THAI CLIMATE JUSTICE for All

ซานตามาร์ตา เมื่อการเมืองภูมิอากาศเริ่มเผชิญหน้ากับ “ต้นทาง” ของวิกฤต

การประชุมที่ซานตามาร์ตา โคลอมเบีย ในปี 2026 ไม่ได้เปลี่ยนโลกในทันที แต่ได้เปลี่ยน “คำถาม” ของโลกอย่างมีนัยสำคัญ จากการมุ่งลดการปล่อยก๊าซ ไปสู่การตั้งคำถามต่อการผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิลโดยตรง

ประเทศราว 57–60 ประเทศที่เข้าร่วม ซึ่งคิดเป็นมากกว่าครึ่งของ GDP โลก เกือบหนึ่งในสามของความต้องการพลังงาน และประมาณหนึ่งในห้าของอุปทานฟอสซิล ได้ร่วมกันผลักดันแนวคิด “แผนที่นำทาง” เพื่อยุติถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซ พร้อมเชื่อมโยงประเด็นโครงสร้างอย่างการเงิน หนี้ การค้า และวิทยาศาสตร์เข้ามาเป็นแกนกลาง

แม้ทั้งหมดจะยังเป็นความสมัครใจ ไม่มีข้อผูกพัน และไม่มีประเทศผู้ปล่อยรายใหญ่ที่สุดเข้าร่วม แต่ซานตามาร์ตาได้ทำสิ่งสำคัญที่สุด คือทำให้โลกเริ่มยอมรับว่า วิกฤตภูมิอากาศไม่ใช่เพียงปัญหาการปล่อยคาร์บอน แต่คือปัญหาของระบบเศรษฐกิจที่ยังคงผลิตฟอสซิลอย่างต่อเนื่อง

จากการ “ลดคาร์บอน” สู่การ “ยุติฟอสซิล”

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา การเมืองภูมิอากาศภายใต้ United Nations และกรอบอย่าง Paris Agreement มุ่งจัดการ “ปลายทาง” ของปัญหา ผ่านเป้าหมายการลดการปล่อยในรูปแบบ Nationally Determined Contributions (NDC) แต่กลับปล่อยให้ “ต้นทาง” อย่างการขุดและการผลิตฟอสซิลยังดำเนินต่อไป

ซานตามาร์ตาจึงเป็นการเปลี่ยนแกนสำคัญของการเมืองโลก จากการจัดการคาร์บอน ไปสู่การเผชิญหน้ากับระบบพลังงานฟอสซิลเอง นี่ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนเครื่องมือ แต่คือการเปลี่ยนสิ่งที่โลก “กล้ายอมรับว่าเป็นปัญหา”

พันธมิตรของผู้พร้อมลงมือ กับโลกที่ยังไม่ครบวง

การประชุมครั้งนี้ไม่ได้เดินตามแนวทางของ UNFCCC ที่ต้องอาศัยฉันทามติจากทุกประเทศ แต่เลือกสร้าง “coalition of the willing” หรือกลุ่มประเทศที่พร้อมขยับจริง

แม้กลุ่มนี้มีน้ำหนักทางเศรษฐกิจและพลังงานสูง แต่การไม่มีประเทศอย่างสหรัฐฯ จีน อินเดีย รัสเซีย และรัฐน้ำมันจำนวนมาก สะท้อนความจริงสำคัญว่า โลกยังแบ่งออกเป็นสองจังหวะ

จังหวะของผู้ที่พร้อมเปลี่ยน และจังหวะของผู้ที่ยังยึดโยงกับระบบเดิม นี่คือทั้งพลังของการเริ่มต้น และข้อจำกัดของการเปลี่ยนผ่าน

Roadmap ที่บังคับให้โลกพูดความจริง

หัวใจของซานตามาร์ตาคือการผลักดัน “national roadmap” เพื่อออกจากฟอสซิล

ต่างจาก NDC ที่มองเฉพาะการปล่อยในประเทศ roadmap เหล่านี้พยายามแตะเรื่องที่ถูกหลบเลี่ยง เช่น

การลดการผลิต การพึ่งพารายได้จากฟอสซิล และความรับผิดชอบต่อคาร์บอนที่ส่งออกไปเผาในที่อื่น

Irene Vélez Torres กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า

“การเปลี่ยนผ่านออกจากฟอสซิลต้องไม่ใช่เพียงคำขวัญ แต่ต้องเป็นภารกิจทางการเมืองที่เป็นรูปธรรมและร่วมกัน”

นี่คือการบังคับให้โลกพูดในสิ่งที่เวทีเดิมหลีกเลี่ยง ไม่ใช่แค่จะลดคาร์บอนอย่างไร แต่จะ “หยุดผลิต” อย่างไร

การเปลี่ยนผ่านที่แตะโครงสร้าง ไม่ใช่แค่พลังงาน

ซานตามาร์ตาพยายามขยับพร้อมกันในสามมิติสำคัญ

1.ด้านการเงิน มีการพูดถึงเงินอุดหนุนฟอสซิล กับดักหนี้ และการระดมทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่าน

2.ด้านการค้า มีความพยายามตั้งคำถามต่อระบบสินค้าคาร์บอนเข้มข้น

3.ด้านวิทยาศาสตร์ มีการตั้งคณะใหม่ร่วมกับนักวิทยาศาสตร์อย่าง Johan Rockström และ Carlos Nobre เพื่อให้ข้อมูลที่รวดเร็วและไม่ถูกบิดเบือนโดยการเมือง

ข้อเสนอจากนักวิทยาศาสตร์มีความชัดเจนและตรงไปตรงมา เช่น การยุติการขยายโครงการฟอสซิลใหม่ และการจำกัดการโฆษณาฟอสซิลในฐานะสินค้าที่เป็นอันตราย นี่คือการเปลี่ยนกรอบจาก “แหล่งพลังงาน” ไปสู่ “ระบบที่ก่อความเสี่ยงต่อชีวิต”

ตัวอย่างจากโคลอมเบีย เมื่อผู้ผลิตเริ่มขยับ โคลอมเบียเสนอ roadmap ของตนเอง ซึ่งจัดทำโดยทีมของ Piers Forster โดยระบุว่าสามารถลดการปล่อยจากภาคพลังงานได้ถึง 90% จากระดับปี 2015 ภายในปี 2050

แม้ต้องลงทุนเพิ่มเฉลี่ยปีละประมาณ 10,000 ล้านดอลลาร์ แต่ในระยะยาวอาจสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจสุทธิ และลดความเสี่ยงจากความผันผวนของพลังงาน

นี่คือการเปลี่ยนคำถามสำคัญ

ไม่ใช่ว่า “การเปลี่ยนผ่านแพงแค่ไหน”

แต่คือ “การไม่เปลี่ยนผ่านจะมีต้นทุนสูงเพียงใด”

เสียงของผู้คน ไม่ใช่เพียงฉากประกอบ

ซานตามาร์ตาเปิดพื้นที่ให้ชนพื้นเมืองและภาคประชาสังคมเข้ามามีบทบาทจริง

เสียงของ Larissa Baldwin-Roberts สะท้อนความตึงเครียดนี้อย่างชัดเจนว่า

“นี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่เราจะเป็นเพียงสัญลักษณ์ คุณต้องการภาพของเรา ไม่ใช่เสียงของเรา”

นี่คือการเตือนว่า การเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ไม่แตะเรื่องสิทธิและอำนาจ อาจกลายเป็นเพียงการเปลี่ยนรูปแบบของการเอาเปรียบ ระหว่างความหวัง กับความจริงที่ยังจำกัด แม้จะถูกเรียกว่า “historic breakthrough” แต่ข้อเท็จจริงคือ

ทุกอย่างยังเป็นความสมัครใจ ไม่มีข้อผูกพัน ไม่มีเส้นตาย และยังไม่มีประเทศผู้ปล่อยรายใหญ่เข้าร่วม

แม้จะมีความพยายามเชื่อมโยงไปสู่ COP31 แต่ก็ยังไม่ชัดว่าพลังจากซานตามาร์ตาจะเปลี่ยนสมดุลของการเมืองโลกได้มากน้อยเพียงใด คำถามที่โลกหลีกเลี่ยงไม่ได้อีกต่อไป ซานตามาร์ตาไม่ได้ให้คำตอบทั้งหมด แต่มันทำให้คำถามสำคัญที่สุดกลับมาอยู่ตรงกลาง ปัญหาไม่ใช่แค่โลกปล่อยคาร์บอนมากเกินไป แต่คือโลกยังคงผลิตระบบเศรษฐกิจที่ต้องเผาอนาคตเพื่อหล่อเลี้ยงปัจจุบัน

ดังนั้น การเปลี่ยนผ่านจึงไม่ใช่แค่เรื่องพลังงาน แต่คือการเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจ เศรษฐกิจ และความสัมพันธ์กับธรรมชาติ

คำถามจึงไม่ใช่ว่าโลกจะเปลี่ยนผ่านหรือไม่ แต่คือ ใครจะเป็นผู้กำหนดเงื่อนไขของการเปลี่ยนผ่านและใครจะเป็นผู้แบกรับราคาของมัน


อ้างอิง

‘Historic breakthrough’: Colombia climate talks end with hopes raised for fossil fuel phaseout

INTERNATIONAL POLICY 30 April 2026 16:37 Santa Marta: Key outcomes from first summit on ‘transitioning away’ from fossil fuels

Scroll to Top