เมื่อชนพื้นเมืองไม่ได้เป็นเพียงผู้อนุรักษ์ แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ

ชุดบทความ สิทธิของธรรมชาติ: จากโลกทัศน์ใหม่สู่การเปลี่ยนแปลงสังคม
เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยโดย Thai Climate Justice for All, สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา

ป่าบางแห่งฟื้นตัวได้ดีเมื่อปราศจากการรบกวนของมนุษย์ ขณะที่ป่าอีกหลายแห่งมีองค์ประกอบของพืช สัตว์ และภูมิทัศน์ซึ่งสัมพันธ์กับการดำรงชีวิตของผู้คนมาหลายชั่วอายุคน ความสมบูรณ์ของธรรมชาติจึงมีประวัติศาสตร์ที่แตกต่างกัน และในบางระบบนิเวศ ประวัติศาสตร์นั้นมีมนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเปลี่ยนแปลง

แนวคิดการอนุรักษ์ที่ถือว่าธรรมชาติสมบูรณ์ที่สุดเมื่อปราศจากมนุษย์มีข้อจำกัดในการอธิบายภูมิทัศน์เหล่านี้ เพราะกิจกรรมบางประเภท เช่น การเพาะปลูกแบบหมุนเวียน การจัดการไฟ การเก็บหาอาหาร และการรักษาพันธุ์พืชท้องถิ่น อาจมีส่วนกำหนดองค์ประกอบและกระบวนการฟื้นตัวของระบบนิเวศ

ชนพื้นเมืองในหลายภูมิภาคมีความสัมพันธ์กับธรรมชาติผ่านความรู้ จารีต และวิถีปฏิบัติที่สั่งสมและเปลี่ยนแปลงมาอย่างยาวนาน การศึกษาความสัมพันธ์ดังกล่าวช่วยให้เข้าใจว่ามนุษย์มีบทบาทต่อระบบนิเวศอย่างไร ทั้งในฐานะผู้ใช้ประโยชน์ ผู้ปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์ และผู้มีส่วนรักษากระบวนการทางธรรมชาติ

ประเด็นนี้มีความสำคัญต่อสิทธิของธรรมชาติ เพราะการคุ้มครองระบบนิเวศจำเป็นต้องเข้าใจเงื่อนไขที่ทำให้ธรรมชาติดำรงอยู่และฟื้นตัวได้ รวมถึงความสัมพันธ์กับมนุษย์ที่มีส่วนกำหนดเงื่อนไขเหล่านั้น

ธรรมชาติที่มีประวัติศาสตร์ร่วมกับมนุษย์

วิลเลียม บาลี (William Balée) นักมานุษยวิทยาผู้บุกเบิกแนวคิดนิเวศวิทยาประวัติศาสตร์ (Historical Ecology) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับป่าเขตร้อนในลุ่มน้ำแอมะซอน และเสนอว่าภูมิทัศน์จำนวนมากมีร่องรอยของกิจกรรมมนุษย์ที่สืบเนื่องมาเป็นเวลายาวนาน

การตั้งถิ่นฐาน การเพาะปลูก และการจัดการพืชสามารถเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของป่า โดยผลบางประการยังคงปรากฏอยู่แม้กิจกรรมในอดีตสิ้นสุดลงแล้ว

งานวิจัยของคาโรลินา เลวิส (Carolina Levis) และคณะ ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Science เมื่อปี ค.ศ. 2017 พบว่าพันธุ์ไม้บางชนิดในป่าแอมะซอนที่มีประวัติการใช้ประโยชน์และจัดการโดยประชากรก่อนการเข้ามาของชาวยุโรป มีความชุกชุมสูงกว่าที่คาดจากแบบจำลองทางนิเวศวิทยา ผลการศึกษาสนับสนุนข้อเสนอว่าการจัดการพืชของมนุษย์ในอดีตมีส่วนกำหนดองค์ประกอบของป่าบางพื้นที่ในปัจจุบัน

ข้อค้นพบนี้ทำให้เห็นว่าความหลากหลายทางชีวภาพบางส่วนสัมพันธ์กับประวัติศาสตร์การดำรงชีวิตของมนุษย์ อย่างไรก็ตาม กิจกรรมมนุษย์มีทั้งผลที่เกื้อหนุนและทำลายระบบนิเวศ การประเมินจึงต้องพิจารณาหลักฐานเฉพาะพื้นที่ ทั้งองค์ประกอบของชนิดพันธุ์ ความสมบูรณ์ของถิ่นอาศัย และความสามารถในการฟื้นตัว

นิเวศวิทยาประวัติศาสตร์ช่วยขยายความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติ โดยทำให้เห็นว่าภูมิทัศน์บางแห่งเป็นผลจากกระบวนการทางนิเวศและประวัติศาสตร์สังคมที่สัมพันธ์กัน

ความรู้ที่เกิดจากการดำรงชีวิตร่วมกับธรรมชาติ

ความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติของชนพื้นเมืองหลายสังคมเกิดขึ้นระหว่างการเพาะปลูก การเก็บหาอาหาร การเดินทาง และการสังเกตความเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม ความรู้จึงสัมพันธ์กับทักษะ ประสบการณ์ และความสามารถในการตัดสินใจภายใต้เงื่อนไขของพื้นที่

ฟิกเรต เบอร์เคส (Fikret Berkes) นักวิชาการด้านระบบสังคมและนิเวศ อธิบายความรู้ทางนิเวศดั้งเดิม (Traditional Ecological Knowledge) ว่าเป็นระบบที่ประกอบด้วยความรู้ การปฏิบัติ และความเชื่อ ซึ่งพัฒนาผ่านกระบวนการปรับตัวของสังคมต่อสิ่งแวดล้อม

ความรู้ดังกล่าวครอบคลุมการจำแนกพืชและสัตว์ การสังเกตฤดูกาล การติดตามความเปลี่ยนแปลงของดินและน้ำ ตลอดจนกติกาที่กำกับการใช้ประโยชน์จากทรัพยากร

ความรู้เกี่ยวกับสัตว์น้ำอาจเกิดจากประสบการณ์เดินเรือและสังเกตกระแสน้ำ ส่วนความรู้เกี่ยวกับป่าอาจเกิดจากการติดตามการเจริญเติบโตของพืชในพื้นที่ที่มีอายุการฟื้นตัวแตกต่างกัน ความรู้เหล่านี้ถูกถ่ายทอดผ่านการทำงานร่วมกันและการเรียนรู้ระหว่างคนต่างรุ่น

ทิม อิงโกลด์ (Tim Ingold) นักมานุษยวิทยาชาวอังกฤษ เสนอว่าความรู้และทักษะของมนุษย์พัฒนาผ่านการมีส่วนร่วมกับสิ่งแวดล้อมและการเรียนรู้จากการปฏิบัติ แนวคิดนี้ช่วยให้เข้าใจว่าการรู้จักธรรมชาติอาจเกิดขึ้นภายในกระบวนการดำรงชีวิต มากกว่าการสะสมข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว

การยอมรับความรู้ชนพื้นเมืองจึงเกี่ยวข้องกับการรักษาเงื่อนไขที่ทำให้ความรู้สามารถพัฒนาและถ่ายทอดต่อไปได้ ทั้งพื้นที่ดำรงชีวิต ความสัมพันธ์ระหว่างคนต่างรุ่น และโอกาสในการเรียนรู้จากความเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ

ไร่หมุนเวียนกับกระบวนการฟื้นตัวของป่า

ไร่หมุนเวียนเป็นตัวอย่างของระบบการใช้ที่ดินซึ่งสัมพันธ์กับวงจรการเพาะปลูกและการฟื้นตัวของพืชพรรณ ในชุมชนกะเหรี่ยงบางแห่งของประเทศไทย การเพาะปลูกดำเนินในพื้นที่หนึ่งเป็นช่วงเวลาจำกัด ก่อนเว้นพื้นที่ให้ฟื้นตัวและหมุนเวียนไปใช้พื้นที่อื่นตามรอบที่ชุมชนกำหนด

ระหว่างช่วงพักใช้ พืชพรรณสามารถเจริญเติบโตขึ้นใหม่ เกิดการสะสมอินทรียวัตถุ และเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของชนิดพันธุ์ตามกระบวนการสืบต่อทางนิเวศ พื้นที่เพาะปลูกและพื้นที่พักใช้ต่างช่วงอายุจึงอาจประกอบกันเป็นภูมิทัศน์ที่มีถิ่นอาศัยหลากหลายลักษณะ

ระบบดังกล่าวยังสัมพันธ์กับความรู้เรื่องดิน ฤดูกาล และการรักษาพันธุ์ข้าวและพืชอาหารท้องถิ่น การจัดการพื้นที่จึงเกี่ยวข้องกับทั้งกระบวนการทางนิเวศและการดำรงชีวิตของชุมชน

ผลของไร่หมุนเวียนขึ้นอยู่กับระยะเวลาพักฟื้น ความเข้มข้นของการใช้ที่ดิน สภาพป่าเดิม และแรงกดดันทางเศรษฐกิจ หากพื้นที่มีเวลาฟื้นตัวไม่เพียงพอ ระบบอาจเกิดความเสื่อมโทรมของดินและสูญเสียความสามารถในการฟื้นตัว

การประเมินไร่หมุนเวียนจึงต้องศึกษาวงจรการใช้พื้นที่ทั้งหมด และจำแนกระบบที่มีการพักฟื้นอย่างเป็นแบบแผนออกจากการเปลี่ยนพื้นที่ป่าธรรมชาติเป็นพื้นที่เกษตรถาวร

กรณีนี้แสดงให้เห็นว่าการเพาะปลูกและการฟื้นตัวของธรรมชาติสามารถเป็นกระบวนการที่สัมพันธ์กันภายในระบบการจัดการเดียวกัน โดยมีเงื่อนไขทางนิเวศเป็นตัวกำหนดความยั่งยืนของความสัมพันธ์นั้น

จารีตและข้อห้ามในฐานะระบบกำกับความสัมพันธ์

ความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติมักดำรงอยู่ร่วมกับจารีตและกติกาทางสังคมที่กำหนดขอบเขตของการใช้ประโยชน์และความรับผิดชอบต่อสิ่งมีชีวิตอื่น

ในบางประชาคม การเก็บหาทรัพยากรมีข้อกำหนดเกี่ยวกับฤดูกาล ปริมาณ วิธีการ และพื้นที่ บางแห่งมีข้อห้ามเกี่ยวกับแหล่งน้ำ ป่าต้นน้ำ หรือสถานที่สำคัญทางจิตวิญญาณ

จารีตเหล่านี้อาจมีผลต่อการรักษาถิ่นอาศัย ลดแรงกดดันต่อสัตว์ในช่วงสืบพันธุ์ หรือเปิดโอกาสให้พืชพรรณฟื้นตัว แต่ผลทางนิเวศต้องได้รับการศึกษาตามบริบทจริง เพราะความสำคัญทางวัฒนธรรมของจารีตไม่ได้รับประกันว่าจะเกิดผลดีต่อความหลากหลายทางชีวภาพในทุกกรณี

ความสำคัญของจารีตอยู่ที่การกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างการใช้ประโยชน์กับหน้าที่ของสมาชิกประชาคม การรักษากติกาอาศัยการเรียนรู้ร่วมกัน การตรวจสอบทางสังคม และการปรับเปลี่ยนเมื่อเงื่อนไขของพื้นที่เปลี่ยนแปลง

การศึกษาจารีตยังต้องพิจารณาความแตกต่างภายในชุมชน ทั้งบทบาทของผู้หญิง ผู้สูงอายุ เยาวชน และกลุ่มที่มีสถานะทางสังคมต่างกัน เพื่อให้เห็นว่าใครมีส่วนกำหนดกติกาและใครได้รับผลจากการบังคับใช้

ไฟกับความรู้ในการจัดการภูมิทัศน์

การจัดการไฟเป็นตัวอย่างของกิจกรรมมนุษย์ที่มีผลทางนิเวศแตกต่างกันตามชนิดของระบบนิเวศ ฤดูกาล ความถี่ และความรุนแรงของการเผาไหม้

ในระบบนิเวศบางประเภท ไฟมีบทบาทต่อการหมุนเวียนธาตุอาหาร การงอกของพืชบางชนิด และโครงสร้างของถิ่นอาศัย ชนพื้นเมืองอะบอริจินหลายกลุ่มในออสเตรเลียมีประวัติการใช้ไฟเพื่อจัดการพื้นที่ตามฤดูกาลและสภาพแวดล้อม

งานศึกษาของจอห์น รัสเซลล์-สมิธ (John Russell-Smith) และคณะ เกี่ยวกับเขตสะวันนาทางตอนเหนือของออสเตรเลีย แสดงให้เห็นว่าการปรับแบบแผนการเผาในช่วงต้นฤดูแล้งสามารถช่วยลดการเกิดไฟรุนแรงในช่วงปลายฤดูแล้งภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสม

การใช้ไฟลักษณะนี้อาศัยความรู้เกี่ยวกับความชื้น เชื้อเพลิง ลม และลักษณะของพืชพรรณ รวมถึงการสังเกตผลที่เกิดขึ้นกับพื้นที่ในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์จากระบบนิเวศหนึ่งไม่สามารถใช้รับรองการเผาในทุกพื้นที่ได้ การจัดการไฟจำเป็นต้องคำนึงถึงความแตกต่างของระบบนิเวศ มลพิษทางอากาศ สุขภาพของประชาชน และความเสี่ยงต่อการลุกลาม

บทเรียนจากกรณีนี้อยู่ที่ความสำคัญของความรู้ซึ่งสามารถจำแนกผลกระทบของกิจกรรมมนุษย์ตามเงื่อนไขทางนิเวศ และพัฒนาวิธีจัดการที่เหมาะสมกับความเปลี่ยนแปลงของพื้นที่

ความหลากหลายทางชีววัฒนธรรมกับการดำรงอยู่ของระบบนิเวศ

แนวคิดความหลากหลายทางชีววัฒนธรรม (Biocultural Diversity) อธิบายความเชื่อมโยงระหว่างความหลากหลายทางชีวภาพ ภาษา และวัฒนธรรม โดยพิจารณาความสัมพันธ์เหล่านี้ผ่านประวัติศาสตร์การดำรงชีวิตของมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม

ลุยซา มัฟฟี (Luisa Maffi) นักวิชาการด้านความหลากหลายทางชีววัฒนธรรม ชี้ให้เห็นว่าภาษาและวัฒนธรรมมีความสัมพันธ์กับความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติ โดยเฉพาะในประชาคมที่มีประวัติการดำรงชีวิตร่วมกับระบบนิเวศมาอย่างยาวนาน

ภาษาท้องถิ่นอาจบรรจุความรู้เกี่ยวกับชื่อพืชและสัตว์ ลักษณะภูมิประเทศ ฤดูกาล และความสัมพันธ์ทางนิเวศ การสูญเสียภาษาจึงอาจทำให้ความรู้บางประเภทและวิธีถ่ายทอดประสบการณ์สูญหายไปพร้อมกัน

ในทางกลับกัน การเสื่อมโทรมของระบบนิเวศอาจกระทบต่ออาหาร พิธีกรรม และกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่สัมพันธ์กับสิ่งมีชีวิตบางชนิด

ความสัมพันธ์ระหว่างความหลากหลายทางชีวภาพกับวัฒนธรรมมีลักษณะเฉพาะตามพื้นที่และประวัติศาสตร์ จึงต้องหลีกเลี่ยงข้อสรุปว่าความหลากหลายทางวัฒนธรรมสูงจะนำไปสู่ความสมบูรณ์ทางนิเวศเสมอไป

คุณค่าของแนวคิดชีววัฒนธรรมอยู่ที่การทำให้เห็นว่าความเสียหายต่อระบบนิเวศอาจส่งผลต่อภาษา ความรู้ และวิถีชีวิต ขณะที่การเปลี่ยนแปลงทางสังคมก็อาจส่งผลต่อกระบวนการดูแลและใช้ประโยชน์จากธรรมชาติ

ก้าวพ้นภาพชนพื้นเมืองในฐานะผู้พิทักษ์ธรรมชาติโดยกำเนิด

การยอมรับบทบาทของชนพื้นเมืองในการสร้างและดูแลภูมิทัศน์จำเป็นต้องตั้งอยู่บนความเข้าใจว่าชนพื้นเมืองแต่ละสังคมมีประวัติศาสตร์ ระบบเศรษฐกิจ และความสัมพันธ์กับธรรมชาติแตกต่างกัน

การยกย่องชนพื้นเมืองว่าเป็นผู้พิทักษ์ธรรมชาติโดยกำเนิดอาจทำให้ความหลากหลายดังกล่าวถูกลดทอน และสร้างความคาดหวังว่าชนพื้นเมืองต้องรักษาวิถีชีวิตแบบเดิมไว้เสมอจึงจะได้รับการยอมรับ

ในความเป็นจริง ชนพื้นเมืองเผชิญการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และสภาพภูมิอากาศเช่นเดียวกับสังคมอื่น ความรู้และจารีตจึงมีการปรับเปลี่ยน และสมาชิกภายในประชาคมอาจมีความคิดเห็นแตกต่างกันเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์และการดูแลทรัพยากร

ความรู้ชนพื้นเมืองมีคุณค่าในฐานะระบบความรู้ที่มีชีวิต สามารถเรียนรู้ ตรวจสอบ และพัฒนาได้ การประเมินแนวปฏิบัติต่าง ๆ จึงต้องอาศัยหลักฐานทางนิเวศวิทยาและความเข้าใจบริบททางสังคมควบคู่กัน

การมองชนพื้นเมืองเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศจึงต้องยอมรับทั้งบทบาทที่เกื้อหนุนธรรมชาติและความเป็นไปได้ที่กิจกรรมมนุษย์จะสร้างความเสียหาย โดยไม่กำหนดภาพแทนของชนพื้นเมืองจากความคาดหวังของสังคมภายนอก

สิ่งที่กฎหมายสิทธิของธรรมชาติควรเรียนรู้

ความสัมพันธ์ระหว่างชนพื้นเมืองกับธรรมชาติเปิดประเด็นสำคัญต่อการพัฒนากฎหมายสิทธิของธรรมชาติ โดยเฉพาะความจำเป็นในการทำความเข้าใจระบบนิเวศตามประวัติศาสตร์และเงื่อนไขเฉพาะของพื้นที่

การกำหนดมาตรการคุ้มครองจากสมมติฐานว่าระบบนิเวศที่สมบูรณ์ต้องปราศจากมนุษย์ อาจไม่สอดคล้องกับภูมิทัศน์ที่มีประวัติการจัดการร่วมกับมนุษย์มาอย่างยาวนาน การห้ามกิจกรรมบางประเภทโดยไม่ศึกษาบทบาททางนิเวศของกิจกรรมนั้น อาจทำให้กระบวนการที่มีส่วนรักษาความหลากหลายทางชีวภาพหยุดชะงัก

กฎหมายจึงควรพิจารณาความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ กระบวนการฟื้นตัว และความสัมพันธ์ทางสังคมที่ส่งผลต่อกระบวนการเหล่านั้น โดยใช้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ร่วมกับความรู้ที่เกิดจากประสบการณ์ของชุมชน

รายงานการประเมินระดับโลกของ IPBES ปี ค.ศ. 2019 ยอมรับความสำคัญของความรู้ชนพื้นเมืองและท้องถิ่นต่อการทำความเข้าใจและดูแลความหลากหลายทางชีวภาพ พร้อมชี้ให้เห็นว่าพื้นที่จำนวนมากซึ่งชนพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่นใช้และจัดการอยู่มีความสำคัญต่อการอนุรักษ์ แม้กำลังเผชิญแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินและระบบเศรษฐกิจ

การนำความรู้ชนพื้นเมืองมาใช้จึงต้องเคารพบริบทและกระบวนการสร้างความรู้ของประชาคม การเลือกใช้เฉพาะข้อมูลที่สอดคล้องกับกรอบของหน่วยงานภายนอกอาจทำให้ความรู้ถูกลดทอนและตีความคลาดเคลื่อน

ขณะเดียวกัน คุณค่าของธรรมชาติยังดำรงอยู่โดยไม่ขึ้นอยู่กับประโยชน์หรือความหมายที่มนุษย์มอบให้ ระบบนิเวศบางประเภทจำเป็นต้องได้รับการคุ้มครองจากกิจกรรมมนุษย์อย่างเข้มงวด เพื่อรักษาความสามารถในการดำรงอยู่และฟื้นตัวของตนเอง

การพัฒนากฎหมายสิทธิของธรรมชาติจึงต้องอาศัยความเข้าใจต่อความแตกต่างของระบบนิเวศและประวัติศาสตร์การใช้พื้นที่ พร้อมทั้งประเมินว่าความสัมพันธ์รูปแบบใดช่วยรักษาหรือบั่นทอนกระบวนการดำรงชีวิตของธรรมชาติ

ธรรมชาติในฐานะระบบนิเวศที่มีประวัติศาสตร์ร่วมกับมนุษย์

การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างชนพื้นเมืองกับธรรมชาติแสดงให้เห็นว่าระบบนิเวศบางแห่งมีประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงร่วมกับมนุษย์ การเพาะปลูก การจัดการไฟ การรักษาพันธุ์พืช และการกำหนดกติกาการใช้ทรัพยากรอาจมีส่วนกำหนดองค์ประกอบและกระบวนการฟื้นตัวของระบบนิเวศ

ความสัมพันธ์เหล่านี้มีความหลากหลายและเปลี่ยนแปลงตามเงื่อนไขทางสังคมและธรรมชาติ การคุ้มครองระบบนิเวศจึงต้องอาศัยความเข้าใจต่อประวัติศาสตร์ของภูมิทัศน์และผลกระทบของกิจกรรมมนุษย์ในแต่ละพื้นที่

สำหรับแนวคิดสิทธิของธรรมชาติ ประเด็นสำคัญอยู่ที่การรักษาเงื่อนไขที่ทำให้ธรรมชาติสามารถดำรงอยู่และฟื้นตัวได้ หากระบบนิเวศบางแห่งมีความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์กับวิถีชีวิตและการจัดการของมนุษย์ การคุ้มครองธรรมชาติย่อมต้องพิจารณาความสัมพันธ์เหล่านั้นด้วย

กฎหมายที่มองไม่เห็นประวัติศาสตร์ร่วมระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติอาจกำหนดมาตรการคุ้มครองที่ทำลายกระบวนการซึ่งมีส่วนหล่อเลี้ยงระบบนิเวศนั้นเอง

การยอมรับชนพื้นเมืองเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศจึงมีความหมายต่อการเปลี่ยนวิธีคิดเกี่ยวกับธรรมชาติ จากพื้นที่ที่ต้องแยกออกจากมนุษย์ ไปสู่ระบบชีวิตที่มีประวัติศาสตร์ ความเปลี่ยนแปลง และความสัมพันธ์อันซับซ้อน การคุ้มครองสิทธิของธรรมชาติต้องตั้งอยู่บนความเข้าใจต่อความสัมพันธ์เหล่านี้ เพื่อรักษาความสมบูรณ์และความสามารถในการดำรงอยู่ของธรรมชาติในระยะยาว

#สิทธิของธรรมชาติ #RightsofNature #ชนพื้นเมือง #IndigenousPeoples #คนกับป่า #นิเวศวิทยาประวัติศาสตร์ #HistoricalEcology #ความหลากหลายทางชีววัฒนธรรม #ไร่หมุนเวียน #ความรู้ทางนิเวศดั้งเดิม #การอนุรักษ์ธรรมชาติ #TCJA #ThaiClimateJusticeForAll #LDI


เอกสารอ้างอิง

  • Balée, W. (2006). The Research Program of Historical Ecology. Annual Review of Anthropology, 35, 75–98.
  • Berkes, F. (2012). Sacred Ecology (3rd ed.). Routledge.
  • Ingold, T. (2000). The Perception of the Environment: Essays on Livelihood, Dwelling and Skill. Routledge.
  • IPBES. (2019). Global Assessment Report on Biodiversity and Ecosystem Services. IPBES Secretariat.
  • Levis, C., et al. (2017). Persistent Effects of Pre-Columbian Plant Domestication on Amazonian Forest Composition. Science, 355(6328), 925–931.
  • Maffi, L. (2005). Linguistic, Cultural, and Biological Diversity. Annual Review of Anthropology, 34, 599–617.
  • Russell-Smith, J., et al. (2013). Managing Fire Regimes in North Australian Savannas: Applying Aboriginal Approaches to Contemporary Global Problems. Frontiers in Ecology and the Environment, 11(s1), e55–e63.
Scroll to Top