
คำประกาศ Thai Climate Justice for All (TCJA) ต่อการประชุม COP31
ข้อเรียกร้องเพื่อการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม บนฐานสิทธิชุมชน สิทธิชนพื้นเมือง สิทธิธรรมชาติ และอำนาจสร้างสรรค์ของประชาชน
1. วิกฤตภูมิอากาศกับทางแยกของระเบียบเศรษฐกิจโลก
การประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 31 (COP31) ระหว่างวันที่ 9–20 พฤศจิกายน 2026 ณ เมืองอันตัลยา ประเทศตุรกี เกิดขึ้นในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยตุรกีทำหน้าที่ประธานการประชุม ขณะที่ออสเตรเลียมีบทบาทนำกระบวนการเจรจา ภายใต้รูปแบบความร่วมมือที่ให้ความสำคัญกับบทบาทของประเทศหมู่เกาะแปซิฟิก ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่เผชิญภัยคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรง
การประชุมครั้งนี้เป็นบททดสอบว่าประเทศที่มีผลประโยชน์และความรับผิดชอบแตกต่างกันจะสามารถสร้างข้อตกลงที่นำไปสู่การปฏิบัติได้เพียงใด โดยเฉพาะการยุติการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล การเพิ่มเงินทุนภูมิอากาศ การรับมือความสูญเสียและความเสียหาย และการจัดสรรภาระของการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรม
COP31 เกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การแข่งขันครอบครองพลังงาน แร่สำคัญ เทคโนโลยี และห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนวิกฤตหนี้และความเหลื่อมล้ำระหว่างประเทศ การแข่งขันดังกล่าวกำลังทำให้การเปลี่ยนผ่านสีเขียวเสี่ยงกลายเป็นกระบวนการขยายอำนาจทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ ประเทศซีกโลกใต้จำนวนมากถูกกำหนดให้เป็นแหล่งวัตถุดิบ พื้นที่ผลิตพลังงาน และแหล่งดูดกลับคาร์บอน ขณะที่อำนาจควบคุมเงินทุน เทคโนโลยี และผลประโยชน์ยังคงกระจุกตัวอยู่กับรัฐและบรรษัทขนาดใหญ่
ความตกลงด้านภูมิอากาศตลอดกว่าสามทศวรรษยังไม่สามารถเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล การผลิตและบริโภคที่ใช้ทรัพยากรเกินขีดจำกัดทางนิเวศ และโครงสร้างอำนาจที่เปิดโอกาสให้ผู้ได้รับประโยชน์จากระบบเศรษฐกิจเดิมผลักภาระความเสียหายให้ผู้อื่นได้อย่างเพียงพอ
วิกฤตภูมิอากาศมีความหมายลึกกว่าการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก เพราะเกี่ยวข้องกับการสูญเสียชีวิต ดินแดน วิถีวัฒนธรรม ความมั่นคงทางอาหาร ความสัมพันธ์ของชุมชน และความสมบูรณ์ของธรรมชาติ ความสูญเสียจำนวนมากไม่อาจประเมินเป็นมูลค่าเงินหรือชดเชยด้วยเครดิตคาร์บอนได้
Thai Climate Justice for All (TCJA) เห็นว่า COP31 ต้องก้าวจากการบริหารปริมาณคาร์บอนภายใต้โครงสร้างเศรษฐกิจเดิม ไปสู่การเปลี่ยนโครงสร้างที่ก่อให้เกิดวิกฤตและความไม่เป็นธรรม โดยเชื่อมโยงการลดก๊าซเรือนกระจก การปรับตัว การฟื้นฟูธรรมชาติ และการกระจายอำนาจให้เป็นกระบวนการเปลี่ยนผ่านเดียวกัน
2. การเปลี่ยนผ่านภูมิอากาศคือการเปลี่ยนความสัมพันธ์เชิงอำนาจและความสัมพันธ์กับธรรมชาติ
วิกฤตภูมิอากาศมีรากฐานสำคัญอยู่ในระบบเศรษฐกิจที่มองธรรมชาติเป็นทรัพยากรสำหรับการครอบครองและแสวงหาประโยชน์ โดยแยกมนุษย์ออกจากระบบนิเวศ และให้ความสำคัญกับการขยายตัวของการผลิต การบริโภค และการสะสมทุน มากกว่าคุณภาพชีวิต ความเป็นธรรม และความสามารถของธรรมชาติในการดำรงอยู่และฟื้นฟูตนเอง
การเปลี่ยนผ่านทางภูมิอากาศจึงครอบคลุมการเปลี่ยนเทคโนโลยี แหล่งพลังงาน ระบบการผลิต และแบบแผนการบริโภค ควบคู่กับการเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกันและระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ จากระบบที่มุ่งครอบครอง ควบคุม และแสวงหาประโยชน์ ไปสู่ระบบที่ประชาชนร่วมกันสร้างสรรค์ ดูแล และกำหนดเงื่อนไขการดำรงชีวิตอย่างเกื้อกูล
ประชาชนต้องเป็นผู้มีอำนาจหลักในการสร้างการเปลี่ยนผ่าน ชุมชนท้องถิ่น ชนพื้นเมือง เกษตรกรรายย่อย แรงงาน ผู้หญิง และเยาวชน มีสิทธิ ความรู้ และศักยภาพในการกำหนดอนาคตภูมิอากาศ ทั้งด้านการลดก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัว ประสบการณ์ในการจัดการที่ดิน ป่าไม้ น้ำ พลังงาน ระบบอาหาร และภูมินิเวศ เป็นฐานความรู้สำคัญสำหรับการพัฒนาทางเลือกที่หลากหลาย
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต้องทำงานร่วมกับองค์ความรู้ของประชาชนอย่างเสมอภาค รัฐมีหน้าที่รับรองสิทธิ จัดสรรทรัพยากร และรับผิดชอบต่อประโยชน์สาธารณะ ภาคธุรกิจต้องอยู่ภายใต้กติกาที่ตรวจสอบได้ ส่วนผู้เชี่ยวชาญมีหน้าที่สนับสนุนข้อมูลและการพัฒนาทางเลือก โดยเคารพอำนาจตัดสินใจของประชาชน
การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรมต้องเปลี่ยนกระบวนการรับฟังความคิดเห็นภายหลังการตัดสินใจ ไปสู่การรับรองอำนาจประชาชนในการริเริ่ม กำหนดนโยบาย จัดสรรงบประมาณ ร่วมเป็นเจ้าของทรัพยากร ลงมือปฏิบัติ และกำกับผลลัพธ์ โดยมีกลไกคุ้มครองผู้มีอำนาจต่อรองน้อยกว่าและป้องกันการผูกขาดอำนาจภายในชุมชน
หลักการดังกล่าวตั้งอยู่บนสิทธิที่เกื้อหนุนกันสามประการ ได้แก่ สิทธิชุมชน ในการกำหนดวิถีชีวิตและจัดการทรัพยากร สิทธิชนพื้นเมือง ในดินแดน วัฒนธรรม และระบบความรู้ รวมถึงหลักความยินยอมโดยเสรี ล่วงหน้า และได้รับข้อมูลครบถ้วน (Free, Prior and Informed Consent: FPIC) และ สิทธิธรรมชาติ ซึ่งยอมรับคุณค่าในตัวเองของระบบนิเวศและมุ่งพัฒนากลไกคุ้มครองการดำรงอยู่และการฟื้นฟูของธรรมชาติ
สิทธิเหล่านี้ต้องเป็นรากฐานของนโยบายภูมิอากาศ โดยไม่ใช้การอนุรักษ์เป็นข้ออ้างพรากสิทธิชุมชน และไม่ใช้การพัฒนาเศรษฐกิจเป็นเหตุผลทำลายเงื่อนไขพื้นฐานของการดำรงอยู่ของชีวิต
3. วาระเปลี่ยนโครงสร้าง: กรรมสิทธิ์ การเงิน การผลิต และกฎหมาย
การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรมจำเป็นต้องเปลี่ยนโครงสร้างสำคัญสี่ด้านที่สัมพันธ์กัน
ประการแรก เปลี่ยนโครงสร้างกรรมสิทธิ์และอำนาจตัดสินใจ จากการรวมศูนย์ทรัพยากรและอำนาจไว้กับรัฐและทุนขนาดใหญ่ ไปสู่การรับรองสิทธิและรูปแบบกรรมสิทธิ์ร่วมของประชาชนในการจัดการพลังงาน ที่ดิน น้ำ ป่าไม้ ระบบอาหาร และทรัพยากรที่จำเป็นต่อชีวิต พร้อมกระจายอำนาจทางการเมืองและงบประมาณสู่ท้องถิ่นและชุมชน
ประการที่สอง เปลี่ยนโครงสร้างการเงินและการจัดสรรทรัพยากร จากระบบที่ให้ความสำคัญกับผลตอบแทนการลงทุนและการขยายตลาดคาร์บอน ไปสู่การจัดสรรเงินทุนสาธารณะเพื่อการลดก๊าซเรือนกระจก การปรับตัว การฟื้นฟูระบบนิเวศ และการเสริมสร้างศักยภาพของประชาชน โดยคำนึงถึงความรับผิดชอบทางประวัติศาสตร์และความสามารถในการรับภาระที่แตกต่างกัน
ประการที่สาม เปลี่ยนระบบการผลิตและบริโภค โดยเฉพาะระบบพลังงานและระบบอาหาร ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การใช้ทรัพยากร และความเหลื่อมล้ำ การยุติฟอสซิลและการเปลี่ยนผ่านจากระบบโปรตีนสัตว์อุตสาหกรรมที่มีผลกระทบสูงไปสู่ระบบอาหารสมดุลและโปรตีนพืชท้องถิ่น ต้องดำเนินควบคู่กับการเปลี่ยนกรรมสิทธิ์ การจัดการทรัพยากร และโครงสร้างตลาด เพื่อให้ประชาชนสามารถร่วมสร้างและได้รับประโยชน์จากระบบเศรษฐกิจใหม่
ประการที่สี่ เปลี่ยนโครงสร้างกฎหมายและสถาบัน จากระบบที่เน้นการอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ทรัพยากรและการชดเชยความเสียหายภายหลัง ไปสู่ระบบที่รับรองสิทธิชุมชน สิทธิชนพื้นเมือง หลักสิทธิธรรมชาติ การป้องกันความเสียหาย และความรับผิดของผู้ก่อมลพิษ โดยเปิดให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูล ความยุติธรรม และการเยียวยาได้อย่างมีประสิทธิผล
การเปลี่ยนโครงสร้างทั้งสี่ด้านต้องสร้างเงื่อนไขให้ประชาชนสามารถพัฒนาทางเลือกที่หลากหลายตามภูมินิเวศและวิถีวัฒนธรรม โดยไม่ถูกจำกัดอยู่ภายใต้รูปแบบการพัฒนาที่กำหนดจากส่วนกลางเพียงรูปแบบเดียว
4. ข้อเรียกร้องต่อ COP31: ผลลัพธ์ที่ต้องเกิดขึ้นจากการเจรจา
4.1 กำหนดแผนยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างเป็นธรรม
COP31 ต้องผลักดันแผนที่นำทางระดับโลกเพื่อยุติการใช้ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ (Fossil Fuel Phase-out) ที่มีกรอบเวลาและระบบติดตามที่ตรวจสอบได้ สอดคล้องกับเป้าหมายจำกัดอุณหภูมิโลกไว้ที่ 1.5 องศาเซลเซียส
แผนดังกล่าวต้องครอบคลุมการยุติการขยายโครงการฟอสซิลใหม่ที่ไม่สอดคล้องกับเป้าหมายภูมิอากาศ การปลดระวางโครงสร้างพื้นฐานเดิม การยกเลิกเงินอุดหนุนที่สนับสนุนฟอสซิล และมาตรการคุ้มครองแรงงานและชุมชนที่ได้รับผลกระทบ โดยประเทศพัฒนาแล้วต้องเป็นผู้นำและสนับสนุนเงินทุนกับเทคโนโลยีแก่ประเทศกำลังพัฒนาตามหลักความรับผิดชอบร่วมกันแต่แตกต่างกัน
เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ไม่อาจใช้ทดแทนการกำหนดแผนยุติฟอสซิล เพราะการดูดกลับหรือชดเชยคาร์บอนอาจถูกใช้เป็นเหตุผลให้การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลดำเนินต่อไป
4.2 ยกระดับกลไกการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรมโดยประชาชน
COP31 ต้องพัฒนากลไกการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรมให้มีหน้าที่ เครื่องมือสนับสนุน แหล่งเงินทุน และระบบติดตามผลที่ชัดเจน โดยรับรองสิทธิแรงงาน สิทธิชุมชน สิทธิชนพื้นเมือง และอำนาจประชาชนในการร่วมกำหนดนโยบายและกำกับการใช้ทรัพยากร
กลไกดังกล่าวต้องสนับสนุนการสร้างทางเลือกโดยชุมชน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการเสริมสร้างศักยภาพของประชาชน พร้อมป้องกันมิให้ต้นทุนของการเปลี่ยนผ่านตกแก่ผู้มีส่วนก่อวิกฤตน้อยที่สุด
4.3 เพิ่มเงินทุนสาธารณะสำหรับการปรับตัวและความสูญเสียและความเสียหาย
COP31 ต้องสร้างความก้าวหน้าที่ตรวจสอบได้ในการเพิ่มเงินทุนสาธารณะ โดยเฉพาะเงินให้เปล่าสำหรับการปรับตัวและการรับมือความสูญเสียและความเสียหาย พร้อมพัฒนากลไกที่ให้องค์กรประชาชน ชุมชนท้องถิ่น และชนพื้นเมืองเข้าถึงและร่วมบริหารเงินทุนได้โดยตรง
ประเทศพัฒนาแล้วต้องรับผิดชอบตามพันธกรณีและความรับผิดชอบทางประวัติศาสตร์ ขณะเดียวกันต้องผลักดันการแก้ปัญหาหนี้และการปฏิรูประบบการเงินระหว่างประเทศผ่านสถาบันที่มีอำนาจดำเนินการ เพื่อป้องกันมิให้การรับมือวิกฤตภูมิอากาศสร้างภาระหนี้และการพึ่งพาทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่
4.4 กำหนดยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านระบบอาหารและโปรตีน
COP31 ต้องสนับสนุนให้ประเทศภาคีกำหนดเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านระบบอาหารที่เชื่อมโยงการลดก๊าซเรือนกระจกกับการปรับตัว โดยบูรณาการไว้ในข้อเสนอการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (Nationally Determined Contributions: NDCs) และแผนการปรับตัวแห่งชาติ (National Adaptation Plans: NAPs)
ยุทธศาสตร์ดังกล่าวต้องมุ่งลดการพึ่งพาระบบปศุสัตว์อุตสาหกรรมและห่วงโซ่อาหารสัตว์ที่มีผลกระทบสูง ส่งเสริมระบบอาหารสมดุล (Balanced Food Systems) โปรตีนพืชท้องถิ่นที่หลากหลาย เกษตรนิเวศ การฟื้นฟูดิน และความมั่นคงทางอาหาร
เป้าหมายต้องครอบคลุมการลดก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่อาหาร ความหลากหลายทางชีวภาพ โภชนาการ ความสามารถในการปรับตัว และความมั่นคงทางเศรษฐกิจของชุมชน โดยคุ้มครองวิถีชีวิตของเกษตรกรและผู้เลี้ยงสัตว์รายย่อย ชุมชนประมงพื้นบ้าน และชนพื้นเมือง
การเปลี่ยนผ่านระบบอาหารต้องครอบคลุมโครงสร้างการผลิตและการจัดการทรัพยากร ไม่จำกัดอยู่ที่การเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคหรือการขยายตลาดผลิตภัณฑ์โปรตีนพืชของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่
4.5 ส่งเสริมความร่วมมือที่ไม่ใช้กลไกตลาดและคุ้มครองระบบนิเวศ
TCJA คัดค้านระบบกลไกตลาดคาร์บอนที่ดำรงอยู่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะการใช้เครดิตคาร์บอนเพื่อชดเชยการปล่อยจากกิจกรรมที่ยังคงก่อมลพิษ และการเปลี่ยนธรรมชาติให้เป็นสินทรัพย์ทางการเงิน
COP31 ต้องยกระดับความร่วมมือที่ไม่ใช้กลไกตลาดตามมาตรา 6.8 ของความตกลงปารีส เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อย การปรับตัว การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการฟื้นฟูระบบนิเวศโดยประชาชน พร้อมส่งเสริมความสอดคล้องระหว่างนโยบายภูมิอากาศกับกรอบงานความหลากหลายทางชีวภาพโลกคุนหมิง–มอนทรีออล และวิสัยทัศน์ปี 2050 ที่มุ่งสู่การดำรงชีวิตอย่างกลมกลืนกับธรรมชาติ
5. ข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลไทย: เปลี่ยนโครงสร้างนโยบายและกฎหมายภูมิอากาศ
ประเทศไทยกำลังกำหนดทิศทางการพัฒนาระยะยาวผ่าน NDC 3.0 ซึ่งตั้งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิไม่เกิน 152 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าภายในปี 2035 การปรับปรุงยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ (Long-Term Low Greenhouse Gas Emission Development Strategies: LT-LEDS) เพื่อรองรับเป้าหมาย Net Zero 2050 และกระบวนการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
เครื่องมือเหล่านี้จะกำหนดทิศทางเศรษฐกิจ การลงทุน และความสัมพันธ์เชิงอำนาจของประเทศไปอีกหลายทศวรรษ TCJA จึงเรียกร้องให้รัฐบาลไทยดำเนินการดังต่อไปนี้
หนึ่ง จัดทำแผนยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลระดับชาติ และทบทวนร่างแผน PDP
รัฐบาลและกระทรวงพลังงานต้องจัดทำแผนยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลระดับชาติ (National Fossil Fuel Phase-out Plan) โดยกำหนดกรอบเวลาสำหรับถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติอย่างชัดเจน พร้อมทบทวนการลงทุนและการขยายโครงสร้างพื้นฐานฟอสซิลใหม่ที่ไม่สอดคล้องกับเป้าหมายภูมิอากาศ
ต้องทบทวนร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (Power Development Plan: PDP) โดยเฉพาะข้อเสนอเพิ่มกำลังผลิตจากก๊าซธรรมชาติประมาณ 9,100 เมกะวัตต์ ความจำเป็นของโครงสร้างพื้นฐาน LNG การคาดการณ์ความต้องการไฟฟ้า กำลังผลิตสำรอง สัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว และภาระค่าไฟฟ้าของประชาชน
การทบทวนต้องเปิดเผยสมมติฐาน แบบจำลอง และข้อมูลต้นทุน พร้อมเปรียบเทียบทางเลือกอย่างเป็นธรรมระหว่างการลงทุนในโรงไฟฟ้าฟอสซิลกับพลังงานหมุนเวียน ระบบกักเก็บพลังงาน การจัดการความต้องการใช้ไฟฟ้า และระบบพลังงานแบบกระจายศูนย์ โดยประเมินต้นทุนตลอดอายุโครงการ ความมั่นคงทางพลังงาน ผลกระทบต่อภูมิอากาศ และสิทธิประชาชน
กระบวนการจัดทำ PDP ต้องรับรองอำนาจประชาชนในการร่วมกำหนดทางเลือกและตัดสินใจเกี่ยวกับการลงทุน เพื่อเปลี่ยนระบบพลังงานจากการรวมศูนย์กรรมสิทธิ์และอำนาจ ไปสู่ระบบที่ประชาชนสามารถเข้าถึง ผลิต ร่วมเป็นเจ้าของ และกำกับดูแลได้อย่างเป็นธรรม
สอง จัดทำยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านระบบอาหารและโปรตีนแห่งชาติ
รัฐบาลต้องจัดทำยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพาระบบโปรตีนสัตว์อุตสาหกรรมที่มีผลกระทบสูง ไปสู่ระบบอาหารสมดุลที่ส่งเสริมโปรตีนพืชท้องถิ่น เกษตรนิเวศ และความหลากหลายทางชีววัฒนธรรม
ยุทธศาสตร์ต้องกำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดที่ตรวจสอบได้ ทั้งการลดก๊าซเรือนกระจกจากปศุสัตว์และห่วงโซ่อาหารสัตว์ การเพิ่มความหลากหลายของแหล่งโปรตีน การฟื้นฟูดิน ความมั่นคงทางโภชนาการ และความสามารถในการปรับตัวของเกษตรกรและชุมชน
รัฐบาลต้องทบทวนเงินอุดหนุน การจัดซื้ออาหารภาครัฐ นโยบายเมล็ดพันธุ์ การเข้าถึงที่ดิน และโครงสร้างตลาด พร้อมสนับสนุนการวิจัย การแปรรูป และระบบเศรษฐกิจอาหารที่เกษตรกรและชุมชนร่วมเป็นเจ้าของ เพื่อป้องกันการผูกขาดรูปแบบใหม่ภายใต้การเปลี่ยนผ่านระบบอาหาร
สาม ทบทวน NDC 3.0, LT-LEDS และร่างกฎหมายภูมิอากาศบนฐานสิทธิและความเป็นธรรม
รัฐบาลต้องเปิดเผยสมมติฐาน แบบจำลอง และทางเลือกเชิงนโยบายที่ใช้กำหนดเป้าหมายภูมิอากาศ โดยแยกการลดการปล่อยจริงออกจากการดูดกลับก๊าซเรือนกระจก พร้อมประเมินผลกระทบต่อระบบนิเวศ สิทธิชุมชน และความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ
ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต้องรับรองสิทธิชุมชนและสิทธิชนพื้นเมือง พัฒนากลไกพิทักษ์สิทธิธรรมชาติ กำหนดความรับผิดของผู้ก่อมลพิษ และรับรองการเข้าถึงข้อมูล ความยุติธรรม และการเยียวยา พร้อมทบทวนความจำเป็นและผลกระทบของระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและกลไกตลาดคาร์บอน
สี่ กระจายอำนาจและทรัพยากรด้านภูมิอากาศสู่ประชาชน
รัฐบาลต้องปรับระบบบริหารจัดการภูมิอากาศจากการรวมศูนย์อำนาจ ไปสู่การรับรองบทบาทของประชาชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการกำหนดนโยบาย แผน งบประมาณ การลงทุน และการจัดการทรัพยากร
ต้องพัฒนากลไกการเงินที่ชุมชนเข้าถึงและร่วมบริหารได้โดยตรง พร้อมสนับสนุนพลังงานชุมชน ระบบอาหารท้องถิ่น และการจัดการระบบนิเวศที่ประชาชนร่วมเป็นเจ้าของ โดยมีหลักประกันความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และการคุ้มครองสิทธิของผู้มีอำนาจต่อรองน้อยกว่า
ความก้าวหน้าของการกระจายอำนาจต้องวัดจากสัดส่วนทรัพยากรและงบประมาณที่ประชาชนสามารถกำกับได้ สัดส่วนระบบพลังงานและอาหารที่ประชาชนร่วมเป็นเจ้าของ และคุณภาพของกระบวนการตัดสินใจ โดยไม่ใช้จำนวนเวทีรับฟังความคิดเห็นเป็นเครื่องยืนยันความสำเร็จ
6. เส้นทางการเปลี่ยนผ่าน: จากปี 2570 สู่สังคมที่เกื้อกูลธรรมชาติในปี 2050
ภายในปี 2570 รัฐบาลต้องเปิดกระบวนการทบทวน NDC 3.0, LT-LEDS ร่างกฎหมายภูมิอากาศ และแผน PDP อย่างเชื่อมโยงกัน พร้อมจัดทำแผนยุติฟอสซิลและยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านระบบอาหารและโปรตีน โดยกำหนดหน่วยงานรับผิดชอบ ข้อมูลฐาน เป้าหมาย และกลไกการตัดสินใจร่วมกับประชาชน
ภายในปี 2573 ประเทศไทยต้องมีความก้าวหน้าที่ตรวจสอบได้ในการลดการพึ่งพาฟอสซิล ลดก๊าซเรือนกระจกจากระบบอาหาร เพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนและระบบอาหารที่ประชาชนร่วมเป็นเจ้าของ ตลอดจนเพิ่มการเข้าถึงทรัพยากรและเงินทุนภูมิอากาศของชุมชน โดยมีเป้าหมายเชิงปริมาณที่กำหนดจากข้อมูลฐานและกระบวนการสาธารณะ
ภายในปี 2050 ประเทศไทยต้องบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ควบคู่กับการฟื้นฟูระบบนิเวศ การรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ การกระจายกรรมสิทธิ์และอำนาจ และการสร้างระบบเศรษฐกิจที่สนับสนุนสุขภาวะของมนุษย์และธรรมชาติ
TCJA เรียกร้องให้รัฐบาลประกาศเริ่มกระบวนการทบทวนนโยบายและกฎหมายดังกล่าวภายใน 90 วันหลังสิ้นสุด COP31 พร้อมเปิดเผยข้อมูล ความก้าวหน้า และผลการดำเนินงานต่อสาธารณะอย่างต่อเนื่อง
7. เงื่อนไขแห่งความสำเร็จหรือความล้มเหลวของ COP31
COP31 จะมีความก้าวหน้าอย่างมีนัยสำคัญ หากสามารถสร้างผลลัพธ์ที่นำไปปฏิบัติและตรวจสอบได้ในประเด็นสำคัญ ได้แก่ แผนยุติฟอสซิลที่มีกรอบเวลา กลไกการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรมซึ่งรับรองสิทธิและอำนาจประชาชน เงินทุนสาธารณะที่เข้าถึงชุมชนได้จริง การเปลี่ยนผ่านระบบอาหาร และความร่วมมือที่ไม่ใช้กลไกตลาดซึ่งสนับสนุนการลดการปล่อยและการปรับตัวโดยตรง
ผลลัพธ์เหล่านี้ต้องมีผู้รับผิดชอบ แหล่งเงินทุน กระบวนการติดตาม และหลักประกันให้ประชาชนร่วมกำกับการดำเนินงาน การรับรองข้อตกลงโดยปราศจากกลไกดังกล่าวย่อมไม่เพียงพอต่อความเร่งด่วนของวิกฤต
หาก COP31 ยังหลีกเลี่ยงการกำหนดเส้นทางยุติฟอสซิล ปล่อยให้ประเทศกำลังพัฒนาแบกรับภาระหนี้ ใช้การชดเชยคาร์บอนแทนการลดการปล่อยจริง หรือรักษาอำนาจการตัดสินใจไว้กับรัฐและทุนขนาดใหญ่ การประชุมย่อมไม่สามารถตอบโจทย์ความเป็นธรรมทางภูมิอากาศได้ แม้จะมีคำมั่นสัญญาหรือมูลค่าการลงทุนเพิ่มขึ้นก็ตาม
ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีความจำเป็นต่อการรับมือวิกฤต ขณะเดียวกัน ความยั่งยืนของการเปลี่ยนผ่านขึ้นอยู่กับการที่ประชาชนมีอำนาจสร้างและกำกับอนาคตของตนเอง โดยมีระบบกฎหมาย การเงิน และสถาบันสาธารณะที่รับรองสิทธิ ความเป็นธรรม และความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ
ความสำเร็จของ COP31 ต้องวัดจากความสามารถในการเปลี่ยนโครงสร้างที่ก่อวิกฤต และสร้างหลักประกันว่าประชาชนจะมีอำนาจกำหนดทิศทางการเปลี่ยนผ่านอย่างแท้จริง
เป้าหมายของการเปลี่ยนผ่านคือสังคมที่มนุษย์สามารถดำรงชีวิตอย่างมีความสุขร่วมกัน บนฐานสิทธิ ความเป็นธรรม ความหลากหลายทางชีววัฒนธรรม และความสัมพันธ์ที่เกื้อกูลกับธรรมชาติ
Thai Climate Justice for All (TCJA)
#COP31 #ClimateJustice #ความเป็นธรรมทางภูมิอากาศ #TCJA #สิทธิของธรรมชาติ #สิทธิชุมชน #สิทธิชนพื้นเมือง #แผนPDP #พรบภูมิอากาศ #การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม #LDI