
ชุดบทความวิเคราะห์ COP31 | ตอนที่ 3 จาก 7 ตอน
จากชัยชนะของขบวนการแรงงานและภาคประชาสังคมที่ COP30 เมืองเบเลง สู่การเจรจา COP31 ที่อันตัลยา กลไกการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรมกำลังเผชิญข้อขัดแย้งสำคัญระหว่างการสร้างสถาบันที่มีอำนาจสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ กับการจำกัดบทบาทไว้ที่การประสานงานและแลกเปลี่ยนความรู้ ผลการเจรจาจะกำหนดว่าแรงงาน ชุมชน และประเทศกำลังพัฒนาจะได้รับการสนับสนุนและมีอำนาจกำหนดอนาคตของตนเองเพียงใด
ชัยชนะที่เบเลง และคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ
วันที่ 24 พฤศจิกายน 2025 สมาพันธ์สหภาพแรงงานระหว่างประเทศ (International Trade Union Confederation: ITUC) ประกาศว่าการตัดสินใจของ COP30 ที่เมืองเบเลง ประเทศบราซิล ให้พัฒนากลไกการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม ถือเป็นชัยชนะครั้งสำคัญของขบวนการแรงงานโลก
ลุค ไทรแองเกิล (Luc Triangle) เลขาธิการ ITUC ซึ่งเป็นเครือข่ายสหภาพแรงงานที่เป็นตัวแทนคนทำงานประมาณ 200 ล้านคนจาก 171 ประเทศและดินแดน กล่าวว่าการตัดสินใจครั้งนี้เป็นชัยชนะของแรงงานทั่วโลก โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมซึ่งกำลังเผชิญการเปลี่ยนผ่าน เขายืนยันว่าขบวนการแรงงานจะผลักดันให้กลไกใหม่สร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม และให้สหภาพแรงงาน ภาคประชาสังคม และองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization: ILO) มีส่วนร่วมในการกำกับดูแล
การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้แผนงานการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรมแห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (United Arab Emirates Just Transition Work Programme: JTWP) ซึ่งจัดตั้งขึ้นจากกระบวนการ COP27 และพัฒนารูปแบบการดำเนินงานใน COP28 เพื่อสนับสนุนการแลกเปลี่ยนแนวทางการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
ที่ประชุมรัฐภาคีความตกลงปารีสครั้งที่ 7 (CMA7) รับรองข้อตัดสินใจ 2/CMA.7 ให้พัฒนากลไกการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม (Just Transition Mechanism) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ การสนับสนุนทางเทคนิค การเสริมสร้างขีดความสามารถ และการแลกเปลี่ยนความรู้ เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านที่ครอบคลุมและเป็นธรรม
ขบวนการแรงงานและภาคประชาสังคมใช้ชื่อ Belém Action Mechanism หรือ BAM ในการรณรงค์ก่อน COP30 ต่อมาในปี 2026 เครือข่ายภาคประชาสังคมและผู้ติดตามการเจรจาจำนวนหนึ่งเริ่มใช้ชื่อ Belém–Antalya Mechanism เพื่อเชื่อมโยงข้อตกลงจากเบเลงกับการเจรจาที่อันตัลยา อย่างไรก็ตาม ชื่อทางการในข้อตัดสินใจของ UNFCCC ยังคงเป็น Just Transition Mechanism
ข้อตัดสินใจของ CMA7 ยังไม่ได้กำหนดโครงสร้างและหน้าที่ทั้งหมดของกลไกใหม่ แต่ขอให้หน่วยงานย่อยของ UNFCCC จัดทำข้อเสนอเกี่ยวกับกระบวนการทำให้กลไกสามารถดำเนินงานได้ เพื่อเสนอให้ CMA8 พิจารณาในเดือนพฤศจิกายน 2026
สำหรับขบวนการแรงงาน ความสำเร็จที่เบเลงยังมีข้อจำกัดสำคัญ เพราะ COP30 ไม่สามารถตกลงแผนการเลิกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างเป็นธรรมและมีลำดับขั้นตอนที่ชัดเจน อีกทั้งยังขาดมาตรการสนับสนุนแรงงานและชุมชนที่ได้รับผลกระทบอย่างเพียงพอ
การประชุม COP31 ระหว่างวันที่ 9–20 พฤศจิกายน 2026 ณ เมืองอันตัลยา ประเทศตุรกี จึงเป็นเวทีต่อเนื่องของการต่อสู้เพื่อกำหนดบทบาทของกลไกใหม่ ขณะที่รัฐภาคียังมีความเห็นแตกต่างกันว่ากลไกดังกล่าวควรมีอำนาจดำเนินงานเพียงใด
ความขัดแย้งระหว่างรัฐ: ใครต้องรับผิดชอบต่อการเปลี่ยนผ่าน
การเจรจาที่เมืองบอนน์ ประเทศเยอรมนี ระหว่างวันที่ 8–18 มิถุนายน 2026 ภายใต้การประชุมหน่วยงานย่อยครั้งที่ 64 (SB64) เปิดเผยความแตกต่างของข้อเสนอจากกลุ่มประเทศต่าง ๆ อย่างชัดเจน
กลุ่มประเทศแอฟริกาเสนอให้จัดตั้งองค์กรที่มีสถานะทางสถาบันและมีอำนาจกำหนดแนวทางสำหรับการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน ขณะที่กลุ่ม G77 และจีนเสนอหลักการกำกับดูแลที่ตั้งอยู่บนความเป็นธรรมและความรับผิดชอบร่วมกันแต่แตกต่างกันตามระดับการพัฒนาและศักยภาพของแต่ละประเทศ (Common But Differentiated Responsibilities and Respective Capabilities: CBDR-RC)
กลุ่มประเทศเกาะขนาดเล็ก (Alliance of Small Island States: AOSIS) สนับสนุนกลไกทางเทคนิคที่มีโครงสร้างกระชับและสามารถเชื่อมโยงความต้องการของประเทศกำลังพัฒนากับสถาบันที่มีอยู่แล้ว ส่วนกลุ่มประเทศพัฒนาน้อยที่สุด (Least Developed Countries: LDCs) และกลุ่มประเทศลาตินอเมริกาและแคริบเบียนอิสระ (Independent Association of Latin America and the Caribbean: AILAC) เสนอรูปแบบการบริหารที่เชื่อมโยงระดับนโยบายกับการดำเนินงาน
ประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศมีท่าทีระมัดระวังต่อการจัดตั้งองค์กรใหม่ นอร์เวย์และแคนาดาสนับสนุนการใช้ประโยชน์จากกลไกเดิม สหราชอาณาจักรและแคนาดาไม่ต้องการให้กลไกใหม่กลายเป็นช่องทางการเงินเพิ่มเติม ขณะที่สหภาพยุโรปเห็นว่าปัญหาสำคัญอยู่ที่ความกระจัดกระจายของสถาบันและโครงการที่มีอยู่ จึงเสนอให้กลไกใหม่ทำหน้าที่ประสานงานแทนการสร้างระบบซ้ำซ้อน
ญี่ปุ่นเสนอให้เริ่มจากการสำรวจและประเมินกลไกที่มีอยู่ก่อนพิจารณาหน้าที่ของสถาบันใหม่ แต่ข้อเสนอนี้ถูกคัดค้านจากอินเดียและประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ ซึ่งเห็นว่าการตัดสินใจพัฒนากลไกได้เกิดขึ้นแล้วที่เบเลง การสำรวจสถาบันเดิมไม่ควรกลายเป็นเงื่อนไขที่ทำให้การดำเนินงานล่าช้า
ข้อเสนอที่แตกต่างกันเหล่านี้มีผลต่ออนาคตของกลไกโดยตรง หาก BAM เป็นเพียงหน่วยประสานงาน ประเทศที่ขาดทรัพยากรอาจยังไม่สามารถนำแผนการเปลี่ยนผ่านไปดำเนินงานได้ แต่การจัดตั้งองค์กรใหม่ที่มีหน้าที่กว้างขวางก็จำเป็นต้องมีข้อตกลงเกี่ยวกับทรัพยากร บุคลากร และความรับผิดชอบของรัฐภาคี
ประเทศกำลังพัฒนาจำนวนมากต้องเผชิญต้นทุนของการเปลี่ยนผ่านภายใต้ข้อจำกัดด้านหนี้สินและงบประมาณ การลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลต้องดำเนินควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจ การจ้างงาน และบริการพื้นฐานแก่ประชาชน ขณะที่ประเทศอุตสาหกรรมมีศักยภาพทางการเงินและเทคโนโลยีสูงกว่า
การกำหนดหน้าที่ของ BAM จึงเกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบระหว่างประเทศว่าจะมีการสนับสนุนด้านเงินทุน เทคโนโลยี และการพัฒนาศักยภาพอย่างไร โดยไม่เพิ่มภาระหรือจำกัดทางเลือกด้านนโยบายของประเทศกำลังพัฒนา
ผลการเจรจาที่บอนน์ยังไม่สามารถยุติความแตกต่างดังกล่าวได้ แต่ผู้เจรจาจัดทำบันทึกอย่างไม่เป็นทางการเพื่อรวบรวมข้อเสนอด้านวัตถุประสงค์ หน้าที่ รูปแบบการบริหาร ระยะเวลาดำเนินงาน และความสัมพันธ์กับ JTWP สำหรับใช้ประกอบการหารือต่อไป
บันทึกนี้ยังไม่มีสถานะเป็นข้อความเจรจาที่รัฐภาคีรับรอง และไม่ผูกพันให้ประเทศต่าง ๆ ต้องยอมรับรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง
ขบวนการแรงงาน: ความเป็นธรรมต้องมีอำนาจต่อรอง
แนวคิดการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรมมีรากฐานจากการต่อสู้ของขบวนการแรงงานที่พยายามเชื่อมการปกป้องสิ่งแวดล้อมเข้ากับสิทธิในการทำงานและความมั่นคงในการดำรงชีวิต
การลดการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินอาจช่วยลดก๊าซเรือนกระจก แต่แรงงานเหมืองและโรงไฟฟ้าที่สูญเสียงานต้องได้รับการคุ้มครองรายได้และโอกาสประกอบอาชีพใหม่ เมืองอุตสาหกรรมที่พึ่งพากิจการเดิมจำเป็นต้องมีการลงทุนเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและบริการสาธารณะ ขณะที่แรงงานในอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดต้องได้รับการคุ้มครองสิทธิและมาตรฐานการจ้างงานที่เหมาะสม
องค์การแรงงานระหว่างประเทศได้จัดทำแนวทางการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรมในปี 2015 โดยให้ความสำคัญกับการเจรจาทางสังคม (Social Dialogue) ระหว่างรัฐบาล นายจ้าง และองค์กรแรงงาน เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจดำเนินไปพร้อมกับการคุ้มครองสิทธิแรงงานและหลักประกันทางสังคม
แนวทางดังกล่าวได้รับการยอมรับในกระบวนการภูมิอากาศระหว่างประเทศ และเป็นพื้นฐานของข้อเสนอที่ ITUC ต้องการให้ BAM นำไปใช้
วันที่ 8 ตุลาคม 2026 ITUC เผยแพร่เอกสาร ITUC Demands for COP31 โดยยืนยันว่าคนทำงานและสหภาพแรงงานต้องมีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบายภูมิอากาศ การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรมต้องครอบคลุมสิทธิแรงงาน งานที่มีคุณค่า และการคุ้มครองทางสังคม
ข้อเสนอของ ITUC ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมขององค์กรแรงงานในกระบวนการตัดสินใจ ไม่จำกัดบทบาทไว้เพียงการรับฟังความคิดเห็นหลังจากรัฐบาลและภาคธุรกิจกำหนดแผนการเปลี่ยนผ่านแล้ว
ขบวนการแรงงานยังต้องการให้กลไกใหม่เชื่อมโยงกับนโยบายระดับชาติ เช่น เป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกที่ประเทศกำหนด (Nationally Determined Contributions: NDCs) แผนการปรับตัวแห่งชาติ (National Adaptation Plans: NAPs) และยุทธศาสตร์การพัฒนาระยะยาวที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ
การเชื่อมโยงดังกล่าวมีผลต่อการกำหนดว่าประเทศต่าง ๆ จะนำมาตรการคุ้มครองแรงงานและชุมชนเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายภูมิอากาศอย่างไร
ในคำแถลงหลัง COP30 ไทรแองเกิลยืนยันว่ากลไกใหม่ต้องสร้างผลลัพธ์จริง และให้หุ้นส่วนทางสังคม ภาคประชาสังคม และ ILO มีบทบาทในการกำกับดูแล
ขณะเดียวกัน ขบวนการความเป็นธรรมทางภูมิอากาศได้ขยายขอบเขตการเปลี่ยนผ่านให้ครอบคลุมผู้คนที่อยู่นอกระบบการจ้างงานในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ทั้งแรงงานนอกระบบ เกษตรกรรายย่อย ผู้หญิง ชนพื้นเมือง และชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานใหม่
องค์กร Global Initiative for Economic, Social and Cultural Rights (GI-ESCR) และเครือข่ายผู้หญิงกับความเสมอภาคทางเพศได้เสนอให้กลไกใหม่ยึดหลักสิทธิมนุษยชน ความเสมอภาคทางเพศ และการมีส่วนร่วมของผู้ถือครองสิทธิ (Rights Holders) ในการกำหนดนโยบายและติดตามผล
การออกแบบ BAM จึงต้องพิจารณาทั้งการเจรจาทางสังคมของแรงงานและสิทธิของชุมชนในการมีส่วนร่วมตัดสินใจ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่การเปลี่ยนผ่านพลังงานและอุตสาหกรรมส่งผลต่อที่ดิน น้ำ และทรัพยากรที่ประชาชนพึ่งพา
ภาคประชาสังคมต้องการกลไกที่ดำเนินงานได้จริง
เครือข่าย Climate Action Network International (CAN) ซึ่งรวมองค์กรภาคประชาสังคมด้านสิ่งแวดล้อมและความเป็นธรรมทางภูมิอากาศจากหลายประเทศ ได้ผลักดันข้อเสนอให้ BAM มีบทบาทสนับสนุนการดำเนินงานมากกว่าการจัดเวทีแลกเปลี่ยนความรู้
ข้อเสนอของ CAN ก่อน COP31 ให้ความสำคัญกับการประสานงานระหว่างสถาบัน การสนับสนุนทางเทคนิค การพัฒนาความรู้ และการเชื่อมโยงทรัพยากรสำหรับประเทศที่ต้องการความช่วยเหลือในการเปลี่ยนผ่าน
ในการให้สัมภาษณ์กับ Carbon Brief หลัง COP30 อนาเบลลา โรเซมเบิร์ก (Anabella Rosemberg) ที่ปรึกษาอาวุโสด้านการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรมของ CAN International อธิบายว่าความแตกต่างระหว่างการมีหน่วยงานประสานงานกับการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเป็นครั้งคราวมีผลต่อความสามารถของประเทศต่าง ๆ ในการขอรับการสนับสนุน
หากไม่มีหน่วยงานที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงความต้องการกับแหล่งความช่วยเหลือ ประเทศที่ต้องการดำเนินนโยบายการเปลี่ยนผ่านอาจต้องติดต่อสถาบันและโครงการจำนวนมากโดยไม่มีระบบประสานงานที่ชัดเจน
ลีออน ซีลีย์-ฮักกินส์ (Leon Sealey-Huggins) นักรณรงค์อาวุโสขององค์กร War on Want ให้ความเห็นต่อ Carbon Brief ว่าการพัฒนากลไกใหม่เป็นชัยชนะสำคัญที่ทำให้การต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมได้รับการยึดโยงกับกระบวนการของสหประชาชาติ แต่ยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการต่อสู้ระยะยาว
ข้อเสนอของ CAN ในปี 2026 จึงมุ่งให้กลไกใหม่สามารถประสานความร่วมมือระหว่างประเทศกับความจำเป็นของแรงงาน ชุมชน และประเทศกำลังพัฒนา รวมถึงเชื่อมโยงการสนับสนุนทางการเงินและเทคโนโลยีกับนโยบายที่คำนึงถึงสิทธิและความเป็นธรรม
ในวันที่ 18 มิถุนายน 2026 CAN Europe ออกแถลงการณ์หลังการประชุมที่บอนน์ โดยระบุว่าการทำให้กลไก BAM สามารถดำเนินงานได้เป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญก่อน COP31 และจะมีผลต่อการพัฒนาความร่วมมือด้านการเปลี่ยนผ่าน การสนับสนุนทางการเงิน และแนวทางดำเนินงานที่เป็นธรรมในอนาคต
ขบวนการภาคประชาสังคมจึงติดตามรายละเอียดของการเจรจาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะขอบเขตหน้าที่ รูปแบบการบริหาร และความสัมพันธ์ระหว่างกลไกใหม่กับสถาบันที่มีอยู่แล้ว
การประชุม COP31 จะต้องพิจารณาว่ากลไกดังกล่าวควรดำเนินงานผ่านโครงสร้างรูปแบบใด และจะมีขั้นตอนพัฒนาต่อไปอย่างไร
ข้อเสนอจากกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาบางกลุ่มที่เมืองบอนน์เสนอให้พัฒนากลไกเป็นระยะ ตั้งแต่การออกแบบในปี 2026 การจัดตั้งโครงสร้างในปี 2027 และการขยายการดำเนินงานในช่วงปี 2028–2030 แนวทางนี้ยังไม่ได้รับการรับรองเป็นข้อยุติ แต่แสดงให้เห็นว่าการพัฒนากลไกอาจต้องใช้เวลาหลายปี
ผลการประชุมที่อันตัลยาจึงต้องพิจารณาทั้งความก้าวหน้าของข้อตกลงและความสามารถในการสร้างกระบวนการดำเนินงานต่อเนื่อง ไม่อาจประเมินจากการประกาศจัดตั้งสถาบันใหม่เพียงอย่างเดียว
สิ่งที่ต้องจับตาจาก COP31 และความหมายต่อประเทศไทย
การประชุม COP31 จะเป็นช่วงสำคัญของการพิจารณากระบวนการทำให้กลไกการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรมสามารถดำเนินงานได้ ภายใต้ข้อตัดสินใจที่รับรองจาก COP30
ประเด็นที่ต้องติดตามเป็นอันดับแรกคือขอบเขตหน้าที่ของกลไก ว่าจะจำกัดอยู่ที่การประสานงาน การแลกเปลี่ยนความรู้ และการสนับสนุนทางเทคนิค หรือจะมีบทบาทเชื่อมโยงทรัพยากรและสนับสนุนการดำเนินงานของประเทศกำลังพัฒนาอย่างเป็นระบบ
ประเด็นต่อมาคือรูปแบบการบริหารและการมีส่วนร่วมของแรงงาน ชนพื้นเมือง ผู้หญิง เยาวชน และชุมชนที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะการกำหนดว่ากลุ่มเหล่านี้จะมีอำนาจเสนอและติดตามนโยบายได้เพียงใด
การเจรจายังต้องพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างกลไกใหม่กับสถาบันและกองทุนที่มีอยู่แล้ว รวมถึงการแบ่งหน้าที่และระบบติดตามความรับผิดชอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
สำหรับประเทศไทย การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรมมีความเกี่ยวข้องกับนโยบายพลังงาน อุตสาหกรรม แรงงาน และการจัดการทรัพยากรในระยะยาว ประเทศไทยต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขณะเดียวกันก็ต้องรับมือกับความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ความไม่มั่นคงของแรงงาน และความขัดแย้งเรื่องที่ดินกับน้ำ
การขยายตัวของอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดอาจสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและการจ้างงานใหม่ แต่การลงทุนขนาดใหญ่ที่ขาดกระบวนการมีส่วนร่วมและการคุ้มครองสิทธิชุมชนอาจเพิ่มความขัดแย้งในพื้นที่
การพัฒนานโยบายการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรมของประเทศไทยจึงจำเป็นต้องเชื่อมโยงมาตรการคุ้มครองแรงงาน การพัฒนาทักษะ การสร้างหลักประกันทางสังคม และสิทธิของชุมชนในการกำหนดแนวทางใช้ทรัพยากรเข้าด้วยกัน
ภาคประชาชนไทยสามารถใช้กระบวนการ BAM เป็นพื้นที่พัฒนาข้อเสนอเพื่อให้การเปลี่ยนผ่านพลังงานและเศรษฐกิจมีหลักประกันด้านสิทธิและการกระจายประโยชน์อย่างเป็นธรรม โดยเฉพาะการผลักดันให้แรงงานและชุมชนมีบทบาทตั้งแต่ขั้นกำหนดแผน มิใช่เพียงการรับฟังความคิดเห็นหลังจากมีการตัดสินใจแล้ว
ผลการเจรจาที่อันตัลยาจะบอกได้ว่าประเทศต่าง ๆ พร้อมยอมรับความรับผิดชอบต่อการเปลี่ยนผ่านมากน้อยเพียงใด กลไกที่มีหน้าที่เพียงแลกเปลี่ยนความรู้ย่อมไม่อาจแก้ปัญหาการขาดแคลนทรัพยากรและอำนาจต่อรองของผู้ได้รับผลกระทบได้ ขณะที่กลไกซึ่งมีทรัพยากรแต่ขาดการกำกับดูแลโดยประชาชนก็อาจผลิตซ้ำความเหลื่อมล้ำเดิม
การต่อสู้ที่ COP31 จึงมีเดิมพันอยู่ที่ว่าความเป็นธรรมจะได้รับการจัดวางเป็นเงื่อนไขของการเปลี่ยนผ่าน หรือคงเป็นเพียงถ้อยคำประกอบนโยบายลดคาร์บอน การกำหนดอำนาจและหน้าที่ของ BAM จะเป็นบททดสอบว่ารัฐบาลต่าง ๆ พร้อมให้แรงงาน ชุมชน และประเทศกำลังพัฒนามีส่วนร่วมกำหนดอนาคตเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำเพียงใด
#COP31 #JustTransition #การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม #BAM #BelémActionMechanism #ITUC #ClimateJustice #ความเป็นธรรมทางภูมิอากาศ #TCJA #นิเวศวิทยาการเมือง #สิทธิแรงงาน #สิทธิชุมชน #LDI #ThaiClimateJusticeforAll
เอกสารอ้างอิงหลัก
- UNFCCC. (2025). Decision 2/CMA.7: United Arab Emirates Just Transition Work Programme.
https://unfccc.int/topics/just-transition/united-arab-emirates-just-transition-work-programme - International Institute for Sustainable Development (IISD). (2025). Summary of the Belém Climate Change Conference.
https://enb.iisd.org/belem-un-climate-change-conference-cop30-summary - International Trade Union Confederation (ITUC). (2025, November 24). Belém Action Mechanism on Just Transition: A Breakthrough for Workers amid Major Failures at COP30.
https://www.ituc-csi.org/belem-action-mechanism-on-just-transition?lang=en - International Trade Union Confederation (ITUC). (2026, October 8). ITUC Demands for COP31.
https://www.ituc-csi.org/ituc-demands-for-cop31 - International Institute for Sustainable Development (IISD). (2026). Just Transition Work Programme in 2026: Just Transition Mechanism Starts Taking Shape, Details Left for COP31.
https://www.jetknowledge.org/news/just-transition-work-programme-bonn-2026-sb64-bam-mechanism-takes-shape-cop-31/ - Carbon Brief. (2025). COP30: Key Outcomes Agreed at the UN Climate Talks in Belém.
https://www.carbonbrief.org/cop30-key-outcomes-agreed-at-the-un-climate-talks-in-belem - Global Initiative for Economic, Social and Cultural Rights (GI-ESCR). (2025). Just Transition Negotiations at COP: How We Arrived and How We Left Belém.
https://www.gi-escr.org/en/resources/publications/just-transition-negotiations-at-cop-how-we-arrived-and-how-we-left-belem - CAN Europe. (2026, June 18). Bonn Climate Talks Expose Delivery Tests Governments Must Meet by COP31. https://caneurope.org/news/sb64/
- International Labour Organization (ILO). (2015). Guidelines for a Just Transition towards Environmentally Sustainable Economies and Societies for All.
หมายเหตุ: บทความเรียบเรียงจากเอกสารการตัดสินใจของ COP30 และข้อมูลการเจรจาที่เผยแพร่ก่อนวันที่ 2 พฤศจิกายน 2026 รายละเอียดโครงสร้าง หน้าที่ และระยะเวลาการดำเนินงานของกลไก BAM ยังอยู่ระหว่างการเจรจา มิใช่ผลการตัดสินใจที่ได้รับการรับรองแล้ว