ส่วน Atrato เกิดจากการเรียกร้องความรับผิดชอบของรัฐต่อความเสียหายทางนิเวศและการละเมิดสิทธิของชุมชน ความแตกต่างนี้นำไปสู่รูปแบบการรับรองสิทธิและการกำกับดูแลแม่น้ำที่มีลักษณะเฉพาะ
Whanganui แม่น้ำในฐานะบรรพชนและความสัมพันธ์แห่งชีวิต
แม่น้ำ Whanganui เป็นแม่น้ำสายสำคัญของนิวซีแลนด์ ซึ่งชาวเมารี (Māori) ชนพื้นเมืองของประเทศ มีความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และจิตวิญญาณมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะกลุ่มชนพื้นเมืองแห่งลุ่มน้ำ Whanganui หรือ Whanganui iwi ซึ่งคำว่า iwi หมายถึงกลุ่มชนหรือประชาคมเครือญาติขนาดใหญ่ในสังคมเมารี
สำหรับชาวเมารีแห่งลุ่มน้ำ แม่น้ำเป็นส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์ทางเครือญาติและอัตลักษณ์ของผู้คน ความเข้าใจดังกล่าวปรากฏในถ้อยคำว่า Ko au te awa, ko te awa ko au หรือ “ฉันคือแม่น้ำ และแม่น้ำก็คือฉัน” ซึ่งแสดงถึงความสัมพันธ์ที่ชีวิตของมนุษย์และแม่น้ำดำรงอยู่ร่วมกันอย่างไม่อาจแยกขาด
ภายใต้โลกทัศน์นี้ แม่น้ำประกอบด้วยสายน้ำ ผืนดิน สิ่งมีชีวิต ประวัติศาสตร์ และความสัมพันธ์ทางจิตวิญญาณที่สืบทอดระหว่างคนหลายรุ่น การดูแลแม่น้ำจึงเป็นความรับผิดชอบต่อระบบชีวิตและความสัมพันธ์ที่ชุมชนเป็นส่วนหนึ่ง
การขยายอำนาจของรัฐอาณานิคมเหนือดินแดนของชาวเมารีได้นำระบบกฎหมายที่ให้ความสำคัญกับกรรมสิทธิ์และอำนาจของรัฐเข้ามากำหนดการใช้ประโยชน์จากแม่น้ำ ความสัมพันธ์ดั้งเดิมระหว่างชุมชนกับแม่น้ำจึงถูกท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองและการจัดการทรัพยากร
ข้อเรียกร้องเกี่ยวกับแม่น้ำ Whanganui มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าหนึ่งศตวรรษ และเกี่ยวข้องกับสนธิสัญญาไวตางี (Treaty of Waitangi) ซึ่งทำขึ้นในปี ค.ศ. 1840 ระหว่างผู้แทนราชบัลลังก์อังกฤษกับหัวหน้าชาวเมารี สนธิสัญญาดังกล่าวเป็นฐานสำคัญของกระบวนการเรียกร้องความเป็นธรรมและการทบทวนความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับชนพื้นเมืองในนิวซีแลนด์
การต่อสู้เพื่อแม่น้ำ Whanganui จึงเกี่ยวข้องกับการเรียกร้องให้รัฐยอมรับความสัมพันธ์ที่ชุมชนมีต่อแม่น้ำ รวมถึงบทบาทและความรับผิดชอบในการดูแลรักษาแม่น้ำตามโลกทัศน์ของตน
Te Awa Tupua การรับรองแม่น้ำเป็นบุคคลตามกฎหมาย
กระบวนการเจรจาระหว่างรัฐกับชาวเมารีนำไปสู่การตรากฎหมาย Te Awa Tupua (Whanganui River Claims Settlement) Act 2017 ซึ่งรับรองแม่น้ำ Whanganui ภายใต้ชื่อ Te Awa Tupua ให้มีสถานะเป็นบุคคลตามกฎหมาย (Legal Person)
กฎหมายกำหนดให้ Te Awa Tupua เป็นองค์รวมที่มีชีวิตและไม่อาจแบ่งแยก โดยครอบคลุมแม่น้ำตั้งแต่ต้นน้ำถึงทะเล รวมถึงองค์ประกอบทางกายภาพและทางจิตวิญญาณที่เกี่ยวข้อง
การรับรองดังกล่าวมีความสำคัญต่อการเปลี่ยนวิธีพิจารณาแม่น้ำในระบบกฎหมาย เพราะแม่น้ำได้รับการยอมรับในฐานะองค์รวมที่มีสถานะทางกฎหมายของตนเอง แทนการพิจารณาเฉพาะทรัพยากรหรือพื้นที่แต่ละส่วนภายใต้กรรมสิทธิ์และอำนาจจัดการที่แตกต่างกัน
ความต่อเนื่องของแม่น้ำตั้งแต่ต้นน้ำถึงทะเลมีความสำคัญต่อการดำรงอยู่ของระบบนิเวศ การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ต้นน้ำส่งผลต่อคุณภาพน้ำ ตะกอน สิ่งมีชีวิต และความสัมพันธ์ทางนิเวศในพื้นที่ปลายน้ำ ขณะที่ความเสื่อมโทรมของแม่น้ำยังส่งผลต่อความทรงจำ วัฒนธรรม และการดำรงชีวิตของชุมชนที่สัมพันธ์กับสายน้ำ
อย่างไรก็ตาม สถานะบุคคลตามกฎหมายของ Te Awa Tupua มิได้ทำให้แม่น้ำมีอำนาจดำเนินการด้วยตนเอง หรือยกเลิกสิทธิและอำนาจตามกฎหมายอื่นทั้งหมด กฎหมายจึงสร้างระบบผู้แทนและกลไกการกำกับดูแลขึ้นเพื่อรักษาสถานะและผลประโยชน์ของแม่น้ำ
Te Pou Tupua กับการเปลี่ยนความสัมพันธ์ทางอำนาจ
กฎหมาย ค.ศ. 2017 กำหนดให้มี Te Pou Tupua ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของ Te Awa Tupua ประกอบด้วยบุคคลสองคน โดยคนหนึ่งได้รับการเสนอชื่อจากชาวเมารีแห่งลุ่มน้ำ Whanganui และอีกคนหนึ่งได้รับการเสนอชื่อจากฝ่ายรัฐหรือราชบัลลังก์นิวซีแลนด์ (the Crown)
ผู้แทนทั้งสองมีหน้าที่ร่วมกันรักษาสถานะและผลประโยชน์ของแม่น้ำตามหลักการที่กฎหมายกำหนด โดยมีกรอบความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐ องค์กรท้องถิ่น และผู้เกี่ยวข้องในการกำหนดทิศทางการดูแลแม่น้ำ
โครงสร้างดังกล่าวเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับชุมชนในระดับสถาบัน เพราะความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมของชาวเมารีกับแม่น้ำได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการ และผลประโยชน์ของแม่น้ำได้รับการกำหนดให้เป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาในกระบวนการกำกับดูแล
อย่างไรก็ตาม การมีผู้แทนในระบบกฎหมายแตกต่างจากการมีอำนาจควบคุมการตัดสินใจทั้งหมดเกี่ยวกับแม่น้ำ หน่วยงานรัฐและองค์กรอื่นยังคงมีอำนาจตามกฎหมายในเรื่องต่าง ๆ เช่น การใช้ที่ดิน การจัดการน้ำ และการอนุญาตกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
ประสิทธิผลของการกำกับดูแลร่วมจึงขึ้นอยู่กับความสามารถของกลไกผู้แทนในการประสานและมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของสถาบันเหล่านั้น ตลอดจนการมีทรัพยากรและกระบวนการที่ทำให้การรักษาผลประโยชน์ของแม่น้ำเกิดผลในทางปฏิบัติ
การรับรอง Te Awa Tupua จึงเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการปรับความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์ระหว่างรัฐกับชนพื้นเมือง โดยนำโลกทัศน์ของชุมชนเข้าสู่โครงสร้างการกำกับดูแลสมัยใหม่ พร้อมสร้างความรับผิดชอบต่อแม่น้ำในฐานะองค์รวมของชีวิต
Atrato เมื่อความเสียหายทางนิเวศนำไปสู่การรับรองสิทธิของแม่น้ำ
แม่น้ำ Atrato ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของโคลอมเบีย ไหลผ่านภูมิภาค Chocó ซึ่งมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง และเป็นพื้นที่ดำรงชีวิตของชุมชนชาวแอฟโฟร-โคลอมเบียและชนพื้นเมืองหลายกลุ่ม
แม่น้ำมีความสำคัญต่อการประมง การเพาะปลูก การคมนาคม และวิถีชีวิตทางวัฒนธรรมของชุมชน แต่พื้นที่ลุ่มน้ำเผชิญความเสียหายจากการทำเหมืองทองคำโดยใช้เครื่องจักรและสารปรอท การทำลายป่า และการปนเปื้อนของแหล่งน้ำ ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความรุนแรงและข้อจำกัดของรัฐในการคุ้มครองประชาชนและระบบนิเวศ
ความเสียหายต่อแม่น้ำส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพ ความมั่นคงทางอาหาร และการดำรงชีวิตของชุมชน การเรียกร้องให้รัฐรับผิดชอบจึงครอบคลุมทั้งการคุ้มครองสิทธิของประชาชนและการฟื้นฟูความสมบูรณ์ของระบบนิเวศลุ่มน้ำ
ในปี ค.ศ. 2016 ศาลรัฐธรรมนูญโคลอมเบียมีคำพิพากษา T-622/16 รับรองแม่น้ำ Atrato รวมถึงลุ่มน้ำและลำน้ำสาขา เป็นผู้ทรงสิทธิ (Subject of Rights) ในการได้รับการคุ้มครอง อนุรักษ์ บำรุงรักษา และฟื้นฟู
สถานะดังกล่าวมีพื้นฐานทางกฎหมายแตกต่างจาก Whanganui ซึ่งได้รับการรับรองเป็นบุคคลตามกฎหมายโดยรัฐสภา ในกรณี Atrato ศาลใช้การตีความรัฐธรรมนูญเพื่อรับรองสิทธิของแม่น้ำและกำหนดหน้าที่ของรัฐในการคุ้มครองระบบนิเวศ
ความแตกต่างนี้สัมพันธ์กับที่มาของการเปลี่ยนแปลง โดย Whanganui เกิดจากกระบวนการเจรจาเพื่อคลี่คลายความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์ระหว่างรัฐกับชนพื้นเมือง ขณะที่ Atrato เกิดจากการใช้กระบวนการยุติธรรมเพื่อตอบสนองต่อความเสียหายทางนิเวศและความล้มเหลวของรัฐในการคุ้มครองชีวิตของประชาชน
สิทธิทางชีววัฒนธรรมกับความรับผิดชอบในการฟื้นฟูแม่น้ำ
คำพิพากษา Atrato ให้ความสำคัญกับแนวคิด สิทธิทางชีววัฒนธรรม (Biocultural Rights) ซึ่งเชื่อมโยงความหลากหลายทางชีวภาพกับความหลากหลายทางวัฒนธรรม โดยยอมรับว่าการดำรงอยู่ของชุมชน วิถีชีวิต องค์ความรู้ และความสัมพันธ์กับธรรมชาติเป็นส่วนหนึ่งของระบบชีวิตที่เกี่ยวเนื่องกัน
ภายใต้แนวคิดดังกล่าว การปนเปื้อนของแม่น้ำไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อคุณภาพน้ำหรือจำนวนสัตว์น้ำ แต่ยังทำลายเงื่อนไขของการผลิตอาหาร สุขภาพ ความรู้ในการใช้ทรัพยากร และความสามารถของชุมชนในการสืบทอดวิถีชีวิต
ศาลจึงกำหนดให้รัฐดำเนินมาตรการคุ้มครองและฟื้นฟูแม่น้ำ รวมถึงการจัดทำแผนแก้ไขปัญหาการทำเหมืองผิดกฎหมาย การฟื้นฟูระบบนิเวศ และมาตรการด้านสุขภาพและความมั่นคงทางอาหารของชุมชน
นอกจากนี้ ศาลยังกำหนดให้มีระบบผู้พิทักษ์แม่น้ำ (Guardians of the Atrato River) โดยมีผู้แทนจากรัฐและชุมชนชาติพันธุ์ในลุ่มน้ำ ทำหน้าที่เป็นตัวแทนและติดตามการคุ้มครองสิทธิของแม่น้ำ
การมีผู้พิทักษ์จากชุมชนทำให้ประสบการณ์และความรู้ของผู้คนที่ดำรงชีวิตกับแม่น้ำได้รับการยอมรับในกระบวนการฟื้นฟู แต่การดำเนินงานตามคำพิพากษายังคงต้องอาศัยหน่วยงานรัฐที่มีอำนาจและทรัพยากรในการจัดการปัญหาเหมืองแร่ มลพิษ และความไม่มั่นคงในพื้นที่
ข้อจำกัดสำคัญของกรณี Atrato จึงอยู่ที่ความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจของผู้พิทักษ์แม่น้ำกับความสามารถของรัฐในการดำเนินมาตรการตามคำพิพากษา แม้ศาลจะกำหนดหน้าที่ไว้อย่างชัดเจน แต่การฟื้นฟูระบบนิเวศยังเผชิญปัญหาจากกิจกรรมเหมืองแร่ผิดกฎหมาย ความซับซ้อนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และข้อจำกัดด้านทรัพยากร
สถานะผู้ทรงสิทธิของแม่น้ำจึงสร้างฐานทางกฎหมายสำหรับการเรียกร้องความรับผิดชอบ ขณะที่ผลของการฟื้นฟูขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขที่ทำให้ความเสียหายยังดำเนินต่อไป
จากการยอมรับสิทธิ สู่การเปลี่ยนอำนาจในการกำกับดูแลแม่น้ำ
แม่น้ำ Whanganui และ Atrato แสดงให้เห็นเส้นทางสองรูปแบบของการรับรองสิทธิของธรรมชาติ
กรณี Whanganui ใช้กระบวนการเจรจาทางการเมืองและการออกกฎหมายเพื่อยอมรับความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์ระหว่างชนพื้นเมืองกับแม่น้ำ พร้อมสร้างสถาบันผู้แทนที่เชื่อมโยงรัฐและชุมชนเข้ากับการดูแลแม่น้ำ
ส่วน Atrato ใช้กระบวนการยุติธรรมเพื่อกำหนดความรับผิดชอบของรัฐต่อความเสียหายทางนิเวศและชีวิตของชุมชน โดยให้แม่น้ำมีสถานะเป็นผู้ทรงสิทธิ และกำหนดกลไกผู้พิทักษ์กับมาตรการฟื้นฟู
แม้ทั้งสองกรณีจะสร้างบทบาทให้ชุมชนในระบบการกำกับดูแล แต่การได้รับการยอมรับในฐานะผู้แทน การมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจ และการมีอำนาจเปลี่ยนแปลงกิจกรรมที่กระทบแม่น้ำเป็นเรื่องที่แตกต่างกัน
การรับรองสิทธิของแม่น้ำจะมีผลต่อการจัดการลุ่มน้ำมากเพียงใด จึงขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันผู้แทนกับหน่วยงานที่มีอำนาจอนุญาต ควบคุม และจัดสรรทรัพยากร รวมถึงความสามารถในการกำหนดความรับผิดชอบต่อผู้ก่อความเสียหาย
ประสบการณ์ทั้งสองประเทศยังชี้ให้เห็นข้อจำกัดของระบบบริหารแม่น้ำที่แบ่งแยกความรับผิดชอบตามเขตการปกครองหรือประเภทการใช้ประโยชน์ เพราะความสมบูรณ์ของแม่น้ำขึ้นอยู่กับความต่อเนื่องของระบบนิเวศตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ และความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับพื้นที่ตลอดลุ่มน้ำ
การกำกับดูแลแม่น้ำในฐานะผู้ทรงสิทธิจึงต้องให้ความสำคัญกับระบบนิเวศทั้งลุ่มน้ำ ควบคู่กับการสร้างกลไกที่ทำให้ความรู้และประสบการณ์ของชุมชนมีผลต่อการตัดสินใจอย่างแท้จริง
แม่น้ำในฐานะระบบชีวิตและความรับผิดชอบร่วมของสังคม
การรับรองสิทธิของแม่น้ำเปลี่ยนคำถามพื้นฐานของการจัดการลุ่มน้ำ จากการพิจารณาว่ามนุษย์สามารถใช้ประโยชน์จากแม่น้ำได้เพียงใด ไปสู่การกำหนดว่ารัฐและสังคมมีความรับผิดชอบอย่างไรต่อการดำรงอยู่ของแม่น้ำในฐานะระบบชีวิตที่มีคุณค่าในตัวเอง
กรณี Whanganui แสดงให้เห็นความสำคัญของการยอมรับโลกทัศน์และความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์ของชนพื้นเมืองในระบบกฎหมาย ส่วนกรณี Atrato ทำให้การฟื้นฟูระบบนิเวศและการคุ้มครองชีวิตชุมชนได้รับการกำหนดเป็นความรับผิดชอบที่เชื่อมโยงกัน
ทั้งสองกรณียังแสดงให้เห็นว่า สถานะทางกฎหมายของแม่น้ำเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการรักษาความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ หากปราศจากสถาบันที่มีอำนาจและทรัพยากรในการดำเนินงาน ตลอดจนการมีส่วนร่วมของชุมชนที่สามารถส่งผลต่อการตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตของแม่น้ำได้จริง
ความสำคัญของสิทธิของแม่น้ำจึงอยู่ที่การสร้างหลักการและความสัมพันธ์ทางสถาบันที่กำหนดขอบเขตการใช้อำนาจของมนุษย์ต่อธรรมชาติ โดยให้ความสมบูรณ์ของระบบนิเวศและความต่อเนื่องของชีวิตเป็นเงื่อนไขสำคัญของการพัฒนา
ภายใต้กรอบคิดดังกล่าว แม่น้ำได้รับการยอมรับในฐานะระบบชีวิตที่มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งและมีความรับผิดชอบร่วมกัน การคุ้มครองแม่น้ำจึงสัมพันธ์กับการเปลี่ยนวิธีใช้อำนาจ การจัดสรรทรัพยากร และการกำหนดอนาคตของลุ่มน้ำให้สอดคล้องกับความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติและสังคม
#ThaiClimateJusticeForAll #TCJA #LDI #สิทธิของธรรมชาติ #RightsofNature #สิทธิของแม่น้ำ #RightsOfRivers #TeAwaTupua #AtratoRiver #BioculturalRights #LegalPersonhood #นิติศาสตร์นิเวศ #ความเป็นธรรมทางนิเวศ
เอกสารอ้างอิง
- New Zealand Parliament. (2017). Te Awa Tupua (Whanganui River Claims Settlement) Act 2017.
- New Zealand Government. (2014). Whanganui River Deed of Settlement.
- Constitutional Court of Colombia. (2016). Judgment T-622/16.
- O’Donnell, E., & Talbot-Jones, J. (2018). Creating legal rights for rivers: Lessons from Australia, New Zealand, and India. Ecology and Society, 23(1), 7.
- Kauffman, C. M., & Martin, P. L. (2021). The Politics of Rights of Nature: Strategies for Building a More Sustainable Future. MIT Press.
- Boyd, D. R. (2017). The Rights of Nature: A Legal Revolution That Could Save the World. ECW Press.