THAI CLIMATE JUSTICE for All

ลมหายใจของเราในเช้าวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงอากาศ หากแต่เป็นเศษซากของฤดูกาลที่ถูกเผาทิ้ง เศษของพืชผลและผืนป่าที่คอยหล่อเลี้ยงชีวิต กลับกลายเป็นควันลอยค้างอยู่ในปอดของผู้คนอย่างเงียบงัน

ประเทศไทยในวันนี้ไม่ได้เผชิญเพียง “ฝุ่น PM2.5” ในฐานะปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่สะท้อนภาพของโครงสร้างการผลิตอาหารที่บิดเบี้ยว เราผลิต เราเผา และเราสูดดมผลลัพธ์ของมันเอง วงจรนี้เกิดซ้ำจนกลายเป็นเรื่องปกติ ทั้งที่ไม่ควรจะเป็น

ในพื้นที่เกษตรจำนวนมาก โดยเฉพาะภาคเหนือและอีสาน การเผาไร่ไม่ได้เกิดจากความไม่รู้ หากเกิดจาก “ความจำเป็น” ในระบบที่บีบบังคับ เกษตรกรต้องเร่งเตรียมพื้นที่สำหรับรอบเพาะปลูกถัดไป ภายใต้ราคาพืชเชิงเดี่ยวที่ผันผวนและต้นทุนที่สูงขึ้น การเผาจึงกลายเป็นทางออกที่เร็วและถูกที่สุด แม้จะต้องแลกมาด้วยอากาศที่ไม่มีใครอยากหายใจ

อีกด้านหนึ่ง ความเข้าใจผิดได้ถูกถาโถมไปยังกลุ่มชาติพันธุ์ที่ยังดำเนินชีวิตอยู่กับธรรมชาติ ผ่านระบบ “ไร่หมุนเวียน” ซึ่งมักถูกเหมารวมว่าเป็นต้นเหตุของไฟป่าและฝุ่นควัน ทั้งที่ในความเป็นจริง วิถีดังกล่าวตั้งอยู่บนองค์ความรู้ด้านนิเวศวิทยาที่สั่งสมมาหลายชั่วอายุคน การเผาในระบบไร่หมุนเวียนไม่ใช่การเผาทำลาย หากเป็นการเผาแบบควบคุมในพื้นที่จำกัด เพื่อฟื้นฟูดิน กำจัดวัชพืช และลดเชื้อเพลิงสะสม อันเป็นการ “ตัดไฟตั้งแต่ต้นลม” เพื่อลดความเสี่ยงของไฟป่าขนาดใหญ่ในฤดูแล้งถัดไป

ชุมชนจำนวนมากดำเนินการเผาภายใต้กติกาภายในที่เข้มงวด รู้ช่วงเวลา รู้ทิศทางลม รู้ความชื้นของดิน และรู้ขอบเขตพื้นที่อย่างแม่นยำ หลายแห่งสามารถจัดการเสร็จสิ้นภายในกรอบเวลาของนโยบายห้ามเผาโดยไม่ก่อผลกระทบรุนแรงต่อพื้นที่โดยรอบ ทว่าเมื่อเกิดไฟลุกลามจากพื้นที่ภายนอก โดยเฉพาะไฟข้ามพรมแดนหรือไฟจากเขตป่าที่ไร้การจัดการ ไฟเหล่านั้นกลับรุนแรงเกินกว่าศักยภาพของชุมชนจะรับมือได้

ความย้อนแย้งจึงเกิดขึ้นเสมอ เมื่อผู้ที่มีระบบดูแลป่ากลับถูกกล่าวหา ขณะที่ต้นตอของปัญหาหลายครั้งมาจากไฟขนาดใหญ่ซึ่งอยู่นอกเหนือการควบคุมของพวกเขา กลุ่มชาติพันธุ์จึงมักตกเป็นจำเลยของสังคม จากความไม่เข้าใจที่มอง “ไฟทุกชนิด” เป็นสิ่งเดียวกัน ทั้งที่ไฟจากภูมิปัญญาชุมชนกับไฟจากการทำลายล้างนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษได้ระบุไว้ว่า ในช่วงฤดูฝุ่นของแต่ละปี แหล่งกำเนิด PM2.5 ในภาคเหนือกว่า 50–70% มาจากการเผาในที่โล่ง ทั้งในประเทศและข้ามพรมแดน และงานศึกษาของ GISTDA ก็ชี้ว่าจุดความร้อน (hotspot) ในพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับช่วงเวลาที่เกิดค่าฝุ่นพุ่งสูง นั่นหมายความว่า “ฤดูกาลเผา” ไม่ได้เป็นเพียงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ แต่เป็นผลลัพธ์ของปฏิทินการผลิตในระบบเกษตรอุตสาหกรรมรายใหญ่

และคำถามที่สำคัญกว่านั้นคือ เขากำลังปลูกเพื่อใคร

พืชอาหารสัตว์อย่างข้าวโพด ถูกปลูกในพื้นที่กว้างใหญ่เพื่อรองรับอุตสาหกรรมปศุสัตว์ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง รายงานของ FAO ชี้ว่า พื้นที่เกษตรทั่วโลกกว่าหนึ่งในสามถูกใช้เพื่อผลิตอาหารสัตว์ ขณะที่ในประเทศไทยเอง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจหลักในพื้นที่ภูเขาและป่าเสื่อมโทรม และมีการขยายตัวต่อเนื่องในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา

เนื้อสัตว์ที่วางอยู่บนจานของคนเมือง อาจมีจุดเริ่มต้นจากไร่ที่ถูกเผาในอีกจังหวัดหนึ่ง หรืออีกประเทศหนึ่งด้วยซ้ำ เมื่อห่วงโซ่อาหารยืดยาวออกไป ความรับผิดชอบก็พร่าเลือนไปด้วย

ในขณะที่ “โปรตีนจากพืช” หรือ “แพลนท์เบสโปรตีน” กำลังชี้ให้เห็นความเป็นไปได้ของระบบอาหารอีกแบบหนึ่ง หลายงายวิจัยก็ระบุเป็นเสียงเดียวกันว่า การลดการบริโภคเนื้อสัตว์และหันไปสู่โปรตีนจากพืช สามารถลดการใช้ที่ดินทางการเกษตรได้อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคอาหาร ระบบที่ไม่ต้องพึ่งพาการผลิตอาหารสัตว์ในปริมาณมหาศาล ย่อมหมายถึงแรงกดดันต่อพื้นที่เกษตรที่ลดลง และความจำเป็นในการเผาที่อาจลดลงตามไปด้วย

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านนี้จะไม่เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรม หากปล่อยให้เกษตรกรรายย่อยเป็นผู้แบกรับต้นทุนเพียงฝ่ายเดียว “ความยั่งยืน” ที่พูดกันอย่างสวยงาม อาจกลายเป็นภาระของคนชายขอบ หากรัฐไม่ออกแบบนโยบายรองรับอย่างจริงจัง

ขณะเดียวกัน ความพยายามในระดับนโยบายอย่าง “ร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาด” ที่ควรจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดการปัญหานี้ กลับสะดุดและล่าช้า ทั้งที่มีการประเมินแล้วว่า PM2.5 มีส่วนทำให้เกิดการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรหลายหมื่นรายต่อปี และสร้างภาระทางเศรษฐกิจคิดเป็นมูลค่าหลายแสนล้านบาท การตกของกฎหมายจึงไม่ได้เป็นเพียงความล้มเหลวทางการเมือง หากแต่เป็นการเลื่อนเวลาให้ผู้คนต้องอยู่กับอากาศที่เป็นพิษต่อไปโดยไม่มีหลักประกัน

ในช่องว่างของกฎหมายและนโยบาย เสียงของคนตัวเล็กตัวน้อยดังขึ้นทุกปี ภาพท้องฟ้าอันขุ่นไม่เคยหายไปไหน และทุกปีเราก็เหมือนจะชินกับมันมากขึ้น ปัญหา PM2.5 จึงไม่ใช่แค่เรื่องของ “อากาศ” แต่เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ ระหว่างคนกับที่ดิน ระหว่างผู้บริโภคกับผู้ผลิต และระหว่างนโยบายกับชีวิตจริง

เพราะท้ายที่สุดแล้ว อากาศที่เราหายใจ ไม่ควรเป็นผลพลอยได้ของความอยู่รอดของใครอีกคนหนึ่ง และจานอาหารของเรา ก็ไม่ควรมีฝุ่นพิษที่มีฤทธิ์ถึงตายเป็นส่วนผสมที่มองไม่เห็น

ทางออกจึงไม่ใช่เพียงการรอให้ลมเปลี่ยนทิศ หากต้องเริ่มจากการผลักดันกฎหมายอากาศสะอาดที่มีผลบังคับใช้จริง สนับสนุนเกษตรกรรมทางเลือกที่ลดการเผา คุ้มครองสิทธิและภูมิปัญญาของชุมชนชาติพันธุ์ และทำให้โปรตีนจากพืชเป็นทางเลือกที่ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงได้ หากเราออกแบบระบบอาหารใหม่อย่างเป็นธรรม วันหนึ่งลมหายใจของเราอาจกลับมาเป็นเพียงอากาศอีกครั้ง


เอกสารอ้างอิง

กรมควบคุมมลพิษ. (2567). ศกพ. แถลง วันนี้ PM2.5 เริ่มคลี่คลาย ยังขอความร่วมมืองดการเผาในที่โล่ง. สืบค้นจาก https://www.pcd.go.th/pcd_news/11151/

กรมควบคุมมลพิษ. (2567). สถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 และมาตรการป้องกันแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ. สืบค้นจาก https://www.pcd.go.th

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) [GISTDA]. (2567). ตามรอย Hotspot PM2.5 ภัยร้ายไม่ไกลตัว. สืบค้นจาก https://www.gistda.or.th/news_view_new.php?n_id=5466

ThaiPublica. (2566, ธันวาคม). กรมควบคุมมลพิษปรับกลยุทธ์แก้ฝุ่น PM2.5 ใหม่ ชี้แหล่งกำเนิดหลักในภาคเหนือมาจากพื้นที่ป่าและเกษตร. สืบค้นจาก https://thaipublica.org/…/pollution-control-department…/

Bangkok Biz News. (2566). GISTDA ยกระบบการตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพด ซีพี แก้ปัญหาฝุ่น PM2.5. สืบค้นจาก https://www.bangkokbiznews.com/environment/1063480

Food and Agriculture Organization of the United Nations [FAO]. (2023). FAOSTAT statistical database. Retrieved from https://www.fao.org/faostat/

Poore, J., & Nemecek, T. (2018). Reducing food’s environmental impacts through producers and consumers. Science, 360(6392), 987–992. https://doi.org/10.1126/science.aaq0216

Scroll to Top