เมื่อโลกกำลังร้อนเกินลิมิต ประเทศไทยพร้อมรับมือแค่ไหน?

ปลายปี 2569 ต่อเนื่องถึงปี 2570 โลกกำลังจับตาการกลับมาของปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) ที่มีแนวโน้มพัฒนาไปสู่ระดับรุนแรงมาก หรือที่เรียกกันว่า “Super El Niño” ปรากฏการณ์ที่อาจทำให้หลายภูมิภาคเผชิญกับอุณหภูมิสูงขึ้น ความแปรปรวนของฝน และความเสี่ยงจากภัยแล้งที่เพิ่มมากขึ้น

สำหรับประเทศไทย ความกังวลไม่ได้อยู่เพียงว่าปีหน้าจะร้อนกว่าปีนี้หรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าเมื่อสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไป ระบบจัดการน้ำ ระบบเกษตรกรรม ระบบสาธารณสุข และการบริหารจัดการภัยพิบัติของประเทศจะสามารถรองรับผลกระทบที่เกิดขึ้นได้มากเพียงใด

เพราะความรุนแรงของภัยธรรมชาติอาจเป็นสิ่งที่มนุษย์ควบคุมไม่ได้ แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนสามารถลดลงได้ หากมีการเตรียมพร้อมอย่างเหมาะสม

เอลนีโญเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดจากอุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนตอนกลางและตะวันออกสูงกว่าค่าเฉลี่ย ส่งผลให้ระบบลมและการหมุนเวียนของบรรยากาศเปลี่ยนแปลงไป และทำให้รูปแบบฝนและอุณหภูมิในหลายพื้นที่ทั่วโลกผิดไปจากสภาวะปกติ โดยทั่วไป เอลนีโญจะเกิดขึ้นเป็นระยะทุกประมาณ 2–7 ปี และสามารถส่งผลต่อสภาพอากาศต่อเนื่องหลายเดือนถึงประมาณหนึ่งปีหรือมากกว่านั้น

ส่วนคำว่า “Super El Niño” เป็นคำที่นิยมใช้เรียกเหตุการณ์เอลนีโญที่มีความรุนแรงเป็นพิเศษ โดยอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในบริเวณ Niño 3.4 สูงกว่าค่าเฉลี่ยประมาณ 2 องศาเซลเซียสขึ้นไป อย่างไรก็ตาม คำนี้ไม่ใช่ระดับการจำแนกอย่างเป็นทางการที่ทุกหน่วยงานใช้เหมือนกัน

เอลนีโญที่มีความรุนแรงสูงอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศอย่างมีนัยสำคัญ เช่น อุณหภูมิที่สูงขึ้นในหลายภูมิภาค ฝนที่ลดลงในบางพื้นที่ ความแห้งแล้งที่ยืดเยื้อ หรือในบางภูมิภาคกลับมีฝนตกหนักและน้ำท่วม สิ่งสำคัญคือ เอลนีโญไม่ได้ทำให้ทุกพื้นที่ของโลกมีสภาพอากาศเหมือนกัน และระดับความรุนแรงของปรากฏการณ์ก็ไม่ได้แปลว่าผลกระทบในแต่ละประเทศจะรุนแรงเท่ากันโดยอัตโนมัติ

ในสถานการณ์ปลายปี 2569 องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) และหน่วยงานพยากรณ์ภูมิอากาศของสหรัฐฯ (NOAA) กำลังติดตามการพัฒนาของเอลนีโญที่มีแนวโน้มรุนแรงมาก โดยมีโอกาสที่ปรากฏการณ์จะดำเนินต่อไปถึงช่วงต้นปี 2570

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้สถานการณ์ครั้งนี้น่ากังวลมากขึ้น คือการเกิดเอลนีโญในโลกที่มีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอยู่แล้ว เอลนีโญจึงไม่ใช่ต้นเหตุของความร้อนทั้งหมด แต่เป็นปรากฏการณ์ที่สามารถซ้ำเติมความร้อนบนโลกให้รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ระบบภูมิอากาศกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเสี่ยงต่อผลกระทบจากเอลนีโญ โดยเฉพาะในด้านปริมาณฝนและความร้อน เนื่องจากเศรษฐกิจและการดำรงชีวิตของประชาชนจำนวนมากยังคงพึ่งพาทรัพยากรน้ำและสภาพอากาศตามฤดูกาล ในช่วงปลายปี 2569 ต่อเนื่องถึงปี 2570 ความเสี่ยงสำคัญที่ต้องจับตาคือการเกิดฝนทิ้งช่วง ปริมาณน้ำฝนสะสมที่อาจไม่เพียงพอ และอุณหภูมิที่สูงขึ้นในช่วงฤดูร้อน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วนพร้อมกัน

เกษตรกรเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ โดยเฉพาะเกษตรกรที่พึ่งพาน้ำฝนเป็นหลัก เมื่อฝนตกน้อยหรือฤดูกาลเพาะปลูกเปลี่ยนแปลง อาจทำให้ผลผลิตลดลง ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น หรือเกิดความเสียหายจากการเพาะปลูกที่ไม่เป็นไปตามฤดูกาล ผลกระทบดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่ที่รายได้ของเกษตรกร แต่ยังอาจขยายไปถึงปริมาณอาหารในตลาด ราคาสินค้าเกษตร และค่าใช้จ่ายด้านอาหารของครัวเรือนทั่วไป

เมื่อปริมาณน้ำต้นทุนลดลง ความต้องการใช้น้ำจากภาคครัวเรือน ภาคเกษตรกรรม และภาคอุตสาหกรรมอาจเกิดการแข่งขันกันมากขึ้น พื้นที่ที่มีความต้องการใช้น้ำสูง เช่น ภาคตะวันออกซึ่งมีทั้งภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม อาจต้องเผชิญกับความท้าทายในการจัดสรรน้ำ ขณะที่ชุมชนชนบทนอกเขตชลประทานอาจมีข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งน้ำสำรอง หากไม่มีระบบจัดสรรน้ำที่เป็นธรรม ความเสียหายอาจไม่ได้เกิดขึ้นจากการมีน้ำไม่เพียงพอเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกิดจากการที่บางกลุ่มสามารถเข้าถึงน้ำได้มากกว่ากลุ่มอื่น

อุณหภูมิที่สูงขึ้นอาจทำให้ความเสี่ยงจากโรคลมแดด ภาวะขาดน้ำ และความเจ็บป่วยที่เกี่ยวข้องกับความร้อนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ เด็ก ผู้มีโรคประจำตัว และแรงงานที่ต้องทำงานกลางแจ้ง ในเมืองใหญ่ เช่น กรุงเทพมหานคร ความร้อนยังถูกซ้ำเติมด้วยปรากฏการณ์เกาะความร้อนเมือง (Urban Heat Island) จากอาคาร ถนน และพื้นผิวคอนกรีตที่สะสมความร้อน ประชาชนที่มีรายได้น้อยหรืออาศัยอยู่ในบ้านที่ระบายอากาศได้ไม่ดี อาจมีความสามารถในการป้องกันตนเองจากความร้อนน้อยกว่าครัวเรือนอื่น

อุณหภูมิที่สูงขึ้นยังอาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเล โดยเฉพาะแนวปะการังที่มีความเปราะบางต่อความร้อนสะสม ซึ่งอาจนำไปสู่การฟอกขาวและการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ผลกระทบต่อระบบนิเวศดังกล่าวสามารถเชื่อมโยงไปถึงวิถีชีวิตของชุมชนประมงพื้นบ้าน การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจท้องถิ่น

แม้เอลนีโญจะเพิ่มความเสี่ยงต่อภัยแล้ง แต่ไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยจะไม่มีน้ำท่วมหรือฝนตกหนัก เพราะสภาพอากาศยังได้รับอิทธิพลจากมรสุม พายุ และปัจจัยภูมิอากาศอื่น ๆ ดังนั้น ความเสี่ยงที่ประเทศไทยต้องเผชิญจึงไม่ใช่เพียงภัยแล้งครั้งใหญ่ แต่เป็นความแปรปรวนของสภาพอากาศที่อาจทำให้ระบบเศรษฐกิจ สังคม และระบบนิเวศต้องรับมือกับภัยหลายรูปแบบในช่วงเวลาเดียวกัน

แล้วไทยพร้อมรับมือแค่ไหน? ประเทศไทยมีศักยภาพในการรับมือกับความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ ทั้งระบบพยากรณ์อากาศ หน่วยงานบริหารจัดการน้ำ โครงสร้างพื้นฐานด้านชลประทาน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตลอดจนองค์ความรู้และเครือข่ายของชุมชน

แต่ความสามารถในการรับมือไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีทรัพยากรหรือหน่วยงานเพียงอย่างเดียว หากขึ้นอยู่กับการประสานงาน การวางแผนล่วงหน้า และการกระจายทรัพยากรไปยังพื้นที่ที่มีความเสี่ยงอย่างเหมาะสม การรับมือเอลนีโญในช่วงปลายปี 2569 และปี 2570 จึงควรเป็นการเตรียมพร้อมเชิงระบบ โดยรัฐต้องเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการลดความเสี่ยง ขณะที่ชุมชนมีบทบาทร่วมในการออกแบบมาตรการที่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่

1. จัดการน้ำล่วงหน้า และสร้างหลักประกันว่าทุกคนจะเข้าถึงน้ำได้

รัฐควรเริ่มจากการประเมินปริมาณน้ำต้นทุนในเขื่อน อ่างเก็บน้ำ แหล่งน้ำธรรมชาติ และน้ำใต้ดินอย่างครอบคลุม พร้อมจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำรายพื้นที่สำหรับฤดูแล้งปี 2570 แผนดังกล่าวควรกำหนดลำดับความสำคัญของการใช้น้ำอย่างชัดเจน โดยให้ความสำคัญกับน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและความจำเป็นพื้นฐานของประชาชน พร้อมวางแผนจัดสรรน้ำสำหรับภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมอย่างสมดุล

ในพื้นที่เสี่ยงสูง ควรเร่งสนับสนุนการสร้างแหล่งน้ำสำรองขนาดเล็ก การฟื้นฟูแหล่งน้ำชุมชน และการพัฒนาระบบกระจายน้ำที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้จริง สิ่งสำคัญคือการเปิดเผยข้อมูลปริมาณน้ำและแผนจัดสรรน้ำให้ประชาชนรับทราบ เพื่อให้ชุมชนสามารถวางแผนการดำรงชีวิตและการผลิตได้อย่างมีข้อมูล

2. สนับสนุนเกษตรกรให้ปรับตัว ก่อนที่ผลผลิตจะเสียหาย

ภาครัฐควรใช้ข้อมูลพยากรณ์อากาศและปริมาณน้ำต้นทุนเพื่อให้คำแนะนำแก่เกษตรกรตั้งแต่ก่อนเริ่มฤดูเพาะปลูกปี 2570 มาตรการควรครอบคลุมการปรับปฏิทินการเพาะปลูก การเลือกพืชที่เหมาะสมกับปริมาณน้ำ การสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ที่ทนต่อสภาพอากาศ การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ และการพัฒนาระบบเกษตรที่ช่วยรักษาความชื้นในดิน

นอกจากนี้ รัฐควรเตรียมมาตรการชดเชยความเสียหายและระบบประกันภัยพืชผลที่เข้าถึงเกษตรกรรายย่อยได้จริง รวมถึงการสนับสนุนเงินทุนหรือสินเชื่อสำหรับการปรับตัว การช่วยเหลือไม่ควรรอจนเกษตรกรสูญเสียผลผลิตและมีหนี้สินแล้ว แต่ควรเป็นการสนับสนุนให้พวกเขาสามารถลดความเสี่ยงได้ตั้งแต่ต้นทาง

3. สร้างระบบรับมือความร้อนที่คุ้มครองคนทุกกลุ่ม

ความร้อนจัดควรถูกยกระดับให้เป็นประเด็นด้านสาธารณสุขและความปลอดภัยในการทำงาน ไม่ใช่เพียงเรื่องของการแจ้งเตือนอุณหภูมิ รัฐควรพัฒนาระบบเตือนภัยความร้อนที่เชื่อมโยงกับมาตรการปฏิบัติจริง เช่น การจัดตั้งพื้นที่พักคลายร้อนในชุมชน การปรับเวลาทำงานกลางแจ้ง การจัดให้มีน้ำดื่มและช่วงพักสำหรับแรงงาน ตลอดจนการติดตามดูแลผู้สูงอายุและผู้ที่มีความเสี่ยง

ในระดับเมือง ควรเร่งเพิ่มพื้นที่สีเขียวและร่มเงา ฟื้นฟูต้นไม้ในพื้นที่สาธารณะ และปรับปรุงสภาพแวดล้อมของชุมชนที่มีความร้อนสะสมสูง การดำเนินมาตรการเหล่านี้ควรให้ความสำคัญกับกลุ่มที่มีข้อจำกัดในการป้องกันตนเอง เช่น แรงงานก่อสร้าง คนขับรถส่งของ พ่อค้าแม่ค้าริมทาง และผู้ที่อาศัยในที่พักที่มีสภาพไม่เหมาะสม

4. เตรียมพร้อมรับภัยพิบัติแบบไม่แยกส่วนระหว่างภัยแล้งและน้ำท่วม

รัฐควรจัดทำแผนรับมือภัยพิบัติที่เชื่อมโยงข้อมูลด้านสภาพอากาศ การจัดการน้ำ เกษตรกรรม และสาธารณสุขเข้าด้วยกัน แม้เอลนีโญจะเพิ่มความเสี่ยงภัยแล้ง แต่ระบบเตือนภัยและแผนรับมือยังต้องครอบคลุมฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน และดินถล่มที่อาจเกิดขึ้นจากปัจจัยอื่น

ในระดับพื้นที่ ควรสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดทำแผนรับมือภัยพิบัติร่วมกับชุมชน โดยสำรวจกลุ่มเปราะบาง กำหนดเส้นทางอพยพ จัดเตรียมพื้นที่ปลอดภัย และสร้างระบบสื่อสารที่ประชาชนเข้าถึงได้

ขณะเดียวกัน งบประมาณด้านการป้องกันภัยพิบัติควรได้รับการจัดสรรล่วงหน้า เพื่อให้ท้องถิ่นสามารถดำเนินมาตรการได้ทันเวลา ไม่ต้องรอการอนุมัติเมื่อสถานการณ์เข้าสู่ภาวะวิกฤต

5. เปลี่ยนจากการรับมือภัยพิบัติเป็นครั้ง ๆ สู่การสร้างความยืดหยุ่นของชุมชน

การรับมือเอลนีโญไม่ควรสิ้นสุดลงเมื่อสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ เพราะความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศจะยังคงเกิดขึ้นต่อไป รัฐควรลงทุนในระบบที่ช่วยให้ชุมชนสามารถรับมือกับความเสี่ยงในระยะยาว เช่น การฟื้นฟูระบบนิเวศต้นน้ำ การพัฒนาเกษตรนิเวศ การรักษาความหลากหลายของพืช การเพิ่มพื้นที่สีเขียว และการสนับสนุนองค์ความรู้ของชุมชนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ

นอกจากนี้ การวางแผนรับมือภัยพิบัติควรเปิดพื้นที่ให้ชุมชนมีส่วนร่วมตั้งแต่การประเมินความเสี่ยง การกำหนดมาตรการ ไปจนถึงการติดตามผล เพราะประชาชนในพื้นที่มักเป็นผู้ที่เข้าใจข้อจำกัดและความเปราะบางของชุมชนตนเองมากที่สุด

การมีส่วนร่วมจึงไม่ควรเป็นเพียงการรับฟังความคิดเห็น แต่ควรหมายถึงการที่ชุมชนมีอำนาจในการกำหนดแนวทางจัดการทรัพยากร และได้รับการสนับสนุนงบประมาณเพื่อดำเนินการจริง

ท้ายที่สุด การรับมือเอลนีโญไม่ใช่เพียงการเตรียมพร้อมให้ผ่านพ้นฤดูแล้งหรือฤดูร้อนที่รุนแรง แต่คือการสร้างระบบที่ทำให้ประชาชนสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคง แม้ต้องเผชิญกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปเอลนีโญอาจเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เราไม่สามารถควบคุมได้ แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับชีวิต ความเป็นอยู่ และทรัพยากรของประชาชนไม่ควรถูกมองว่าเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

เพราะการรับมือกับวิกฤตภูมิอากาศอย่างเป็นธรรม ไม่ได้หมายถึงการทำให้ทุกคนเผชิญภัยพิบัติได้เท่าเทียมกัน แต่หมายถึงการทำให้คนที่มีความเปราะบางมากที่สุดได้รับการคุ้มครองก่อน และไม่ต้องแบกรับต้นทุนของวิกฤตที่ตนเองไม่ได้เป็นผู้ก่อขึ้นเพียงลำพัง


รายการอ้างอิง

Scroll to Top