THAI CLIMATE JUSTICE for All

กระบวนทัศน์ป่าไม้ไทยที่ยังเปลี่ยนยาก

เมื่อวันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคมผ่านมา ผมกฤษฎา บุญชัย ได้รับเชิญให้ร่วมเป็นวิทยากรในงานเสวนาวิชาการ “พลิกโฉมวนศาสตร์ไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืน” เนื่องในโอกาสครบรอบ 90 ปีแห่งการสถาปนาคณะวนศาสตร์

นับเป็นครั้งแรกที่ผมได้เข้าไปสู่สำนักคิดวิชาวนศาสตร์ที่กำหนดนโยบายป่าไม้ของไทย หลังจากขับเคลื่อนเรื่องสิทธิชุมชนกับป่าไม้มากว่า 30 ปี

ด้วยเหตุผลที่ว่าทางผู้จัดอยากหามุมมองใหม่ ๆ นอกเหนือจากแวดวงวนศาสตร์มาช่วยแลกเปลี่ยนเพื่อให้มุมมองกว้างขวางยิ่งขึ้น และมีมิติเข้าใจชุมชนและสังคมมากขึ้น ซึ่งผมตอบรับด้วยความยินดีและขอบคุณผู้จัดอย่างยิ่งที่เชิญมา

ตั้งแต่ปลัดกระทรวงทรัพยากรฯ จนถึงผู้รู้ทั้งวนศาสตร์ที่เป็นวิทยากรทุกท่านล้วนเห็นว่า วิชาวนศาสตร์และป่าไม้ไทยเผชิญความเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยต่าง ๆ มากมาย จนปรับตัวไม่ทันว่าทำไมป่าไม้ถึงเชื่อมโยงกับเรื่องราวทางสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ การเมืองจากระดับชุมชนสู่ระดับโลกได้มากเกินกว่าจะเท่าทัน

ผมได้เริ่มต้นจากว่าตัวเองมาจากแวดวงนักสื่อสารและมาเป็นนักมนุษยวิทยา จนมาถึงมุมมองทางรัฐศาสตร์ จึงชวนตั้งคำถามต่อการเปลี่ยนแปลงเชิงกระบวนทัศน์ของป่าไม้ระดับโลกสู่ประเทศไทย

ตั้งแต่ยุคมองป่าไม้เชิงวิทยาศาสตร์ สู่สัมปทานไม้ การปลูกป่าพาณิชย์ที่มองป่าเป็นทรัพยากรเพื่อความมั่งคั่ง

ต่อมาได้เกิดกระบวนทัศน์ใหม่เชิงนิเวศวิทยา ดัง เช่นการเกิดแนวคิดเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ ที่เชื่อมโยงกับแนวคิดเชิงอนุรักษ์ แต่กระนั้นป่าไม้ก็ไม่ได้ถูกยอมรับในฐานะมีมิติเชิงสังคมและมีชีวิตร่วมกับมนุษย์ในฐานะชุมชนโลก

กระบวนทัศน์ที่แยกส่วนและคล้องกับความเป็นจริงนำมาสู่ความรุนแรง และความไม่เป็นธรรม อย่างเช่นโทษชุมชนว่าเป็นสาเหตุทำลายป่า แต่เพิกเฉยต่อโครงการขนาดใหญ่ที่ทำลายป่าโดยเฉพาะอุตสาหกรรมเกษตรพาณิชย์ที่เป็นสาเหตุสำคัญที่สุดของโลกในการทำลายป่าและก่อให้เกิดไฟป่าและฝุ่น PM 2.5 ที่รุนแรงในเวลานี้

คำถามคือ ทำไมเราถึงเพิกเฉยต่อปัญหาเชิงโครงสร้างแต่มุ่งไปกล่าวโทษคนตัวเล็กตัวน้อยโดยมองไม่เห็นระบบผูกขาดอำนาจของรัฐ และห่วงโซ่ของปัญหาและความรุนแรงที่เชื่อมโยงไปสู่ทุนอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เรามักติดกับดักวิธีคิดแบบมัลธัสที่มองแค่ปัญหาพฤติกรรมของปัจเจกตั้งแต่ชาวบ้านยันคนคนเมือง แต่ไม่สามารถตั้งคำถามเชิงโครงสร้างได้

กระบวนทัศน์ใหม่เรื่องป่าไม้เชิงนิเวศวัฒนธรรมและสังคมจึงเกิดขึ้น เกิดแนวคิดเรื่องสิทธิชุมชน องค์ความรู้ด้านนิเวศน์วัฒนธรรม นิเวศชาติพันธุ์

โลกยังไม่จบเพียงเท่านั้น เพราะระบบความรู้และโครงสร้างการจัดการป่าได้แยกความสัมพันธ์ระหว่างคนกับธรรมชาติ ไม่เพียงแต่กระทบต่อชุมชนที่พึ่งพาป่า แม้แต่คนชั้นกลางก็ถูกตัดขาดความสัมพันธ์

ก่อให้เกิดกระบวนทัศน์ใหม่เชิงนิเวศน์ด้านจิตวิญญาณ กระบวนการเชื่อมต่อกับธรรมชาติ และพัฒนาไปถึงเรื่องความเชื่อมโยงระหว่างสิทธิชุมชนกับสิทธิธรรมชาติ โดยแก่นกลางคือ ความสัมพันธ์ที่เกื้อกูลกันในฐานะคนเป็นส่วนหนึ่งในชุมชนของธรรมชาติ

เราจึงเกิดแนวคิด ข้อตกลงใหม่ ๆ ที่ก้าวหน้ากว่ากระบวนทัศน์เดิม เช่น แนวคิดความหลากหลายชีวัฒนธรรม ความเป็นธรรมทางนิเวศ ปรากฏในความตกลงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น หลักความรับผิดชอบที่แตกต่างที่มุ่งจัดการกับปัญหาเชิงโครงสร้างโดยตรง หรือความตกลงคุนหมิง-มอนทีออลด้านความหลากหลายทางชีวภาพ 2022 ที่มีเป้าหมายว่าภายในปี 2050 โลกจะต้องปรับกระบวนทัศน์และโครงสร้างความสัมพันธ์ให้เกื้อกูลและเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติให้ได้โลกจึงจะอยู่รอด หรือการผลักดันให้เกิดรัฐธรรมนูญ กฎหมาย คำตัดสินของศาล หรือนโยบายคุ้มครองสิทธิของธรรมชาติจากวิธีชนพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่นที่เกิดขึ้นหลายแห่งทั่วโลก

ดังนั้นวิธีคิดการแบ่งแยกป่ากับชุมชนและสังคม วิธีคิดเชิงพฤติกรรม ความเข้าใจเรื่องประชากร กลไกเศรษฐศาสตร์ป่าไม้จนถึงเศรษฐศาสตร์คาร์บอนเช่น คาร์บอนเครดิต ที่ไม่อยู่บนหลักคิดเรื่องสิทธิของมนุษย์ ชุมชน และธรรมชาติ และไม่อยู่บนหลักความเป็นธรรมทางนิเวศและสังคมไม่เพียงไม่ตอบโจทย์กับสถานการณ์ที่ซับซ้อน ยังมีส่วนสร้างความรุนแรงเชิงโครงสร้างและวัฒนธรรม จากการติดกับดักอยู่ในกระบวนทัศน์แบบเก่า

แน่นอนว่าการมาซึ่งกระบวนทัศน์ใหม่ไม่ได้มาแทนที่กระบวนทัศน์เดิม เพราะทุกกระบวนทัศน์ยังอยู่ร่วมและต่อสู้ไปด้วยกัน

แต่กระบวนทัศน์เก่าได้พิสูจน์แล้วว่าเราล้มเหลวเพียงใด

อนาคตที่เป็นไปได้ของป่าไม้โลกและป่าไม้ไทยจึงขึ้นอยู่กับความสามารถในการเข้าใจกระบวนทัศน์สร้างองค์ความรู้สร้างระบบรองรับทั้งการคุ้มครองปกป้องสิทธิชุมชน สิทธิธรรมชาติ และการสร้างความสัมพันธ์ที่เกื้อกูลระหว่างมนุษย์สังคมและธรรมชาติให้เกิดขึ้นให้ได้

นี่คือสิ่งที่ผมนำเสนอเพื่อแลกเปลี่ยนกับบรรดาคณาจารย์วนศาสตร์และนักนโยบายวนศาสตร์ทั้งหลาย

แต่ผลหลังจากนั้นก็ไม่ต่างจากที่คิด555 ไม่มีการคิดต่อ ไม่ตั้งคำถาม โต้แย้ง หรือชวนถกเถียง แต่ข้ามแนวคิดทั้งหมดของผมไปเลย

ในวงประชุมยังคุยกันว่า ความรู้และนโยบายป่าไม้ที่มีอยู่ถูกต้อง ปัญหาเป็นเรื่องคอรัปชั่นมากกว่า พฤติกรรมชาวบ้านก็มีดีมีเลว ยังคุยกันว่าคาร์บอนเครดิตคุ้มหรือไม่คุ้ม ยังคุยกันว่านโยบายป่าไม้ไทยควรเน้นเรื่องเศรษฐกิจป่าไม้นำการอนุรักษ์ ยังคุยกันว่าเพื่อตอบโจทย์เศรษฐกิจระดับโลก…

ไม่เป็นไรครับ อย่างน้อยคนที่ชื่นชมให้ความสำคัญกับที่ผมเสนอก็คือปรมาจารย์วนศาสตร์ที่มีมิติสังคมลุ่มลึกที่ผมนับถือ คือ อาจารย์สมศักดิ์ สุขวงศ์ คุณโกมล แพรกทอง

รวมทั้งผมเห็นแววตาและความสนใจของนักวิชาการรุ่นใหม่ ๆ

วนศาสตร์ไทยอาจจะเปลี่ยนได้เพราะนักวิชาการรุ่นใหม่ พร้อม ๆ ไปกับการเปลี่ยนแปลงจากทางสังคมที่ส่งผลต่อวนศาสตร์

ผมปิดท้ายไว้ว่า เราจะจัดการป่าเพื่ออะไร ไม่ใช่แค่รักษาต้นน้ำ รักษาความหลากหลายชีวภาพ สร้างเศรษฐกิจ แต่ลึกที่สุดของเราคืออะไร คือ การมีชีวิตที่เป็นสุขจากการเกื้อกูลระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติทั้งมิติกายภาพสังคม ธรรมชาติ และจิตวิญญาณใช่ไหม

สายธารการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้มันเกิดจากภายนอกแล้วจะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงสถาบันวนศาสตร์เองในไม่ช้า


กฤษฎา บุญชัย TCJA

ปล. ในการเสนอเชิงแนวคิดผมได้ให้ข้อมูลที่สำคัญ เช่น

– ปัญหาการลดลงของป่าไม้และไฟป่าเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมการเกษตรของโลกโดยตรง

– เราไม่สามารถเอาป่าไม้ไปแบกอุตสาหกรรมในการดูดซับคาร์บอนไดเพราะป่าไม้มีข้อจำกัดและงานวิชาการล่าสุดปีที่แล้วป๊าหมดความสามารถในการดูดซับคาร์บอนไปมากแล้ว

– แนวคิดเรื่องประชากรล้มเหลวอย่างไรถ้าไม่มองปัญหาเชิงโครงสร้างแบบแผนการใช้ทรัพยากรและการผูกขาดทรัพยากร

– ทำไมสิทธิชนพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่นในระบบนิเวศจึงมีความสำคัญ ไม่ใช่แค่เรื่องความเป็นธรรมเพียงอย่างเดียว แต่พวกเขาคือพลังสำคัญในการปกป้องนิเวศของโลก ที่มีการศึกษาระดับโลกรองรับอย่าง FAO และอื่นๆ

Scroll to Top